โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

นิสิตจุฬา ยื่น 8 ข้อถึงนายกฯ เรียกร้องเจรจาไทย-กัมพูชาอย่างสันติ หยุดสร้างอคติ

Khaosod

อัพเดต 12 มิ.ย. 2568 เวลา 06.42 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 05.40 น.
นิสิตจุฬา ยื่น 8 ข้อถึงนายกฯ เรียกร้องเจรจาไทย-กัมพูชาอย่างสันติ หยุดสร้างอคติ

กลุ่มสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ยื่นหนังสือถึงนายกฯ เรียกร้องให้เจรจาปมชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างสันติ โปร่งใส ไม่ปลุกเร้าความเกลียดชัง-สร้างอคติจากชาตินิยม

เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 12 มิ.ย.2568 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล กลุ่มสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่ายเยาวชนนิสิตนักศึกษา จำนวน 15 คน นำโดยนายปรัชญ์สกุล ชีพเชี่ยวชาญชัย นายกสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ยื่นจดหมายแสดงยืนถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อกรณีข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ผ่านนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

หนังสือระบุว่า จากการปะทะบริเวณช่องบก หรือสามเหลี่ยมมรกต (Emerald Triangle) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่อาจตัดสินได้อย่างชัดเจนว่าเป็นของประเทศใด รู้จักกันในอีกชื่อว่า“No Man's Land” ซึ่งมีอาณาบริเวณตั้งแต่จ.อุบลราชธานีในฝั่งไทย และจ.พระวิหารในฝั่งกัมพูชา เมื่อวันที่ 28 พ.ค..2568 เป็นเหตุให้นายสวน โรน (มูธ เภร) ทหารฝั่งกัมพูชาเสียชีวิต และเกิดกระแสชาตินิยมสุดโต่งที่กระตุ้นความเกลียดชังระหว่างชนชาติไทยและกัมพูชา

โดยกระแสชาตินิยมดังกล่าวเป็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากเกิดความพยายามของบุคคลกลุ่มหนึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลไทย ก่อสงคราม โดยให้เหตุผลถึงศักดิ์ศรีของชาติและอธิปไตย จนมองข้ามชีวิตของผู้คนที่จำต้องเสียเลือดเนื้อ หากข้อพิพาทดังกล่าวขยายขอบเขตออกไปเป็นสงคราม อีกทั้งกระแสชาตินิยมดังกล่าวยังบ่อนทำลายสิทธิมนุษยชนอันเป็นบรรทัดฐานของสังคมระหว่างประเทศในปัจจุบัน

ล่าสุดวันที่ 9 มิ.ย. 2568 ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในช่วงที่ผ่านมา กองกำลังของทั้งสองประเทศได้ถอนกำลังไปยังบริเวณซึ่งแต่ละฝ่ายประจำการอยู่เดิมก่อนเหตุการณ์การปะทะ ด้วยกลไกการเจรจาจากทั้งทางรัฐบาลพลเรือน และทางกองกำลังของทั้งสองฝ่าย

สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับภาคีเครือข่ายเยาวชนและนิสิตนักศึกษาในประเทศไทยขอประกาศจุดยืนและเรียกร้องต่อรัฐบาลพลเรือน รวมถึงสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทดังกล่าว 8 ข้อ ดังนี้

1.ขอให้ทราบว่าเส้นเขตแดนมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นมาโดยธรรมชาติ หากแต่มาจากการตกลงร่วมกันระหว่างรัฐทว่าด้วยการยึดแผนที่คนละฉบับในการปักปันเขตแดนได้กลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญที่ไม่อาจทำให้ภูมิรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ของสองประเทศราบรื่นได้

ทางเราจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่ง จัดตั้งอนุกรรมาธิการด้านเทคนิค ตามบันทึกความเข้าใจ ปี 2000 (MOU 2000) เพื่อหาจุดร่วมระหว่างแผนที่ฉบับเก่าและใหม่ ควบคู่กับสำรวจพื้นที่จริงที่เปลี่ยนแปลงไป และเมื่อแล้วเสร็จให้จัดทำแผนที่ฉบับใหม่อันมาจากการรับรู้ร่วมกันเพื่อไม่ให้ปัญหาความคลุมเครือของเส้นเขตแดนกลายมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้อีกต่อไป

2.ขอให้ดำเนินการเจรจาบนเวทีระหว่างประเทศเหนือระดับทวิภาคี อาจต้องมีคนกลาง ช่วยอำนวยความสะดวกในการเจรจา โดยต้องหาข้อตกลงบนหลักการสันติวิธี สิทธิมนุษยชนและเคารพในอธิปไตยของทั้งไทยและกัมพูชา โดยสร้างความรับรู้ถึง No Man's Land ในทั้งสองฝ่าย อีกทั้งต้องรับประกันว่าจะไม่ใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นเหตุผลริเริ่มทำกิจการอื่นๆ อันขัดต่อหลักการข้างต้น

3.ขอให้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์ในวันที่ 28 พ.ค.2568 พร้อมเปิดเผยกระบวนการและผลการดำเนินงานอย่างโปร่งใส

4.ขอให้สื่อสารกรณีข้อพิพาท การดำเนินงาน การเจรจา และความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว และโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน พร้อมทั้งระมัดระวังการสร้างอคติทางเชื้อชาติและลัทธิชาตินิยม (Nationalism) หรือความต้องการเหนือกว่าชาติอื่นแก่ประชาชนชาวไทย

5.ขอให้แสวงหากลไกระหว่างประเทศที่สามารถระงับหรือแก้ไขกรณีข้อพิพาททางเขตแดนอื่นนอกจากคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Boundary Commission: JBC) หรือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice: ICJ) เช่น ศาลอนุญาโตตุลาการประจำ (Permanent Court of Arbitration: PCA) พร้อมยอมรับขอบเขตอำนาจและคำตัดสินที่จะตามมาในอนาคต โดยยึดความสงบสุขของประชาชนและภูมิภาคเป็นสำคัญ

6.ขอให้หลีกเลี่ยงการประกาศใช้มาตรการปิดชายแดน หากการเจรจาผ่าน JBC ในวันที่ 14 มิ.ย.นี้ไม่เป็นผลสำเร็จเนื่องด้วยพื้นที่ชายแดนมีความสำคัญทั้งในแง่เศรษฐกิจของการค้าข้ามชายแดนและความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมของผู้คนที่อาศัยอยู่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีมายาวนาน

7.ขอให้ยุติการใช้ยุทธศาสตร์การสื่อสาร (Information Operation: IO) ที่ปลุกเร้าความรู้สึกเกลียดชังทางเชื้อชาติในหมู่ประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะการสื่อสารที่สร้างความชอบธรรมในการก่อความรุนแรงและสงครามผ่านกระแสข้อพิพาทนี้

8.ขอให้หน่วยงานภายใต้รัฐบาลพลเรือนเคารพหลักนิติรัฐ และรับฟังคำสั่งของ รัฐบาลพลเรือนด้วยวิจารณญาณ และอาจให้คำแนะนำแก่รัฐบาลพลเรือนได้ โดยละเว้นการแทรกแซงในกิจการบริหารของรัฐบาลพลเรือน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นิสิตจุฬา ยื่น 8 ข้อถึงนายกฯ เรียกร้องเจรจาไทย-กัมพูชาอย่างสันติ หยุดสร้างอคติ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...