โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“บรรยง” มอง หุ้นไทย มีโอกาสฟื้นตัว แนะเร่งแก้ Productivity ฟื้นเชื่อมั่น

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 มิ.ย. 2568 เวลา 11.25 น. • เผยแพร่ 28 มิ.ย. 2568 เวลา 04.25 น.

“บรรยง” มอง หุ้นไทย อาการหนัก แต่มีโอกาสฟื้นตัว แนะเร่งแก้ Productivity ดึงดูดลงทุนต่างชาติ ยกเคสปตท.-การบินไทย

นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวในงาน CFO Annual Conference on Capital Markets เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.2568 โดยมองว่า ที่ผ่านมาตลาดทุนประเทศไทยพัฒนามาได้ดีตามสมควร แต่ยังดีได้กว่านี้อีกมาก ส่วนตลาดหุ้นไทยเป็นส่วนสำคัญแค่ส่วนเดียวของตลาดทุนไทย

การมุ่งเน้นไปที่ตลาดหุ้นเพียงอย่างเดียวถือเป็นความผิดพลาด เพราะยังมีกลไกอื่น ๆ เช่น Venture Capital

ตลาดการเงินของไทย ซึ่งประกอบด้วยสินเชื่อธนาคารพาณิชย์และตลาดทุนทั้งตราสารหนี้และตราสารทุน ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดจาก 120% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)เพิ่มขึ้นเป็น 320% ของ GDP ในปัจจุบัน หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 60 ล้านล้านบาท แสดงให้เห็นว่าตลาดการเงินเติบโตเร็วกว่า GDP ของไทยถึง 3 เท่า

อย่างไรก็ตามตลอด 2 ปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยกลับเป็นหนึ่งในตลาดที่ทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุดในโลกส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

“การถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติใน free float ลดลงอย่างมาก จาก 67% เมื่อ 15 ปีที่แล้ว เหลือเพียง 35% ในปัจจุบัน”

นายบรรยง กล่าวว่า การที่นักลงทุนต่างชาติทิ้งหุ้นไทยมีหลายสาเหตุ ได้แก่ ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ตลอด 20 ปีที่ผ่านการเติบโตของเศรษฐไทยอยู่ในกลุ่มที่ต่ำที่สุดในตลาดเกิดใหม่ตลอด รวมถึงอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) และอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ของหุ้นไทยที่ลดลง

นอกจากนี้การตัดสินใจทางการเมืองและกฎระเบียบที่คาดเดาไม่ได้ โดยเฉพาะจากตลาดหลักทรัพย์ฯ เองได้สร้างความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุน เช่น การจำกัดการทำเซลสำหรับหุ้นนอก SET100 ซึ่งกลับเพิ่มต้นทุนและไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา รวมถึงปัญหาธรรมาภิบาล ก็เป็นอีกปัจจัยที่กระทบต่อความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง

นายบรรยงยังได้สะท้อนอีกว่าหนึ่งในปัญหาใหญ่ของไทยคือ การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพ (Productivity) ที่ต่ำมาก โดยระหว่างปี 1985 ถึง 1995 ไทยมีการเพิ่มผลิตภาพสูงเนื่องจากเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)

แต่หลังวิกฤตปี 1997 (วิกฤติต้มยำกุ้ง)เศรษฐกิจไทยได้กลายเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยภาคบริการเป็นหลัก ซึ่งภาคบริการส่วนใหญ่เป็น "non-tradable" (ไม่สามารถซื้อขายข้ามพรมแดนได้ง่าย) ตรงข้ามกับภาคอุตสาหกรรมที่ต้องมีผลิตภาพสูงเพื่อแข่งขันในระดับสากล

แนะทางรอดตลาดหุ้นไทย

นายบรรยง ได้ชี้ทางรอดของหุ้นไทย คือดึงดูดการลงทุน - เพิ่ม Productivity หลังจากการตกต่ำอย่างต่อเนื่องของตลาดหุ้นไทย เริ่มมีแนวคิดที่จะป้องกันไม่ให้คนไทยลงทุนในต่างประเทศเพื่อรักษาเงินทุนไว้ในประเทศ ซึ่งมองว่าเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง

ปัจจุบันไทยขาดเรื่องราว หรือสตอรี่ที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ในอดีตหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวได้จากการเสนอขายหุ้นครั้งแรก (IPO) ของ บมจ.ปตท.(PTT)ในปี 2001 ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเปิดตัวประเทศไทยใหม่อีกครั้ง

โดยจะเห็นได้ว่าการเดินสายโรดโชว์สำหรับ IPO ขนาดใหญ่นี้ส่งผลให้ดัชนี SET Index ปรับขึ้นจาก 280 เป็น 400 จุด และดึงดูดเงินทุนต่างชาติจำนวนมาก

อย่างไรก็ตามนายบรรยงมองว่าการฟื้นตัวตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นไปได้ สะท้อนจากการฟื้นฟูกิจการของบมจ.การบินไทย (THAI) หากมีการบริหารจัดการอย่างถูกต้องและไม่ใช่ในฐานะรัฐวิสาหกิจ

ถ้าแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้สุดซอย เช่นแปรรูป ปตท. เหมือน British Petroleum ในยุค มากาเร็ต แทชเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ขายให้เหลือ 0% รัฐจะได้เงิน 6 แสนล้านบาท และจะช่วยลดหนี้สาธารณะ 1 ล้านล้านบาท

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...