โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

ลูกจ้างร้านซักผ้าร้องถูก "ร.ต.อ." กับภรรยาฉ้อโกงกว่า 1 ล. อ้างขอเซ้งร้านต่อแต่รอขายบ้านที่ญี่ปุ่น

สยามรัฐ

อัพเดต 10 มิ.ย. 2568 เวลา 11.31 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 11.31 น.

ลูกจ้างร้านตู้ซักผ้าหยอดเหรียญแจ้งจับตำรวจยศ "ร.ต.อ." พร้อมเมียฉ้อโกงกว่า 1 ล้าน โดยเมียทำทีตีสนิทบอกอยากเซ้งร้านสานธุรกิจต่อ แต่รอเงินขายบ้านที่ญี่ปุ่น ออกกลอุบายต้องใช้เงินทำเรื่องเดินทางระหว่างประเทศเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินผ่านบัญชีผัวตำรวจและเงินสดกว่าจะรู้ตัวว่าถูกหลอกสูญไปกว่า 1 ล้าน โร่แจ้งความดำเนินคดี เพราะไม่อยากให้ไปหลอกใครอีก เดือดร้อนและทุกข์ใจมากทำงานรายวัน วันละแค่ 300 กว่าบาท และต้องใช้หนี้นอกระบบเสียดอกเบี้ยวันละกว่า 3000 บาท

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวถูกเปิดเผยเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.68 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจาก น.ส.อิ่มจิตต์ เม่งวิสัย หรือตี๊ด อายุ 59 ปี อยู่ตำบลตากแดด อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพรอาชีพลูกจ้าง ว่าถูกสองผัวเมียทำทีตีสนิทก่อนหลอกยืมเงินไปกว่า 1 ล้านบาท จากนั้นหายไปเลยไม่ยอมชดใช้

น.ส.อิ่มจิตต์ ผู้เสียหาย เล่าว่า เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว นางพาขวัญ หรือขวัญ (สงวนนามสกุล) ได้เดินเข้ามาทำทีนั่งซ่อมมือถือภายในร้านซึ่งให้บริการตู้ซักผ้าหยอดเหรียญ ที่ตนทำงานตั้งอยู่ภายในปั๊มน้ำมันตัวเมืองชุมพร ขณะนั้นที่ร้านติดป้ายประกาศให้เซ้ง นางพาขวัญได้พูดคุยตีสนิทพร้อมกับบอกว่าตนสนใจจะเซ้งร้าน และได้คุยกับเจ้าของร้านด้วย

โดยนางพาขวัญ ชวนคุยพร้อมกับอ้างว่า ตนมีโรงแรมอยู่ที่ภูเก็ต มีบ้านพักและร้านยาอยู่ที่นครศรีธรรมราช จากนั้นนางพาขวัญ บอกว่ามีบ้านอยู่หนึ่งหลังที่ประเทศญี่ปุ่นเดี๋ยวจะไปขายบ้านในราคา 36 ล้านบาท เพื่อมาลงทุนเซ้งร้านดังกล่าว แต่ไม่มีเงินเป็นค่าเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น จึงขอยืมเงินของตนเพื่อเป็นค่าเดินทางไปประเทศ ญี่ปุ่น ตนจึงได้ทำการโอนเงินให้ สามีที่เป็นตำรวจติดยศ ร.ต.อ.สังกัดอยู่ในพื้นที่จังหวัดระนอง ของ นางรัตนาฯ หลายครั้ง ระหว่างวันที่ 2 พ.ย. 67 ถึง วันที่ 23 เม.ย. 68 รวมเป็นเงินจานวน 1,024,700 บาท

ผู้เสียหาย เล่าอีกว่า หลังจากนั้นได้ทวงถามเรื่องการเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นเรื่องการขายบ้าน แต่นางพาขวัญอ้างต่างๆนานามีปัญหาทุกครั้งขณะกำลังจะเดินทาง ตนจึงเกิดข้อสงสัยว่าอาจจะถูกหลอกเชิดเงิน จึงปรึกษากันกับเจ้าของร้านซึ่งเป็น 1 ในผู้เสียหาย ที่เอาเงินให้ตนโอนให้สามีนางพาขวัญและบางครั้งให้เป็นเงินสดด้วย หลังจากทวงเงินแล้วไม่ได้คืน

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา น.ส.อิ่มจิตต์ ผู้เสียหายได้นำเอกสารเป็นสลีปการโอนเงินผ่านแอพธนาคาร เดินทางไปแจ้งความนางพาขวัญ และสามีที่สภ.เมืองชุมพร เพื่อดำเนินคดีเอาผิดจนกว่าจะถึงที่สุด แต่จากการตรวจสอบรายชื่อในระบบพบว่า นางพาขวัญ จริงแล้วคือนางรัตนาฯซึ่งชื่อไม่ตรงกับที่กล่าวอ้างอีกด้วย

ผู้เสียหาย เล่าอีกว่า จริงแล้วมีผู้เสียหายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 4 ราย รวมถึงอดีตเจ้าของร้านตู้ซักผ้าหยอดเหรียญ(ปัจจุบันมีรายอื่นเซ้งต่อแล้ว แต่น.ส.อิ่มจิตต์ฯผู้เสียหายยังเป็นลูกจ้างอยู่) แต่การทำธุระโอนเงินและให้ด้วยเงินสดผ่านน.ส.อิ่มจิตต์เพียงคนเดียว จึงเป็นผู้เสียหายคนเดียวที่ต้องรับผิดชอบเรื่องเงินที่ถูกสองสามีภรรยาหลอกไป เมื่อสอบถามไปทางสามีที่เป็นตำรวจบอกว่า ตนไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น และแยกทางกับภรรยาแล้ว ส่วนนางพาขวัญหรือรัตนา บอกเพียงว่าขอเวลาผัดผ่อนไปก่อน

น.ส.อิ่มจิตต์ เล่าถึงความรู้สึกว่า ตอนนี้เดือดร้อนมากต้องกู้เงินนอกระบบมาใช้หนี้ รวมต้องเสียดอกเบี้ยวันละ 3,750 บาท เจ้าหนี้บางรายก็ไม่ให้ผัดผ่อน ตนไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร เป็นลูกจ้างร้านซักอบผ้ามีรายได้วันละ 300 กว่าบาทเท่านั้น จนเกิดความกดดันไม่มีทางออกวอนสองผัวเมียหาเงินทาคืนบ้าง” ผู้เสียหาย เล่าด้วยน้ำเสียงที่หมดหวัง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...