โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักวิทย์พบหลักฐานมนุษย์ ‘ใช้เปลวไฟ’ แพร่หลายตั้งแต่ 50,000 ปีก่อน

Xinhua

อัพเดต 26 มิ.ย. 2568 เวลา 17.21 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2568 เวลา 10.21 น. • XinhuaThai

× กรุณาติดต่อทีมงานเพื่อดาวน์โหลดคลิป

(แฟ้มภาพซินหัว : นักท่องเที่ยวชมการแสดงพ่นไฟริมแม่น้ำก้งสุ่ยในอำเภอเซวียนเอิน มณฑลหูเป่ยทางตอนกลางของจีน วันที่ 4 พ.ค. 2025)

ปักกิ่ง, 26 มิ.ย. (ซินหัว) — คณะนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบหลักฐานบ่งชี้ว่ามนุษย์เคยใช้เปลวไฟเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่เมื่อ 50,000 ปีก่อน ซึ่งเร็วกว่าที่เคยเชื่อกันมามากและท้าทายมุมมองที่ยึดถือกันมานานว่าการจัดการเปลวไฟขนานใหญ่ของมนุษย์เริ่มต้นเมื่อประมาณ 3,000-4,000 ปีก่อน

ทีมนักวิจัยนานาชาติ นำโดยคณะนักวิจัยจากสถาบันสมุทรศาสตร์ สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน ได้วิเคราะห์แกนตะกอนจากทะเลจีนตะวันออกที่มีอายุ 300,000 ปี และค้นพบกิจกรรมการใช้เปลวไฟเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั่วเอเชียตะวันออกตั้งแต่เมื่อประมาณ 50,000 ปีก่อน

การศึกษาคาร์บอนไพโรเจนิก (pyrogenic carbon) ซึ่งเป็นซากพืชที่ถูกเผาไหม้แบบไม่สมบูรณ์ นำสู่การตรวจพบการใช้เปลวไฟเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้างทั่วทวีปพร้อมกับช่วงที่มนุษย์โฮโมเซเปียนส์กระจายตัวไปทั่วโลก โดยก่อนหน้านี้มีการค้นพบการใช้เปลวไฟลักษณะเดียวกันเพิ่มขึ้นในยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลียในช่วงเวลาเดียวกันด้วย

จ้าวเต๋อโป๋ ผู้ร่วมเขียนผลการศึกษา กล่าวว่ายามจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นและกระจายตัว เปลวไฟกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับปรุงอาหาร ป้องกันภัย และเอาชีวิตรอดในสภาพภูมิอากาศหนาวเย็นจัดจากธารน้ำแข็ง โดยการใช้เปลวไฟที่แพร่หลายมีแนวโน้มส่งเสริมความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยี และเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศและวงจรคาร์บอนอย่างมีนัยสำคัญ

การค้นพบครั้งนี้บ่งชี้ว่าอิทธิพลของมนุษย์ต่อสภาพภูมิอากาศและพืชพรรณเกิดขึ้นเร็วกว่าที่แบบจำลองสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันคาดการณ์ไว้อย่างมาก โดยว่านซื่อหมิง ผู้ร่วมเขียนผลการศึกษา กล่าวว่าหากมนุษย์ยุคแรกปรับเปลี่ยนวงจรคาร์บอนด้วยเปลวไฟตั้งแต่หลายหมื่นปีก่อน อาจต้องคิดทบทวนเส้นฐานของปฏิสัมพันธ์มนุษย์-สิ่งแวดล้อมในประวัติศาสตร์โลกกันใหม่

อนึ่ง มีการเผยแพร่ผลการศึกษาฉบับนี้ผ่านวารสารของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ (PNAS – Proceedings of the National Academy of Sciences) ฉบับล่าสุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...