“อินเดีย” เร่งปิดดีลทบทวน FTA กับอาเซียน ก่อนประชุมสุดยอด ต.ค.68
"อินเดีย" เร่งปิดดีลทบทวน FTA กับอาเซียน ก่อนประชุมสุดยอด ต.ค.68 ท่ามกลางความกังวลเรื่องดุลการค้าที่เสียเปรียบต่ออาเซียน และปัญหาสินค้าจีนที่อาจถูกส่งผ่านเข้ามาทางสมาชิกอาเซียน
วันที่ 4 สิงหาคม 2568 เวลา 08.36 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่าแม้จะยังมีหลายประเด็นที่ต้องเจรจาเพื่อทบทวนความตกลงการค้าเสรีระหว่างอินเดียกับอาเซียนให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ แต่อินเดียก็ยังคงหวังว่าจะสามารถบรรลุผลบางอย่างได้ภายในปลายเดือนตุลาคม ซึ่งตรงกับช่วงการประชุมสุดยอดประจำปีระหว่างอินเดียกับกลุ่มประเทศอาเซียน
ความตกลงการค้าเสรีสินค้าอาเซียน-อินเดีย (ASEAN-India Trade in Goods Agreement: AITIGA) ได้ลงนามเมื่อเดือนสิงหาคม 2551 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 ข้อตกลงสำหรับการเปิดทบทวนถูกกำหนดไว้เมื่อเดือนกันยายน 2565 และเริ่มต้นการเจรจาอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 2566 โดยมีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าให้ดียิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์ร่วมกัน โดยตั้งเป้าหมายว่าจะดำเนินการให้เสร็จภายในปี 2568
จนถึงขณะนี้ อินเดียและประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งประกอบด้วย บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ได้จัดการเจรจาไปแล้วทั้งหมด 9 รอบ โดยมีกำหนดจัดรอบที่ 10 ที่กรุงนิวเดลีในเดือนสิงหาคม และรอบที่ 11 ที่ประเทศมาเลเซียในเดือนตุลาคม
ราเจช อักราวัล ปลัดพิเศษกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย กล่าวในการแถลงข่าวช่วงกลางเดือนกรกฎาคมว่า “ความคืบหน้าจนถึงขณะนี้ยังเป็นไปแบบกระจัดกระจาย… เรายังอยากเห็นความคืบหน้ามากกว่านี้ …แต่ในด้านที่ดีคือ เรามีความเคลื่อนไหวในหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า เรายังคืบหน้าในด้านความร่วมมือทางเทคนิค และมีการหารือในประเด็นการเปิดตลาด”
เขากล่าวต่อว่า “เราหวังว่าภายในสองรอบการเจรจานี้ สิงหาคมและตุลาคม เราจะสามารถเร่งความคืบหน้าให้ดีขึ้น และพยายามได้ข้อสรุปบางส่วนให้ทันก่อนการประชุมสุดยอดอาเซียน–อินเดียในช่วงปลายเดือนตุลาคม”
ความตกลงการค้าเสรีฉบับนี้ลงนามในช่วงที่พรรคคองเกรส ซึ่งเป็นฝ่ายค้านในปัจจุบัน เป็นผู้บริหารประเทศ โดยรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ได้วิพากษ์วิจารณ์ยุทธศาสตร์การค้าของรัฐบาลชุดก่อน ว่ามุ่งเน้นการทำข้อตกลงกับประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้า
นายปิยุช โกยาล รัฐมนตรีพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย กล่าวในการประชุมที่สหราชอาณาจักรเมื่อเดือนมิถุนายน โดยอ้างถึงความกังวลว่าจีนอาจใช้เส้นทางอาเซียนในการส่งสินค้าราคาถูกมายังอินเดีย กล่าวว่า “เมื่อเราทำข้อตกลงกับอาเซียน… ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีก่อน ก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะเริ่มทำงาน มันดูเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะเราเปิดตลาดของเราให้กับประเทศที่เป็นคู่แข่ง ซึ่งหลายประเทศตอนนี้กลายเป็นทีมสำรองของจีนไปแล้ว”
แม้อาเซียนจะมีสัดส่วนประมาณ 11% ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของอินเดีย แต่การค้าระหว่างสองฝ่ายกลับไม่สมดุล โดยอาเซียนได้เปรียบอย่างชัดเจน
ศราบานา บารัว (Shrabana Barua) รองศาสตราจารย์จาก Jindal School of International Affairs กล่าวว่า ในปีงบประมาณที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2554 ซึ่งเป็นปีเต็มปีแรกหลัง AITIGA มีผลบังคับใช้ อินเดียมีดุลการค้าขาดดุลกับอาเซียนอยู่ที่ประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์ แต่ในปีงบประมาณล่าสุด ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์
“เมื่อรัฐบาลโมดีเข้ามาบริหาร ก็เริ่มเห็นว่าดุลการค้ามีความเสียเปรียบมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นเหตุผลที่ขอให้มีการทบทวนความตกลงนี้”
เพรนา คานธี (Prerna Gandhi) นักวิจัยจากสถาบันคิดเชิงนโยบาย Vivekananda International Foundation ของอินเดีย ชี้ว่าการที่อาเซียนเจรจาแบบกลุ่ม แต่ฝั่งอินเดียเจรจาเพียงลำพัง ทำให้ “อาเซียนมีอำนาจต่อรองในเชิงกลุ่มมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้การสร้างฉันทามติภายในช้าลง” โดยเฉพาะเมื่อแต่ละประเทศมีนโยบายเศรษฐกิจแตกต่างกัน เช่น เวียดนามมีแนวทางเสรีนิยม ขณะที่กัมพูชามีแนวทางกีดกันทางการค้า
เธอยังกล่าวอีกว่า อาเซียนมองว่าจีนมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจมากเกินกว่าจะต่อต้าน และชี้ให้เห็นว่าการเจรจาระหว่างจีนกับอาเซียนดำเนินไปอย่างเป็นระบบ เพราะมีคณะกรรมการร่วมด้านการค้าเสรีซึ่งช่วยผลักดันการทบทวนเป็นรอบ ๆ
เธอเสนอว่าหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทั้งหมดได้ทันเวลา ผลลัพธ์บางส่วน เช่น การปรับปรุงเกณฑ์ว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และการจัดตั้งกลไกแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี อาจถูกบรรจุเป็นความสำเร็จระยะแรกและใช้เพื่อรักษาภาพลักษณ์ ขณะขยายระยะเวลาทบทวนเพิ่มเติม
นอกจากการเรียกร้องให้อาเซียนเปิดตลาดให้สินค้าจากอินเดียมากขึ้นแล้ว อินเดียยังต้องการอัปเดตกฎแหล่งกำเนิดสินค้า โดยเฉพาะจากความกังวลว่าสินค้าจีน เช่น เหล็ก อาจถูกส่งผ่านอาเซียนเข้าสู่อินเดีย ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศ
ทั้งสองฝ่ายยังพิจารณาอุปสรรคที่มิใช่ภาษี เช่น ขั้นตอนศุลกากรที่เข้มงวดและกฎระเบียบที่ยุ่งยาก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการค้าราบรื่น และยังเพิ่มต้นทุนของภาคธุรกิจ
เมื่อถูกถามว่าอินเดียควรพิจารณายกเลิกข้อตกลงหรือไม่ หากการทบทวนไม่เกิดผล เพรนา คานธี กล่าวว่า การยกเลิก AITIGA “อาจสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์ทางการทูต และตอกย้ำภาพลักษณ์ว่าอินเดียถอยห่างจากเวทีการค้า” โดยเฉพาะหลังจากที่อินเดียถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ในปี 2561
“อาเซียนถือเป็นแกนกลางของนโยบาย Act East ของอินเดีย ตลอดจนยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก และแผนการกระจายห่วงโซ่อุปทาน”
อาเจย์ ศรีวัสตวา ผู้ก่อตั้ง GTRI (Global Trade Research Initiative) ซึ่งเป็นคลังสมองด้านการค้าจากนิวเดลี ระบุว่า แม้ AITIGA จะมีผลบังคับใช้มากว่า 15 ปีแล้ว แต่กลับยังไม่มีการทบทวนอย่างเป็นทางการ ซึ่งผิดจากแนวปฏิบัติปกติ โดยเขายกตัวอย่างว่า ความตกลงการค้าเสรีอินเดีย–สิงคโปร์ ที่มีผลเมื่อเดือนสิงหาคม 2548 มีการทบทวนครั้งแรกภายในเดือนตุลาคม 2550 เท่านั้น
อย่างไรก็ตามเขาไม่เห็นด้วยกับแนวคิดในการจัดทำความตกลงฉบับใหม่กับอาเซียน โดยให้เหตุผลว่า ปัจจุบันการค้าระหว่างอินเดียกับอาเซียนกว่า 80% อยู่ภายใต้ระบบปลอดภาษีอยู่แล้ว แทนที่จะเริ่มทำ FTA ใหม่ตั้งแต่ต้น ซึ่งใช้เวลานานและมีความซับซ้อนทางการเมือง เราควรมุ่งทำให้ความตกลงปัจจุบันตอบสนองต่อความต้องการของภาคธุรกิจมากขึ้นจะดีกว่า
“การทบทวนอย่างรอบคอบและตรงประเด็นจะช่วยแก้ปัญหาเดิม ๆ อำนวยความสะดวกทางการค้า และปลดล็อกศักยภาพของข้อตกลงได้อย่างเต็มที่” ทั้งนี้ ผลลัพธ์ของการทบทวนในปีนี้จะขึ้นอยู่กับว่า จะสามารถปลดล็อกอุปสรรคเชิงเทคนิคและการเมืองได้เร็วแค่ไหน
อ้างอิง : asia.nikkei.com