โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"สินค้าจีนทะลัก" ระเบิดเวลาลูกใหม่ เบื้องหลังภาษีทรัมป์ 19% คนไทยอาจกระทบทั้ง SME - ภาคการผลิต

Thairath Money

อัพเดต 05 ส.ค. 2568 เวลา 09.19 น. • เผยแพร่ 05 ส.ค. 2568 เวลา 09.13 น.
ภาพไฮไลต์

เกาะติดสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศไทย เมื่อสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยที่ 19% ซึ่งเป็นตัวเลขที่หลายฝ่ายมองว่าสามารถแข่งขันได้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ภาคส่งออกไทย แต่ยังเปิดประตูให้ไทยเป็นเป้าหมายการลงทุนที่น่าสนใจยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การประกาศขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ครั้งนี้ อาจเป็นเพียง “ยกแรก” เพราะพายุลูกถัดไปอาจไม่ได้พัดเข้ามาจากสหรัฐฯ โดยตรง แต่อาจกำลังก่อตัวขึ้นและส่งผลกระทบมาถึงปากท้องของประชาชนคนธรรมดาอย่างคาดไม่ถึง

สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้ทำธุรกิจส่งออก อาจสงสัยว่าตัวเลข 19% นี้เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอย่างไร คำตอบอาจซ่อนอยู่ในสินค้าที่คุณซื้อและงานที่คุณทำ เพราะผลกระทบที่แท้จริงอาจมาจาก "คลื่นสินค้าราคาถูก" จากจีนที่กำลังจะทะลักเข้ามาในประเทศไทย

เมื่อสินค้าจีนถูกกำแพงภาษีขวางไม่ให้เข้าสหรัฐฯ ประเทศไทยจึงกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักในการระบายสินค้าเหล่านั้น ปรากฏการณ์นี้อาจทำให้เราซื้อของได้ถูกลงในระยะสั้น แต่ในขณะเดียวกัน มันคือหายนะสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยของไทยที่ต้องปิดกิจการลงเพราะสู้ราคาไม่ไหว

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ล่าสุดกรณีสหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไทยที่ 19% นั้น เป็นอัตราที่ "น่าพอใจ" และดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกที่ 25% ซึ่งทำให้อัตราภาษีของไทยมีความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม (20%), อินเดีย (25%) และจีน (30-54%)

ผลจากอัตราดังกล่าวคาดว่าจะทำให้ภาคการส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีหลังไม่ย่ำแย่จนเกินไป และยังคงความน่าสนใจในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่กำลังมองหาฐานการผลิตนอกประเทศจีน โดยรวมแล้วคาดว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจไทย (GDP) ปีนี้ขยายตัวได้ประมาณ 1.5-2%

อย่างไรก็ตาม ดร.กอบศักดิ์ เตือนว่าอย่าเพิ่งวางใจ เพราะอัตราภาษี 19% นี้เป็นเพียง "การสอบกลางภาค" หรือ "ยกแรก" เท่านั้น ยังมีความท้าทายรออยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะการที่สหรัฐฯ อาจพิจารณาปรับแก้คำจำกัดความของ "การส่งผ่านแดน (Transshipment)" ให้ครอบคลุมถึงชิ้นส่วนที่นำเข้ามาประกอบในไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่พึ่งพาชิ้นส่วนจากจีนเป็นอย่างมาก เช่น ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์

นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่สหรัฐฯ จะออกมาตรการภาษีรายอุตสาหกรรมเพิ่มเติมในอนาคต โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสกัดกั้นจีน แต่ไทยอาจได้รับผลกระทบไปด้วย

ดร.กอบศักดิ์ ชี้ว่า ผลกระทบทางอ้อมจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนน่ากังวลกว่า โดยการที่จีนถูกกีดกันจากตลาดสหรัฐฯ ทำให้สินค้าจีนราคาถูกทะลักเข้ามาในตลาดไทยและอาเซียนมากขึ้น ซึ่งแม้ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากสินค้าราคาถูก แต่จะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อ SMEs ไทยจนอาจไม่สามารถแข่งขันได้

โดยได้เสนอแนะแนวทางรับมือในหลายมิติ ภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัว กระจายความเสี่ยงโดยหาตลาดใหม่ๆ เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดสหรัฐฯ พร้อมทั้งยกระดับเทคโนโลยีและปรับเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ

ขณะที่ภาครัฐควรออกมาตรการเยียวยาและช่วยเหลือ โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดตลาด และกลุ่ม SMEs ที่กำลังเผชิญปัญหาสินค้าจีนทะลัก โดยเสนอให้ใช้มาตรการ "การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ" กำหนดสัดส่วนให้ซื้อสินค้าที่ผลิตโดย SMEs ไทย (Made in Thailand) เพื่อสร้างอุปสงค์ในประเทศและต่อลมหายใจให้ผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ ควรเพิ่มงบประมาณให้หน่วยงานสำคัญอย่าง BOI เพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และ ททท. เพื่อกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยด้วย

อ่านข่าวเศรษฐกิจกับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : "สินค้าจีนทะลัก" ระเบิดเวลาลูกใหม่ เบื้องหลังภาษีทรัมป์ 19% คนไทยอาจกระทบทั้ง SME - ภาคการผลิต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...