นิสิตจุฬา ยื่น 8 ข้อถึงนายกฯ เรียกร้องเจรจาไทย-กัมพูชาอย่างสันติ หยุดสร้างอคติ
กลุ่มสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ยื่นหนังสือถึงนายกฯ เรียกร้องให้เจรจาปมชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างสันติ โปร่งใส ไม่ปลุกเร้าความเกลียดชัง-สร้างอคติจากชาตินิยม
เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 12 มิ.ย.2568 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล กลุ่มสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่ายเยาวชนนิสิตนักศึกษา จำนวน 15 คน นำโดยนายปรัชญ์สกุล ชีพเชี่ยวชาญชัย นายกสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ยื่นจดหมายแสดงยืนถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อกรณีข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
หนังสือระบุว่า จากการปะทะบริเวณช่องบก หรือสามเหลี่ยมมรกต (Emerald Triangle) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่อาจตัดสินได้อย่างชัดเจนว่าเป็นของประเทศใด รู้จักกันในอีกชื่อว่า“No Man's Land” ซึ่งมีอาณาบริเวณตั้งแต่จ.อุบลราชธานีในฝั่งไทย และจ.พระวิหารในฝั่งกัมพูชา เมื่อวันที่ 28 พ.ค..2568 เป็นเหตุให้นายสวน โรน (มูธ เภร) ทหารฝั่งกัมพูชาเสียชีวิต และเกิดกระแสชาตินิยมสุดโต่งที่กระตุ้นความเกลียดชังระหว่างชนชาติไทยและกัมพูชา
โดยกระแสชาตินิยมดังกล่าวเป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากเกิดความพยายามของบุคคลกลุ่มหนึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลไทย ก่อสงคราม โดยให้เหตุผลถึงศักดิ์ศรีของชาติและอธิปไตย จนมองข้ามชีวิตของผู้คนที่จำต้องเสียเลือดเนื้อ หากข้อพิพาทดังกล่าวขยายขอบเขตออกไปเป็นสงคราม อีกทั้งกระแสชาตินิยมดังกล่าวยังบ่อนทำลายสิทธิมนุษยชนอันเป็นบรรทัดฐานของสังคมระหว่างประเทศในปัจจุบัน
ล่าสุดวันที่ 9 มิ.ย. 2568 ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในช่วงที่ผ่านมา กองกำลังของทั้งสองประเทศได้ถอนกำลังไปยังบริเวณซึ่งแต่ละฝ่ายประจำการอยู่เดิมก่อนเหตุการณ์การปะทะ ด้วยกลไกการเจรจาจากทั้งทางรัฐบาลพลเรือน และทางกองกำลังของทั้งสองฝ่าย
สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับภาคีเครือข่ายเยาวชนและนิสิตนักศึกษาในประเทศไทยขอประกาศจุดยืนและเรียกร้องต่อรัฐบาลพลเรือน รวมถึงสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทดังกล่าว 8 ข้อ ดังนี้
1.ขอให้ทราบว่าเส้นเขตแดนมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยธรรมชาติ หากแต่มาจากการตกลงร่วมกันระหว่างรัฐทว่าด้วยการยึดแผนที่คนละฉบับในการปักปันเขตแดนได้กลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญที่ไม่อาจทำให้ภูมิรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ของสองประเทศราบรื่นได้
ทางเราจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่ง จัดตั้งอนุกรรมาธิการด้านเทคนิค ตามบันทึกความเข้าใจ ปี 2000 (MOU 2000) เพื่อหาจุดร่วมระหว่างแผนที่ฉบับเก่าและใหม่ ควบคู่กับสำรวจพื้นที่จริงที่เปลี่ยนแปลงไป และเมื่อแล้วเสร็จให้จัดทำแผนที่ฉบับใหม่อันมาจากการรับรู้ร่วมกันเพื่อไม่ให้ปัญหาความคลุมเครือของเส้นเขตแดนกลายมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้อีกต่อไป
2.ขอให้ดำเนินการเจรจาบนเวทีระหว่างประเทศเหนือระดับทวิภาคี อาจต้องมีคนกลาง ช่วยอำนวยความสะดวกในการเจรจา โดยต้องหาข้อตกลงบนหลักการสันติวิธี สิทธิมนุษยชนและเคารพในอธิปไตยของทั้งไทยและกัมพูชา โดยสร้างความรับรู้ถึง No Man's Land ในทั้งสองฝ่าย อีกทั้งต้องรับประกันว่าจะไม่ใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเหตุผลริเริ่มทำกิจการอื่นๆ อันขัดต่อหลักการข้างต้น
3.ขอให้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์ในวันที่ 28 พ.ค.2568 พร้อมเปิดเผยกระบวนการและผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใส
4.ขอให้สื่อสารกรณีข้อพิพาท การดำเนินงาน การเจรจา และความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว และโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน พร้อมทั้งระมัดระวังการสร้างอคติทางเชื้อชาติและลัทธิชาตินิยม (Nationalism) หรือความต้องการเหนือกว่าชาติอื่นแก่ประชาชนชาวไทย
5.ขอให้แสวงหากลไกระหว่างประเทศที่สามารถระงับหรือแก้ไขกรณีข้อพิพาททางเขตแดนอื่นนอกจากคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Boundary Commission: JBC) หรือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice: ICJ) เช่น ศาลอนุญาโตตุลาการประจำ (Permanent Court of Arbitration: PCA) พร้อมยอมรับขอบเขตอำนาจและคำตัดสินที่จะตามมาในอนาคต โดยยึดความสงบสุขของประชาชนและภูมิภาคเป็นสำคัญ
6.ขอให้หลีกเลี่ยงการประกาศใช้มาตรการปิดชายแดน หากการเจรจาผ่าน JBC ในวันที่ 14 มิ.ย.นี้ไม่เป็นผลสำเร็จเนื่องด้วยพื้นที่ชายแดนมีความสำคัญทั้งในแง่เศรษฐกิจของการค้าข้ามชายแดนและความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมของผู้คนที่อาศัยอยู่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีมายาวนาน
7.ขอให้ยุติการใช้ยุทธศาสตร์การสื่อสาร (Information Operation: IO) ที่ปลุกเร้าความรู้สึกเกลียดชังทางเชื้อชาติในหมู่ประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการสื่อสารที่สร้างความชอบธรรมในการก่อความรุนแรงและสงครามผ่านกระแสข้อพิพาทนี้
8.ขอให้หน่วยงานภายใต้รัฐบาลพลเรือนเคารพหลักนิติรัฐ และรับฟังคำสั่งของ รัฐบาลพลเรือนด้วยวิจารณญาณ และอาจให้คำแนะนำแก่รัฐบาลพลเรือนได้ โดยละเว้นการแทรกแซงในกิจการบริหารของรัฐบาลพลเรือน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นิสิตจุฬา ยื่น 8 ข้อถึงนายกฯ เรียกร้องเจรจาไทย-กัมพูชาอย่างสันติ หยุดสร้างอคติ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th