โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธปท.ยกเครื่องค่าธรรมเนียมธนาคาร ประเดิม 19 รายการ ปลดภาระรายย่อย–SME เริ่มใช้ ก.ค.นี้

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดมาตรฐานค่าบริการและปรับค่าธรรมเนียม เพื่อลดภาระประชาชน-SMEs กำชับแบงก์ห้ามเรียกเก็บเพิ่ม

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้ออกหลักเกณฑ์กำหนดค่าบริการและการให้บริการให้เป็นมาตรฐาน และปรับลดค่าธรรมเนียมหลายรายการลง เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้บริการทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบธุรกิจ SMEs ให้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินได้ด้วยอัตราค่าบริการที่เหมาะสม เป็นธรรม และไม่เป็นภาระเกินสมควร โดยครอบคลุมรายการค่าธรรมเนียม 4 ประเภท รวม 19 รายการ ซึ่งจะทำให้การเรียกเก็บค่าบริการผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินพื้นฐานของสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตเป็นมาตรฐานเดียวกัน ชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับต้นทุนการให้บริการยิ่งขึ้น

ผู้ว่าการ ธปท. อธิบายเพิ่มเติมในงาน “Governor Connect” พบปะสื่อมวลชน ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ว่า การทบทวนค่าธรรมเนียมครั้งนี้ใช้เวลาศึกษาและหารือกับภาคธนาคารค่อนข้างนาน เนื่องจากต้องพิจารณาความเหมาะสมของต้นทุนและผลกระทบในหลายมิติ ก่อนจะสรุปออกมาเป็นมาตรการลดค่าธรรมเนียมรวม 19 รายการ

“เป้าหมายสำคัญคือช่วยเหลือประชาชนรายย่อยและ SME โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมที่ในปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนไปแล้ว ต้นทุนแทบไม่เหลือ หรือมีต้นทุนต่ำกว่าที่เรียกเก็บกันอยู่ในปัจจุบัน” นายวิทัยกล่าว

ที่ผ่านมา ธปท. พบการเรียกเก็บค่าบริการผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางรายการที่ยังไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เช่น บางรายการมีต้นทุนลดลงหรือไม่มีต้นทุนแล้วจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่ยังเก็บค่าบริการอยู่ นอกจากนี้ ยังพบว่าค่าบริการบางรายการที่สถาบันการเงินแต่ละแห่งเรียกเก็บยังแตกต่างกันมาก หรือค่าบริการบางรายการยังมีหลักการคิดที่สะท้อนต้นทุนได้ไม่ชัดเจน ดังนั้น จึงเห็นควรกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าบริการดังกล่าวให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมทั้งปรับลดหลายรายการลงให้สะท้อนต้นทุนมากขึ้น โดยสรุปรายการค่าธรรมเนียมที่ปรับได้ดังนี้

1. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝาก (Deposit-related) ได้แก่ ค่าขอรายการเดินบัญชีเงินฝาก (statement) ค่าขอหนังสือรับรองฐานะทางการเงิน และค่ารักษาบัญชีเงินฝากกรณีบัญชีเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหวและมียอดเงินฝากคงเหลือน้อยกว่าที่กำหนด (dormant account)

โดยกำหนดเพดานค่าขอรายการเดินบัญชี (Statement) และหนังสือรับรองฐานะทางการเงินไว้ที่ 100 บาทต่อรายการ ขณะที่การขอผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ดำเนินการฟรี ส่วนค่าธรรมเนียมรักษาบัญชีที่ไม่มีความเคลื่อนไหว จะปรับลดเหลือไม่เกิน 20 บาทต่อเดือน จากเดิมที่หลายธนาคารเรียกเก็บ 50-100 บาทต่อเดือน

2. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (Card-related) ได้แก่ ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับบัตรเอทีเอ็มพื้นฐานและบัตรเดบิตพื้นฐาน ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต

โดยปรับลดค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีในปีแรกลงเหลือประมาณ 150-200 บาท จากเดิมที่บางแห่งเรียกเก็บ 300-400 บาท รวมถึงลดค่าธรรมเนียมเบิกเงินสดล่วงหน้าผ่านบัตรเครดิตและสินเชื่อหมุนเวียนจาก 3% เหลือ 2.5%

3. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการชำระเงิน (Payment transaction-related) ได้แก่ค่าบริการข้ามเขตและค่าคู่สายของบริการธุรกรรมการชำระเงิน เช่น การฝาก ถอน โอนเงินที่เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และที่สาขา การโอนเงินผ่านระบบบาทเนต การฝากเช็ค และการรับชำระหนี้ค่าสินค้าและบริการ ค่าบริการโอนเงินผ่านระบบ Bulk Payment แบบภายในวัน ค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน (commission in lieu of exchange) และค่าบริการโอนเงินผ่านระบบบาทเนตผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์

ซึ่งถือเป็นมาตรการที่มีผลต่อผู้ใช้บริการจำนวนมาก โดยยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมข้ามเขตหลายประเภท ทั้งการชำระเงิน การฝากเช็ค และการโอนเงินที่เดิมคิดค่าธรรมเนียมประมาณ 0.1% ของยอดธุรกรรม โดยนอกจากนี้ ยังปรับลดค่าธรรมเนียมบริการโอนเงินแบบบาทเน็ต (BAHTNET) สำหรับลูกค้ารายย่อยและ SME จาก 250 บาท เหลือ 100 บาทต่อรายการ รวมถึงลดค่าธรรมเนียมการใช้เงินตราต่างประเทศในบัญชี FCD โดยไม่แปลงสกุลเงิน (Commission in Lieu) ลงประมาณครึ่งหนึ่ง จากเดิมที่บางธนาคารเรียกเก็บในอัตรา 2.5%

4. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ได้แก่ ค่าบริการการใช้สินเชื่อ (front-end fee) ค่าบริการขยายระยะเวลาการเบิกใช้วงเงินสินเชื่อที่มีกำหนดระยะเวลา ค่าบริการต่ออายุวงเงินสินเชื่อในรูปแบบวงเงินหมุนเวียน ค่าชำระสินเชื่อก่อนครบกำหนด (prepayment fee) กรณีสินเชื่อที่มีกำหนดระยะเวลา และค่าบริการกรณียกเลิกวงเงิน (cancellation fee)

มีการกำหนดเพดานค่าธรรมเนียม Front-end Fee หรือค่าเขียนวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 2.5% และสำหรับวงเงินสินเชื่อ 15 ล้านบาทแรก จะต้องไม่เกิน 250,000 บาท พร้อมยกเลิกค่าธรรมเนียมหลายรายการ เช่น ค่าต่ออายุวงเงิน ค่าขยายวงเงิน และค่ายกเลิกวงเงิน

ขณะที่ค่าปรับกรณีชำระหนี้ก่อนกำหนด (Prepayment Fee) จะยังสามารถเรียกเก็บได้ แต่ต้องไม่เกิน 3% และใช้ได้เฉพาะกรณีที่ลูกหนี้ชำระหนี้มาแล้วไม่เกินครึ่งหนึ่งของระยะเวลากู้ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการรีไฟแนนซ์หรือเปลี่ยนสถาบันการเงิน

ทั้งนี้ ผู้ให้บริการจะต้องไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายรายการอื่น ค่าบริการรายการใหม่ หรือปรับอัตราดอกเบี้ย เพื่อทดแทนค่าบริการที่ผู้ให้บริการเรียกเก็บได้ลดลงอันเนื่องมาจากหลักเกณฑ์ตามประกาศฉบับนี้ โดยไม่รวมถึงกรณีที่ผู้ให้บริการมีเหตุจำเป็น เช่น ต้นทุนการให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การสิ้นสุดระยะเวลาส่งเสริมการขาย หรือความเสี่ยงของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป

ในกรณีที่ผู้ให้บริการไม่สามารถดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด ผู้ให้บริการต้องคืนเงินส่วนต่างที่เรียกเก็บเกินกว่าที่หลักเกณฑ์กำหนดให้แก่ลูกค้านับตั้งแต่วันที่หลักเกณฑ์มีผลใช้บังคับ รวมถึงต้องจัดทำแผนและกรอบระยะเวลาดำเนินการเพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด

หลักเกณฑ์นี้เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ 23/2569 เรื่อง การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ โดยการปรับต่าง ๆ จะทยอยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปจนถึงช่วงเดือนตุลาคม 2569 เพื่อให้ผู้ให้บริการมีระยะเวลาในการปรับระบบงาน

นายวิทัยกล่าวว่า แม้มาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารลดลง แต่ประเมินว่าผลกระทบต่อกำไรสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์จะอยู่ที่เพียง 1.5-2% ของกำไรรวมทั้งระบบ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณ 280,000 ล้านบาทต่อปี

“ผลกระทบต่อธนาคารไม่ได้มากเกินไป แต่ประโยชน์ที่ประชาชนและ SME จะได้รับจะสะสมต่อเนื่องในระยะยาว ยิ่งเมื่อคำนวณตลอด 10 ปีข้างหน้า จะเป็นเม็ดเงินที่ช่วยลดภาระต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ” นายวิทัยกล่าว

ทั้งนี้ ธปท. กำหนดให้ทุกธนาคารต้องดำเนินการปรับระบบและปรับลดค่าธรรมเนียมให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569 หากมีการเรียกเก็บเกินกว่าเพดานที่กำหนด จะต้องคืนเงินส่วนต่างให้แก่ลูกค้าโดยอัตโนมัติ

รายละเอียดเพิ่มเติม : ประกาศราชกิจจานุเบกษา (1/2) และ (2/2) และ คำถาม-คำตอบ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...