โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมินเวิลด์แบงก์ หั่น‘จีดีพี’ไทย กมธ.งบบี้ธปท.

ไทยโพสต์

อัพเดต 12 มิ.ย. 2568 เวลา 00.05 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 17.01 น.

“เผ่าภูมิ” เคาะปิดดีลแผนใช้งบ 1.57 แสนล้านบาท ไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ชงบอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจ เมินธนาคารโลกหั่นจีดีพีไทยปีนี้เหลือโต 1.8% ชี้เศรษฐกิจยังฝุ่นตลบ ไม่มีใครประเมินตัวเลขได้ถูกต้องที่สุด การันตีรัฐบาลลุยเข็นมาตรการประคองต่อเนื่อง "ศิริกัญญา" เผย 4 หน่วย ศก.แจง กมธ.งบฯ 69 รับจีดีพีปีหน้าตกเหลือ 1.6% เชื่อปี 70 หนี้สาธารณะทะลุเพดาน "ชาดา" ไล่บี้ "แบงก์ชาติ" ใครคุมธนาคารจะได้หายโง่

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณที่จะใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมของโครงการที่จะใช้เม็ดเงินดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันมีคำขอใช้งบประมาณเข้ามา 4 แสนกว่าล้านบาท โดยระหว่างนี้ได้มีการเชิญหน่วยงานต้นของโครงการต่างๆ เข้ามาชี้แจง ให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนความจำเป็นในมิติต่างๆ โดยคาดว่าจะสามารถสรุปและสามารถเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิจารณาได้ไม่ได้ 1-2 สัปดาห์นี้

“ตัวเลขสุดท้ายจะเป็นอย่างไร คงพูดวันนี้ไม่ได้ คณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ อยู่ระหว่างพิจารณาในมิติต่างๆ โดยต้องอย่าลืมว่าตรงนี้เป็นเงินจำนวนมาก และมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นรัฐบาลและผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบจะต้องใช้ความละเอียดถี่ถ้วน ใช้ความวิริยอุตสาหะ และใช้ความรอบคอบในการดำเนินการ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” นายเผ่าภูมิระบุ

ส่วนกรณีที่ธนาคารโลก (World Bank) มีการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2568 เหลือ 2.3% ขณะเดียวกันได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย เหลือ 1.8% และปี 2569 เหลือ 1.7% นั้น นายเผ่าภูมิกล่าวว่า ต้องยอมรับว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันอยู่ในภาวะฝุ่นตลบ และขณะนี้ยังไม่มีใครที่จะสามารถรู้ผลสุดท้ายของผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐอเมริกาได้อย่างชัดเจนจนสามารถทำเป็นตัวเลขออกมาได้อย่างถูกต้อง ซึ่งรัฐบาลมีหน้าที่ในการรับฟังและทำหน้าที่ในการบริหารเศรษฐกิจให้ดีและตรงกับสถานการณ์มากที่สุด

ทั้งนี้ มองว่าการประเมินเป็นไปตามรอบ คนที่อยู่ในรอบของการประเมินมีหน้าที่ประเมินด้วยข้อมูลที่ดีที่สุด ณ วันนั้น โดยถามว่าข้อมูลเศรษฐกิจตอนนี้นิ่งแล้วหรือยัง คำตอบคือ “ยังไม่นิ่ง” ซึ่งในส่วนของประเทศไทยตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการเข้าสู่การเจรจาอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่รัฐบาลทำงานเบื้องหลังมานานแล้ว และเชื่อว่าผลของการเจรจาน่าจะมีแนวโน้มที่ดีด้วย ดังนั้นรัฐบาลรับฟังและทำให้ดีที่สุด ให้ตรงกับสถานการณ์มากที่สุด และต้องมีมาตรการในการประคองสถานการณ์ออกมาเรื่อยๆ

ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ที่มีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.การคลัง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยได้การเชิญหน่วยงานและสถาบันการเงิน 4 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการคลัง, สภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ เข้ามาชี้แจงภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ

นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะ กมธ.งบฯ 69 ตั้งคำถามว่า เท่าที่สภาพัฒน์ประเมินภายในถึงผลสุทธิต่อการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา กระทรวงพาณิชย์ และผู้แทนการค้า อัตราภาษีนำเข้าที่คิดว่าจะเป็น ซึ่งจะถูกใช้เป็นสมมติฐานในการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจะอยู่ที่เท่าไหร่ และตัวเลขที่ทำการประมาณในปี 68 ได้เปลี่ยนจากสมมติฐานเดิมในการทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต เป็นโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ มีส่วนเพิ่มหรือส่วนต่างอย่างไร

นายวีระยังได้ถาม ธปท.ในส่วนหนี้ต่างประเทศสุทธิของประเทศไทย ทั้งภาครัฐและเอกชน ประมาณ 1.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น หากเทียบกับทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ที่มีอยู่ขณะนี้ เป็นเรื่องที่น่ากังวลหรือไม่ รวมทั้งซักกระทรวงการคลังว่า ในปี 68 จะให้ความมั่นใจได้หรือไม่ว่าจะไม่มีการขาดแคลนรายได้จากที่ทำการประมาณการรายได้ ส่วนในปี 69 ดูแล้วยังไงก็จะต้องมีการขาดแคลนรายได้ จึงอยากถามถึงตัวเลขประมาณการในใจว่า การคาดว่าตัวเลขที่จะไม่เป็นไปตามการประมาณการรายได้นั้น จะขาดไปเท่าไหร่ รวมถึงกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเป็นผู้นำหลักในการเข้าไปเจรจากับประธานาธิบดีสหรัฐ หวังว่าสุทธิของอัตราภาษีนำเข้าของไทยจะอยู่ที่เท่าไหร่

ด้านนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ได้สอบถาม ธปท.อย่างดุเดือดว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ตนคิดแบบบ้านๆ แบบคนเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ตอนนี้เงินไม่ไปสู่รากหญ้า สงสัยจังเลยว่าเงินแสนกว่าล้านในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นรายได้เพิ่มขึ้น สมควรมาใช้จ่าย พรรคเพื่อไทยหาเสียงเรื่องเงินดิจิทัล แต่พอเลือกตั้งมาเป็นรัฐบาลแล้วจะแจกเงินก็ถูกบล็อกเลย พรรคการเมืองเป็นคนวางนโยบายเข้ามา ต้องมีสิทธิทำในระดับหนึ่ง แต่เวลาจะทำเพื่อคนจนจริงๆ คนชั้นล่างจริงๆ ท่านไม่ให้ทำ บอกว่าระบบเศรษฐกิจจะเสียหายอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าตนเป็นพรรคเพื่อไทยไม่ยอม วันนี้มีช่องทางเดียว เงินตรงนี้แหละที่จะถึงประชาชนจริงๆ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจริงๆ ไม่ใช่กระตุ้นด้วยโครงการรับเหมาก่อสร้างอย่างเดียว

“อยากให้ ธปท.ตอบตรงนี้ สมองของผมจะได้หายโง่ ว่าใครดูแลธนาคาร ใครมีอำนาจในการตั้งค่าธรรมเนียม เพราะแม้กระทั่งเงินของภาครัฐก็ต้องเสียดอกเบี้ย ทุกวันนี้ที่อยู่กันได้ เพราะมันกู้ภายในประเทศ ถ้าเป็นกู้นอกประเทศ เจ๊งกันไปแล้ว เงินที่ได้มาลงทุนก็เสียดอกแล้วมาอยู่ในระบบก็เสียดอกอีก กลายเป็นกลุ่มทุนเอาไปหมด" นายชาดาระบุ

ขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า 4 หน่วยงานที่เชิญมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเศรษฐกิจทั้งปีนี้และปีหน้าจะตกต่ำ จึงเป็นสิ่งที่หน้ากังวล ในปี 68 แต่ละหน่วยงานก็คาดการณ์ให้ตัวเลขจีดีพีไม่เท่ากัน อยู่ระหว่าง 1.8-2 % ส่วนในปี 69 จะตกต่ำลงไปอีก อยู่ที่ 1.6 % โดยเฉพาะสิ่งที่ส่งผลกระทบต่องบประมาณ ประเด็นแรกคือการประมาณการรายได้เข้ารัฐ ในปี 69 รายได้รัฐจะหายไป 6 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 2% ของการประมาณการรายได้ หมายความว่ารายจ่ายปี 69 จะใช้ได้อย่างไม่เต็มที่ตามที่ได้ตั้งไว้ 3.78 ล้านล้านบาท ดังนั้น จึงมีการพูดคุยกับกระทรวงการคลังว่าจะมีแนวทางอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนภาษีสรรพสามิต ที่เก็บได้ต่ำกว่าเป้า

โดยกระทรวงการคลังมีการเสนอแนวทาง 2 อย่าง คือจะใช้ทั้งปี 68 และ 69 จะมีการเก็บภาษีน้ำมันเพิ่มขึ้น 1 บาท เพียงอาจจะยังไม่กระทบกับราคาน้ำมันที่ประชาชนต้องควักเงินจ่าย แต่จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น 3 พันล้านบาทต่อเดือน ประเด็นที่ 2 คือการเก็บภาษีตัวอื่นๆ เพิ่มเติม หรือมีการรื้อโครงสร้างของภาษีรถยนต์ในอนาคต ขณะที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี จะทำให้ไปถึง 70% เร็วขึ้น และปลายปีงบประมาณ 69 จะขึ้นไปถึง 69% ส่วนในปี 70 ต้องมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะออกไปอย่างแน่นอน และกระทรวงการคลังไม่ได้ปฏิเสธในเรื่องนี้ เท่ากับว่าประเทศไทยคงต้องมีมติของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เพื่อขยายเพดานหนี้สาธารณะในปี 70 และไม่แน่ใจว่าจะเป็นงบประมาณที่รัฐบาลไหนได้ใช้ หากมีการยุบสภาเร็วกว่านี้ อาจไม่ใช่รัฐบาลนี้ ที่จะรับภาระหนี้สาธารณะเกิน 70 % ต่อจีดีพี

สำหรับกรณีเงินฝืด เรารับรู้กันว่าตลาดต่างๆ เงียบเหงา กำลังซื้อประชาชนกำลังอ่อนตัวลง โดย ธปท.ชี้แจงว่ายังไม่เข้าสู่ช่วงเงินฝืด เพราะเวลาเงินเฟ้อติดลบ ติดลบเป็นหย่อมๆ ไม่ได้ติดลบทุกๆ รายการอย่างเท่าเทียม แต่ต้องยอมรับว่ามีการจับตาดูเรื่องกำลังซื้อที่อ่อนแอลงเรื่อยๆ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...