โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แต่ละปีที่เติบโตขึ้นของ ‘เฌอปราง อารีย์กุล’ จากซีรีส์ ‘9 YEARS OF YOU แต่ละปีที่มีเธอ’ ผู้ขอบคุณอาชีพนักแสดงที่ทำให้กล้าจะรู้สึกแย่ และยอมรับความต่างของมนุษย์

Mirror Thailand

อัพเดต 24 มิ.ย. 2568 เวลา 10.32 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2568 เวลา 09.57 น.
ภาพไฮไลต์

คาแรกเตอร์สาว Extrovert สดใส รักอิสระ และใช้ใจนำทาง อย่าง ‘นับดาว’ ในซีรีส์ ‘9 YEARS OF YOU แต่ละปีที่มีเธอ’ ตรงข้ามกับเฌอปราง อารีย์กุล ตัวจริง 100% เธอคอนเฟิร์ม แต่การก้าวขามาเป็นนักแสดงเต็มตัวและที่ผ่านมาก็ได้ลองเล่นบทบาทที่ต่างจากตัวเองโดยสิ้นเชิงนั้น กลับเป็นข้อดีให้เฌอปราง ‘เข้าใจ’ ความหลากหลายของเพื่อนมนุษย์ ตัดสินคนอื่นน้อยลง และมี empathy กับคนที่ไม่เหมือนกับตัวเองมากขึ้น ไปพร้อมๆ กับปลดล็อกความรู้สึกลึกๆ ในใจที่เคยไม่กล้าแสดงมันออกมา กล้าที่จะรู้สึกแย่มากขึ้น กล้าที่จะร้องไห้ กล้าที่จะมีมุมอ่อนไหว หรือกล้าที่จะระบายความในใจ ไม่ต้องเข้มแข็งตลอดก็ได้ มันไม่ได้ผิดอะไรเลย

ปีหน้าเฌอปรางจะอายุครบ 30 แต่เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองแก่เร็วตั้งแต่อายุ 20 อาจเป็นเพราะชอบคุยกับผู้ใหญ่ และเป็นคนใช้ตรรกะในการคิด วิเคราะห์ เป็นขั้นเป็นตอน รวมถึงรู้จักตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เกิดมาทำไม?” ตั้งแต่เด็ก (เธอบอกว่าบางคนก็เรียกเธอว่าป้า!) เรื่อยมาจนคนเรียกว่า ‘แคปเฌอ’ หรือกัปตันเฌอปรางแห่งวง BNK48 จากการที่เธอมีความเป็นผู้นำ สามารถพูดคุยกับคนได้ดี เรียบเรียงความคิดได้เก่ง และมีความชอบในระบบ 48 ที่เยอะจนมีไอเดียมากมายที่จะพัฒนาวงและเทรนคนในทีม ไม่แปลกที่ต่อมาเธอจะกลายเป็น ‘ผู้จัดการวง BNK48’ ดูแล บริหารจัดการ และวางแผนทิศทางของวงอย่างเต็มรูปแบบ แต่ถึงความ productive จะมีข้อดี ทว่าพิเฌอคนนี้กลับมองว่านิสัยที่ไม่เคยคิดจะหยุดพักหรือหยุดพัฒนาตัวเอง บางทีก็เป็นความกดดันให้รู้สึก ‘ดีไม่พอ’ และภูมิใจกับตัวเองยาก เมื่อเธอเอาคุณค่าของตัวเองไปผูกกับงาน

ในวันนี้ เฌอปราง วางมือจาก BNK48 เป็นที่เรียบร้อย หลังเลือกมาเป็นนักแสดงเต็มตัว พร้อมกับเปิดบริษัท CC248 ของตัวเอง เพื่อตั้งทีมมาดูแลตัวเองโดยเฉพาะ เฌอปรางเล่าให้ฟังว่า เธออยากขอบคุณตัวเองที่เลือกมาเป็นนักแสดง และอยากขอบคุณอาชีพนักแสดงที่ทำให้เธอค่อยๆ เรียนรู้ความหมายของความรู้สึก ‘เฮลตี้’ ทั้งต่อตัวเอง ต่องาน และต่อความสัมพันธ์ที่มีกับคนรอบข้างมากขึ้น เช่นเดียวกับซีรีส์เรื่องล่าสุด ที่นอกจากบอกเล่าความสัมพันธ์ 9 ปี ของ นับดาว และ ภารัณ (รับบทโดย เอม สรรเพชญ์) ยังชวนให้คนหันกลับมามองความสัมพันธ์ทั้งต่อตัวเอง ต่อพ่อแม่ ต่อเพื่อน และต่อแฟน ที่เชื่อว่าระหว่างทางอาจไม่ได้เฮลตี้หรือราบรื่นทุกวัน แต่สิ่งสำคัญคือปลายทาง เรายอมรับในสิ่งที่อีกฝ่าย ‘เป็น’ ได้มากแค่ไหน และอยู่กับเขาได้ไหมแบบที่ไม่ท็อกซิกในระยะยาว

ปีของการเป็นนักแสดงที่สอนให้เฌอปรางรู้ว่า…

“เผลอแป๊บเดียวอายุ 30 แล้วอะ” เฌอปรางนั่งลงคุยกับเราอย่างสบายๆ หลังจากเริ่มต้นคุยกันถึงการเติบโตของหญิงสาวที่หลายคนเห็นหน้าค่าตามานานในวงการบันเทิง ตั้งแต่มีบทบาทเป็นไอดอลสู่การเป็นนักแสดง

“จริงๆ รู้สึกว่ารับมือกับหลายๆ อย่างได้ดีมากขึ้น เพราะมีประสบการณ์ในชีวิตมากขึ้น แต่ถามว่าพอจะอายุ 30 มีอะไรโตขึ้นบ้าง หนูรู้สึกว่าไม่ได้โตขึ้นไปจากเดิมหรอก อาจเป็นเพราะรู้สึกว่าตัวเองแก่เร็วมาตั้งแต่ตอนอายุ 20 แล้วมั้ง พอ mental age หนูไปเร็ว ก็เลยไม่รู้สึกว่ามันมีอะไรต่าง หลายคนจะชอบพูดว่า ‘ทำไมแกดูโตเร็วจัง’ หรือ ‘โตกว่าวัยจัง’ ซึ่งเฌอคิดว่าเป็นเพราะเฌอดูเป็นมนุษย์ที่รู้สึกว่าเราต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เฌอเลยจะพยายามหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอยู่ตลอด เพื่อให้เฌอจัดการชีวิตตัวเองได้ดีที่สุด โดยใช้แต่สมองและตรรกะเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่เด็กเฌอไม่เคยกลัวที่จะล้ม เพราะเฌอเรียนและชอบสายวิทย์ เวลาทำการทดลองมันเฟลบ่อยมากกว่าสำเร็จ กว่าจะทำให้โปรเจกต์หนึ่งมันคืบหน้า มันผ่านความผิดหวังมาเยอะ จนรู้สึกว่าถึงเฟลก็ต้องทำต่อเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่หวัง แน่นอนว่านิสัยแบบนี้มันมีข้อดี แต่บางทีมันก็กลายเป็นความกดดันตัวเองที่มากเหลือเกิน”

แม้จะไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นจากเดิม แต่การเป็น ‘นักแสดง’ ทำให้มนุษย์ตรรกะสูงได้เรียนรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘อารมณ์ความรู้สึก’ และนั่นทำให้เธอค้นพบโลกใหม่ใกล้เฌอ ที่เคยมองว่ามันอยู่ไกลมาตลอด แต่พอเอามันมาอยู่ใกล้ๆ ใจก็เบาลงได้บ้าง

“เมื่อก่อนเฌอพยายามโชว์แต่ความรู้สึกด้านบวกออกมาให้คนเห็น ความรู้สึกลบๆ จะคิดไปแล้วว่าไม่ควรเอาออกมาให้คนอื่นรับรู้ เก็บใส่หีบไปเถอะ อยากทำให้คนอื่นพอใจอยู่ตลอดเวลา มันทำให้เฌอไม่ค่อยมีความภูมิใจในตัวเอง รู้สึกไม่ดีพอ รู้สึกว่าฉันต้องวิ่งต่อไป อย่าหยุด เวลาใครชม จะไม่ค่อยเชื่อว่ามันดีจริงๆ และไม่ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้ จนเฌอเป็น Burnout ต้องไปปรึกษานักจิตวิทยาเพื่อให้สามารถควบคุมความคิดลบๆ และพอเฌอมาเป็นนักแสดง การแสดงก็สอนให้เฌอเข้าใจว่า ‘มันโอเคที่จะรู้สึกไม่โอเค’ เพราะเราได้ explore ตัวละครที่เล่น ได้เห็นเรื่องราวที่ต้องเจอ ซึ่งล้วนมีการแสดงออก ทั้งร้องไห้ เสียใจ โกรธ เกลียด พอต้องทำให้คนดูเชื่อว่าตัวละครนั้นมีชีวิตจริงๆ เราเลย ‘ต้อง’ express อารมณ์เหล่านั้นออกมาให้ได้ จากที่เคยคิดว่ามันแสดงออกได้เหรอ มันโอเคจริงๆ ใช่ไหม เราไม่ควรโกรธใคร ไม่ควรร้องไห้ให้ใครเห็น เดี๋ยวคนอื่นเศร้าตาม พอได้มาแสดง อ๋อ มันโอเค ไม่เป็นอะไร เรารู้สึกได้ อารมณ์เหล่านี้มันผ่านเข้ามาได้ แล้วเดี๋ยวมันก็ผ่านไปได้ แค่รับมือให้เป็นและยอมรับการมีอยู่ของมัน”

ทุกวันนี้เฌอปรางจึงมีสถานที่โปรดที่เธอชอบไปอยู่มาก นั่นคือห้อง workshop การแสดง เพราะทำให้เธอรู้สึกว่า “ฉันสามารถทำอะไรก็ได้ และแสดงอารมณ์ออกมาได้”

“ทุกวันนี้เลยรู้สึกขอบคุณตัวเองที่ไปแคสต์ภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตอย่าง HOMESTAY และขอบคุณพี่โอ๋ ผู้กำกับที่ยอมเสี่ยงกับเด็กคนนี้ จนทุกวันนี้หนูรู้แล้วว่าชอบการแสดงจริงๆ และอาชีพนี้มันได้ประสบการณ์ที่ไม่มีใครเอาไปจากเราได้ คือการเข้าใจตัวเองมากขึ้น ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น ทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นคนที่ดิ่งได้เสมอ และคิดมาก แต่ก็คิดบวกง่ายขึ้นจริงๆ ค่ะ”

“ในวัยใกล้ 30 เฌอ judge คนน้อยลงกว่าเดิม ยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น ถ้าเกิดปัญหาอะไรก็ค่อยๆ แก้กันไป จะไม่ตั้งคำถามว่า ทำไมเธอเป็นแบบนั้น ทำไมเธอทำแบบนี้ เพราะเราพยายามมี empathy เข้าใจมนุษย์มากขึ้น มองว่ามนุษย์คนหนึ่งมันมีหลายมิติ บางการกระทำก็ตัดสินอีกฝ่ายไม่ได้เลยทันทีว่าเขาดีหรือไม่ดี”

“แต่ก็ยังมีเรื่องที่เฌอคิดว่าเฌอยังต้องปรับจูนและคอยตบตัวเองอยู่ตลอด คือนิสัยที่เอาคุณค่าตัวเองไปผูกกับงาน บางคนอาจบอกว่า แกควรรักตัวเอง เพราะแค่มีชีวิตอยู่ก็มีคุณค่าแล้ว โฟกัสความสุขของตัวเองพอ แต่บางครั้งเฌอก็ทำไม่ได้ และคิดอยู่บ่อยๆ ว่า เป้าหมายชีวิตคืออะไร ทั้งที่ตอนนี้ก็ยังหาไม่เจอด้วยซ้ำ พยายามบอกตัวเองค่ะว่า โฟกัสปัจจุบันเข้าไว้ ไม่มีเป้าหมายก็ไม่แย่ หรือถ้าเรายังมีนิสัยไม่ชอบความเสี่ยง ก็แพลนมันสักหน่อย แต่ไม่ต้องคิดไปไกล เพราะตัวเรา ‘วันนี้’ ก็สำคัญ”

ปีของการเป็น BNK48 ที่สอนให้เฌอปรางรู้ว่า…

ก่อนวันสัมภาษณ์เพียงไม่กี่วัน เฌอปรางและสาวๆ BNK48 รุ่น 1 เพิ่งนัดรวมตัวกันอีกครั้ง เฌอแชร์ถึงความรู้สึกที่เหมือนได้ ‘กลับบ้าน’ ไปเจอเพื่อนที่อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ในช่วงระยะเวลาหนึ่งว่า “คิดถึงบรรยากาศที่อยู่ในห้องซ้อม ตอนเล่นด้วยกัน ตอนเจอหน้าบ่อยๆ น้องๆ แต่ละคนเติบโตขึ้นเยอะมากๆ มันเป็นความรู้สึกที่แบบ ไม่เจอกันนานเลยเนอะ เมื่อก่อนเจอกันเกือบทุกวัน พอแยกย้ายกันไปก็กลายเป็นไม่ได้เจอหลักเดือน บางคนก็เป็นหลักปี”

“ตอนครบ 6 ปีแล้วเพื่อนๆ แยกย้ายกันไปก่อน หนูรู้สึกเหมือนจบ ม.6 เหมือนจบมหา’ลัย จะไม่ได้เจอกันแล้วเหรอ แต่สุดท้ายเพื่อนที่เราสนิทเราก็ยังสนิท เวลารวมรุ่น เราก็ยังเจอกันได้ เป็นความผูกพันที่คงอยู่เสมอ เพราะเราผ่านอะไรมาด้วยกันค่อนข้างมาก BNK48 จึงเหมือนที่ที่เรากลับไปทีไร จะรู้สึกว่า นี่คือที่ที่ทำให้เราเติบโตมาเป็นเราในวันนี้ เราได้มีประสบการณ์มากมาย เผชิญหน้ากับความผิดหวังในระบบที่เหมือนสนามแข่ง ทั้งที่โลกข้างนอกก็มีสิ่งนี้อยู่แล้วตลอดเวลา เราถูกเปรียบเทียบกับคนที่คนอื่นเขาชอบ มีแอนตี้เป็นของตัวเอง ถูกวัดเสมอว่าเราเก่งพอหรือยัง เจอความผิดหวัง แต่มันก็มีข้อดี เพราะทำให้เฌอสามารถรับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้เก่งขึ้นในปัจจุบัน”

สายเลือด BNK48 ที่ข้นมากๆ ในตัวของเฌอปราง ทำให้แฟนๆ ของเธออดแซวไม่ได้ว่า แม้จะออกมาตั้งบริษัทเองก็ยังมีเลข 48 อยู่ในนั้น ฉะนั้นแล้วกรีดเลือดออกมาคงเป็นสีม่วง BNK48 อย่างแน่นอน! ซึ่งเฌอปรางก็ยอมรับว่า กรีดเลือดออกมาก็เป็น BNK48 จริงๆ นั่นแหละค่ะทุกคน

“ชื่อบริษัท CC248 ของเฌอ มันมีทั้งความเป็นสายวิทย์ และสายมูเข้ามา สายวิทย์ตรงที่มันอ่านดูแล้วเหมือนเลขรหัสวิทยาศาสตร์ เหมือนโค้ดเนมบางอย่าง ที่ดูเป็นเฌอมากๆ ส่วนสายมู ต้องบอกว่าตอนที่เข้า BNK48 มีรุ่นน้องคนหนึ่งเขาทักว่า เลขในชีวิตพี่พอเอามาบวกลบแล้ว มันยังขาด 4 กับ 8 นะ แล้วเราดันมีนามสกุลเป็นเฌอปราง BNK48 จนทำให้ชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ และได้รับโอกาสต่างๆ เข้ามา ฉะนั้น Why not? ถ้าจะขอติดเลขนี้ไว้กับตัวเราต่อไป”

เหตุผลที่เลือกก่อตั้งบริษัทของตัวเอง ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เธอเพียงต้องการที่จะรับงานเอง และพิจารณาโอกาสที่เข้ามาได้ด้วย ‘ตัวเอง’ ซึ่งนั่นช่วยทำให้เธอได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่จำเจ ซึ่งการหันมาเป็นนักแสดงเต็มตัวก็นับว่าตอบโจทย์ เพราะทุกครั้งที่ได้สวมบทเป็นตัวละครต่างๆ มันไม่มีตัวไหนเหมือนกัน เช่นเดียวกับอารมณ์ที่เจอ ซึ่งล้วนไม่เหมือนกันเลย

“ถ้าเราจะอยู่ในวงการต่อ เราก็อยากรู้เหมือนกันว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหน เป็นคนทำอะไรเต็มที่ และทำให้สุด คือสุดของหนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคือที่ไหนนะ แต่ถ้าตั้งใจจะอยู่ในเส้นทางนี้ต่อแบบยาวๆ จะทำยังไงดี? ก็เลยเปิดบริษัทตัวเอง เพื่อมีทีมของตัวเอง มาดูแลตัวเองโดยเฉพาะ”

กว่าจะพูดได้ว่า เพราะฉันคือประธานบริษัท! เฌอใช้เวลาศึกษา เรียนรู้ และคิดรอบคอบก่อนจะตัดสินใจเปิดบริษัทของตัวเอง ซึ่งต้องอาศัยสกิลการบริหารจัดการ บวกกับในอนาคตเธอวางแผนจะทำธุรกิจอะไรสักอย่างของตัวเอง นั่นทำให้เธอเลือกจะไปเรียนต่อด้านบริหารจัดการ ในประเทศที่ตัวเองชอบที่สุด คือประเทศญี่ปุ่น และถือโอกาสนั้นเป็น gap year ประมาณ 1 ปี ในช่วงปลายสิงหาคมนี้ แล้วค่อยกลับมาลุยงานต่อ แต่ที่ผ่านมา ก็ต้องบอกว่า เฌอปรางมีประสบการณ์และมีแววของการเป็นผู้นำอยู่ไม่น้อยตั้งแต่สมัยเรียนยันตอนอยู่ BNK48

“เรื่องการบริหารคน จริงๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าถนัด เพราะเรียนสายวิทย์มาตลอด แต่ระหว่างทางตั้งแต่มัธยม เฌอมักจะเป็นตัวประสานงานระหว่างครูและเพื่อน เป็นคนนัดประชุม คอยจัดการตารางเวลา คอยจดบัญชี เป็นเลขาที่คนจะหันมาถามว่าต้องทำอะไรต่อ หรืออย่างตอนมหา’ลัย ก็เป็นตัวกลางตอนทำค่ายรับน้อง ประสานงานกับเพื่อนทั้งรุ่นหลายร้อยคน และเฮดกรุ๊ปทั้งหมด คอยสั่งงาน คอยรัน ดูแลคนเข้าออกค่าย ดูแลเรื่องความปลอดภัย ทุกอย่างที่พูดมา ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่หนูเรียนเลย”

“แล้วตอนเข้า BNK48 ก็ได้มาเป็นกัปตันวง ไม่ว่าจากการที่เขามองเห็นความสามารถในการพูดกับคนได้ดี การเรียบเรียงความคิด หรือความชอบใน 48 ที่เยอะมากๆ จนมีไอเดียกับสิ่งนี้เยอะ ก็เลยได้ทำหน้าที่กัปตันวง เฌอเป็นมนุษย์ที่คอยบอกเพื่อนว่า ครูมาแล้ว เราไปกันเถอะ และช่วยอะไรได้ก็จะช่วยเพื่อนเสมอ เหมือนเป็นหัวหน้าห้องไปกลายๆ พอคลุกคลีกับมันมากขึ้น มีสิ่งที่เรารู้ว่าทำแบบนี้วงจะดีขึ้นนะ ก็เริ่มพูด เริ่มบอก อันนี้ได้ไหมคะ ขอลองเสนอดูก่อน และเกือบจะได้ขึ้นเป็นผู้จัดการวงตั้งแต่ 3-4 ปีแรก แต่เรายังไม่ไหว อยากเติบโตในฐานะตัวเอง ในฐานะวงก่อน เลยยังไม่ได้รับ แต่ก็ทำหน้าที่กัปตันวงคอยเทรนน้องๆ เจนฯ 3 เป็นกึ่งๆ โปรดิวเซอร์ คอยจัดการพาร์ทที่ไม่มีใครจัดการ บริหารเธียเตอร์ ทีนี้ไหนๆ ก็ไหนๆ เราเป็นห่วงเด็กๆ คิดว่าถ้าเราไปเลย อาจจะเคว้งกัน เพราะยังไม่มีใครมาสอนงานเขาจริงๆ แทนเรา เราก็ไม่ได้รีบไปไหน ชอบสิ่งนี้อยู่แล้ว ก็เลยมาเป็นผู้จัดการวงต่อ เราจะได้รู้ด้วยว่า หรือจริงๆ เราถนัดบริหารจัดการโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งก็ใช่ค่ะ ค่อนข้างถนัดโดยธรรมชาติ และนั่นก็เป็นสาเหตุให้เฌอเลือกไปเรียนต่อ MBA เพื่อต่อยอดตัวเองต่อไป”

“การได้บริหารคนทั้งในฐานะกัปตันวงและผู้จัดการวง BNK48 ทำให้เฌอรู้ว่า คนเรามีหลากหลาย มี condition อารมณ์ รวมถึงความสามารถที่ทำได้ไม่เหมือนกัน ดังนั้น วิธีพูดกับแต่ละคนจึงต้องต่างกัน ต้องรู้จักเขามากพอที่จะรู้ว่าควรทำยังไง อาจมีทั้งคนที่มีอารมณ์ self-centered คนที่โตขึ้นมาหน่อยแล้วตกตะกอนความคิดบางอย่างได้ คนที่เราต้องช่วยประคับประคอง หรือคนที่ต้องกดดัน ให้ direction เขาหน่อย บางคนต้องใช้ใจเยอะ บางคนต้องใช้ตรรกะ บางคนต้องกอด บางคนต้องอยู่เป็นเพื่อน บางคนแค่ปล่อยให้เขาทำแล้วเรารอตรวจงานก็พอ ทุกอย่างมันต้องใช้เวลาในการเรียนรู้คน โชคดีที่ตอนเรียนมหา’ลัยก็พอได้เรียนเรื่องพวกนี้มาบ้าง แต่หนูก็ต้องอาศัยการอ่านหนังสือด้านจิตวิทยา และวิธีการพูดกับคนเพิ่มค่อนข้างเยอะ แต่พอมันเวิร์ก เราเห็นการเติบโตของน้องๆ จากคนที่เมื่อก่อนไม่กล้าคุย หรือเสนอความคิดของตัวเอง พอได้เห็นเขาเริ่มเถียง และมีความคิดของตัวเอง มันแปลว่าเขาเริ่มมั่นใจในตัวเองแล้ว”

ปีของ ‘9 YEARS OF YOU แต่ละปีที่มีเธอ’ ที่สอนให้เฌอปรางรู้ว่า…

และเมื่อได้มาเล่นซีรีส์ 9 YEARS OF YOU แต่ละปีที่มีเธอ ก็ยิ่งทำให้เธอรู้ว่า BNK48 คือความสัมพันธ์ที่ไม่ต่างอะไรกับความรักของ นับดาว และ ภารัณ พระนางในเรื่องนี้ ตรงที่ต่างฝ่ายต่างยอมรับ ‘ตัวตน’ ของอีกฝ่ายได้ และแม้จะไม่ได้มีความสุขทุกวันระหว่างทาง แต่ภาพรวมของความรักก็ยังดำเนินต่อไปได้

เราให้เฌอปรางรีวิวคาแรกเตอร์นับดาว เธอเปลี่ยนช่องเสียงทันทีแล้วเปล่งเสียงออกมาว่า “เป็นมนุษย์ Extrovert ที่ใช้ใจนำทาง คิดอะไรก็พูดไปก่อน ชอบคนก็ชอบไปเลย อยากตามหาคนที่ใช่ ก็ตามหา แต่เวลาอยากเลิกกับใคร ก็ดันไม่อยากทำร้ายจิตใจเขา เลยขอให้ภารัณมาช่วยเป็นไม้กันหมาหน่อย…นั่นคือต้นเรื่องของทุกอย่าง แล้วทุกเหตุการณ์ก็ดันมีคนคนนี้อยู่ในชีวิตตลอดเวลา จากที่ไม่เคยมองเขาในฐานะคนรัก ก็เริ่มคิดแล้วว่า หรือเราจะมองเขามากกว่าเพื่อนนะ หรือคนนี้คือคนที่เราตามหา”

พอกลับสู่โหมดเสียงปกติ เธอก็หัวเราะก่อนพูดว่า “นับดาวตรงข้ามกับเฌอ 100% เฌอเป็นมนุษย์ไม่มีเอเนอร์จี้ นับดาวมีสูงมากกกกกกก เฌอจะใช้หัวคิด แต่นับดาวใช้ใจ ซึ่งเฌอก็ไม่เข้าใจสิ่งนี้หรอกว่าทำไมต้องสร้างเรื่อง แต่เฌอก็พบว่าตัวละครนี้ที่ตรงข้ามกับเฌอ เขาเป็นความสดใสในชีวิต มีคนแบบนี้คงไม่น่าเบื่อ ไม่แปลกใจที่ทำไมภารัณถึงชอบนับดาว มันเป็นความผูกพัน และมันคือเรื่องของการยอมรับตัวตนอีกฝ่ายได้ว่า เขาก็เป็นของเขาแบบนี้ นิสัยบางอย่างอาจไม่ถูกใจใครทั้งหมด แต่นับดาวไม่เคยคิดทำร้ายใคร ปรารถนาดีต่อทุกคน”

“เฌอเหนื่อยมากตอนเล่นเป็นนับดาว (หัวเราะ) เพราะเราต้องถ่ายทอดตัวละครที่ไม่เหมือนเราออกมาให้คนเชื่อว่าเราเป็นนับดาวจริงๆ เฌอ explore อยู่นาน จนพบว่า นับดาวมีความเป็นเด็ก ตามใจตัวเองสูง มีอิสระ self-esteem ก็สูง ขณะที่เฌอใช้แต่เหตุและผล แต่อย่างที่บอกค่ะว่าการแสดงมันทำให้เฌอเข้าใจคนมากขึ้น แม้ว่าเฌอจะกลับบ้านมาน็อกเพราะเป็นตัวละครนี้ แต่เฌอก็เรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวละครนี้ให้ได้เหมือนกัน”

การที่คนคนหนึ่งจะอยู่กับคนสักคนหรืออะไรสักสิ่งมาเป็นเวลา 9 ปี หรือนานกว่านั้นได้ เฌอคิดว่า “มันมีทั้งการผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกัน และยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น โดยไม่ตัดสิน เพราะเรารู้ว่าเขาเป็นแบบนั้น และบางอย่างเขาก็แก้ไม่ได้จริงๆ นับดาวใสซื่อ ไม่ได้ตั้งใจทำร้ายใคร แค่เป็นคนที่อาจมีวิธีการแก้ไขปัญหาที่ไม่ได้เวิร์กที่สุด แต่ไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดี และพยายามน่ารักกับทุกคนเท่าที่เขาจะทำได้ นับดาวทำให้เฌอนึกถึงเพื่อนสนิทจริงๆ ของเราที่เวลาเราไม่ชอบอะไรในตัวเขา เราก็จะคิดแค่ว่า เขาก็เป็นงี้แหละ เพราะเขามีเรื่องอื่นๆ อีกมากที่เป็นข้อดีของเขา มองตาแล้วรู้ใจ เป็น comfort zone คนที่เห็นด้านแย่ๆ ของเรา ทะเลาะกันไปกี่รอบจนนับไม่ถ้วน แต่ก็ยังรักกัน จริงๆ ก็เหมือนกับความสัมพันธ์ 8 ปี ของเฌอปรางกับ BNK48 ที่เป็นความสัมพันธ์ที่เราเติบโตมาด้วยกัน เราเข้าใจกัน แม้เราจะมีทางเลือกที่ไม่เหมือนกัน หรือเห็นด้วยกับทุกทางเลือกของเขา แต่เรายังคอยสนับสนุนและเข้าใจสิ่งที่เขาเป็น นั่นคือความสัมพันธ์ที่เฮลตี้ของเฌอ”

“ส่วนถ้าพูดถึงความสัมพันธ์กับคนรัก เฌอมองว่ามันยากมากที่เราจะเจอคนที่เฮลตี้กับเรา เพราะเฌอเป็นมนุษย์มาตรฐานสูง ถ้าใครไม่ได้ทำให้เฌอมั่นใจ 100% เฌอจะไม่อยากอยู่ด้วย เพราะมันจะเป็นทุกข์ ฉันดูแลตัวเองให้มีความสุขได้ ทำไมต้องมานั่งทุกข์ด้วย แต่ถึงอย่างนั้น เฌอก็ยังมองเห็นข้อดีของการมีคนอยู่ข้างๆ เพราะอย่างน้อยๆ เราก็มีคนให้แชร์เรื่องต่างๆ ในชีวิตได้ หรือมีคนคอยยินดีไปกับเรา”

“และบางครั้งความสัมพันธ์ที่เราคิดว่าเฮลตี้แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเฮลตี้หรือมีความสุขทุกวัน ทุกปี แต่ถ้าเจอคนที่ ‘ยอมรับ’ ความเป็นเราได้ อาจไม่ได้รักเราทุกเวอร์ชัน แต่เรียนรู้ที่จะอยู่กับเรา โดยไม่ทำให้รู้สึกถูกลดคุณค่า นั่นคือ ‘ความเฮลตี้’ สำหรับเฌอ”

“แต่เราก็ต้องแยกให้ออกด้วยว่าความสัมพันธ์แบบไหนมันท็อกซิกกับเรา ในมุมของเฌอ ความสัมพันธ์ที่ท็อกซิกคือเป็นทุกข์จนเรารู้สึกว่าตัวเองไม่ดี ไม่มีค่า ไม่รักตัวเอง รวมไปถึงการทำร้ายร่างกายและจิตใจกัน ไปจนถึงการไม่ยอมรับในตัวตนซึ่งกันและกัน คอยจะเปลี่ยนตัวตนของอีกฝ่ายตลอดเวลา ซึ่งบางคนพอคิดได้ว่าไม่อยากเจ็บปวดไปมากกว่านี้ ก็อาจจะเดินออกมาในวันที่เขาแข็งแรงพอ แต่สำหรับบางคนที่ยังไม่แข็งแรงพอ อาจต้องใช้เวลา หรือมีคนที่ต้องยื่นมือมาช่วย”

“สำหรับเฌอแล้ว เฌอคงเลือกรักตัวเองมากกว่าที่จะปล่อยให้ตัวเองอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เราจะรู้สึกไม่ดีกับการอยู่ตรงนั้น เพราะถ้าการรักใครสักคนแล้วเขาทำให้เราไม่รักตัวเอง อาจต้องมาเริ่มคิดแล้วว่า ความสัมพันธ์นี้มันอาจไม่เหมาะกับเราหรือเปล่า?”

“สุดท้ายพอเราเจอความสัมพันธ์ที่ไม่ท็อกซิก และเรียกได้ว่ามันเฮลตี้กับเราแล้ว มันก็ยังไม่ง่ายหรอกค่ะที่เราจะเจอความสัมพันธ์ที่เฮลตี้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะกับคนในครอบครัว ที่บางวันก็โดนดุ เรางอนเขาบ้าง หรือจะเพื่อน หรือแฟน ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะมีแต่วันดีๆ เราอาจทะเลาะกันบ้าง ไม่เข้าใจกันบ้าง แต่สิ่งสำคัญคือ เราและเขายังรักและอยู่ข้างกันหรือเปล่า ยังให้อภัยกันได้หรือเปล่า ยังพร้อมซัพพอร์ตกันหรือเปล่า ซึ่งซีรีส์เรื่อง 9 YEARS OF YOU สะท้อนสิ่งนั้นเต็มๆ เกี่ยวกับการยอมรับในสิ่งที่อีกฝ่ายเป็น”

“ซีรีส์จะสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของความสัมพันธ์ที่ทำให้คนหันกลับมามองความสัมพันธ์ของตัวเอง พ่อแม่ แม่ลูก พ่อลูก ลูกกับแฟน แฟนกับเพื่อน เพื่อนกับเพื่อน ที่ชวนให้คิดว่า ถ้าเราเจอความสัมพันธ์ที่สบายใจแล้ว แต่บางวันมันดันเจอเรื่องทุกข์ใจ เราจะยอมรับในสิ่งที่อีกฝ่ายเป็นได้หรือไม่ เพราะถ้าเรายอมรับได้และพร้อมอยู่กับคนที่แม้จะเจอเรื่องแย่ๆ แต่ยังเป็นแรงใจให้กันเสมอมา นั่นอาจเป็นความสัมพันธ์ที่เฮลตี้ในระยะยาวค่ะ”

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...