GULF โบรกแนะนำ “ซื้อ” ปรับเป้าขึ้นเป็น 72.50 บาท จ่อทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่อง 6 ไตรมาส
#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #GULF โบรกแนะนำ “ซื้อ” ปรับเป้าขึ้นเป็น 72.50 บาท จ่อทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่อง 6 ไตรมาส
บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF มีแนวโน้มสร้างสถิติกำไรหลักสูงสุดใหม่ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกันในไตรมาส 2/2569 จากการเติบโตของธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ พลังงานหมุนเวียน และการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล ซีเคียวริตี้ส์ (ประเทศไทย) จำกัด ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 72.50 บาท
CGSI คาดว่ากำไรสุทธิหลัก (Core Net Profit) ของ GULF ในไตรมาส 2/2569 จะอยู่ที่ 10,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% YoY และ 19% QoQ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามสภาพอากาศร้อนที่มาเร็วกว่าปกติและยาวนานกว่าที่คาด
ธุรกิจหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตยังคงเป็นกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) โดยโรงไฟฟ้า กัลฟ์ ศรีราชา (GSRC) และ กัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) มีอัตราการเดินเครื่องสูงขึ้นจากการได้รับคำสั่งเรียกผลิตไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มากขึ้น
ขณะที่กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ได้รับปัจจัยบวกจากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) มาอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ในไตรมาส 2/2569 จาก 3.88 บาทต่อหน่วยในไตรมาสก่อน ส่งผลให้รายได้ต่อหน่วยปรับตัวดีขึ้น
อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญคือธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ซึ่งคาดว่าปริมาณขายไฟฟ้าจะเติบโตมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน จากการทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ของโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง
แม้ว่ากำไรสุทธิรายงานอาจลดลงประมาณ 80% YoY แต่เกิดจากฐานกำไรที่สูงผิดปกติในไตรมาส 2/2568 ซึ่งบริษัทรับรู้กำไรพิเศษกว่า 56,000 ล้านบาทจากการควบรวมกิจการกับ Intouch Holdings (INTUCH) หากตัดรายการพิเศษดังกล่าวออก ฝ่ายวิจัยประเมินว่ากำไรสุทธิของ GULF จะเติบโตประมาณ 60% YoY สะท้อนการขยายตัวที่แข็งแกร่งของธุรกิจหลัก
จากแนวโน้มดังกล่าว CGSI ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ในช่วงปี 2569-2571 ขึ้น 4.1-10.3% เพื่อสะท้อนรายได้ที่สูงกว่าคาด โครงสร้างธุรกิจที่ดีขึ้น และประสิทธิภาพในการควบคุมค่าใช้จ่าย
ฝ่ายวิจัยมองว่าสัดส่วนรายได้จากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น จะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันการเติบโตของกำไรในระยะกลาง ขณะที่ความผันผวนของต้นทุนเชื้อเพลิงในกลุ่ม SPP มีผลกระทบจำกัดต่อภาพรวมกำไรของบริษัท
นอกจากนี้ GULF ยังมีโอกาสรับรู้กำไรพิเศษเพิ่มเติมในไตรมาส 2/2569 จาก 2 รายการสำคัญ ได้แก่ เงินปันผลรับประมาณ 2,800 ล้านบาท จากการถือหุ้น 9.99% ใน Kasikornbank (KBANK) และกำไรจากการขายสัดส่วนการลงทุน 51% ในโครงการโรงไฟฟ้า Pak Lay ให้แก่ J-POWER ซึ่งคาดว่าจะสร้างกำไรเพิ่มเติมประมาณ 1,900 ล้านบาท
สำหรับการประเมินมูลค่า CGSI ใช้วิธี Sum-of-the-Parts (SOTP) โดยให้มูลค่าธุรกิจโรงไฟฟ้าที่ 35 บาทต่อหุ้น ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน 4 บาทต่อหุ้น เงินลงทุนใน Advanced Info Service (ADVANC) และ Thaicom (THCOM) รวม 30 บาทต่อหุ้น เงินลงทุนใน KBANK 3 บาทต่อหุ้น และเงินลงทุนอื่นอีก 1 บาทต่อหุ้น ก่อนปรับรายการเงินสดและหนี้สินสุทธิ
CGSI ยังคงมองว่า GULF เป็นหนึ่งในหุ้นโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่สุดในตลาด จากการมีส่วนแบ่งการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. สูงที่สุดในประเทศ ฐานรายได้ที่กระจายตัวครอบคลุมทั้งธุรกิจไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐาน โทรคมนาคม และการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ Data Center และ LNG
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญยังคงเป็นการพึ่งพารายได้จาก กฟผ. และความล่าช้าของโครงการลงทุนบางส่วน ขณะที่ปัจจัยบวกเพิ่มเติมอาจมาจากการเติบโตของธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะ Data Center และพลังงานสะอาด ที่สามารถสร้างกำไรได้เร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ในปัจจุบัน.