สุจิตต์ วงษ์เทศ : เริ่มเรียนโบราณคดี 70 ปีที่แล้ว
โบราณคดีไม่มีใครรู้จักเมื่อ 70 ปีที่แล้ว พ.ศ. 2498
แต่รัฐบาลสมัยนั้นต้องการผู้พิทักษ์และสืบทอดประวัติศาสตร์ไทย “เชื้อชาตินิยม” ที่เพิ่งสร้างเมื่อเรือน พ.ศ. 2482 (ราว 16 ปีก่อนมีคณะโบราณคดี)
“คณะอาจารย์โบราณคดี” ต้องโปรโมตตนเองด้วยการเขียนบทความลงพิมพ์ในวารสารศิลปากร 70 ปีที่แล้ว (ซึ่งมีคนอ่านจำกัดมาก) เพื่อเชิญชวนคนเข้าเรียน
รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล (ดร. จากคณะโบราณคดี สอนอยู่มหาวิทยาลัยรามคำแหง) ถ่ายสำเนาเอกสารของ “คณะอาจารย์โบราณคดี 2498” ส่งให้อ่าน
ผมจึงขอร้อง “บีน” กณวรรธน์ (บัณฑิตประวติศาสตร์ท้องถิ่นจากโบราณคดี) พิมพ์ตามต้นฉบับมาแบ่งปันดังต่อไปนี้
บทความเรื่อง เรียนโบราณคดี
ของ คณะอาจารย์โบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
[คัดจาก วารสารศิลปากร (ปีที่ 8 เล่มที่ 9) กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2498]
สวัสดีท่านผู้ฟัง
พอเอ่ยถึงคำ “วิชาโบราณคดี” บางท่านอาจจะบอกว่าเป็นวิชาของผู้ที่ทำงานในพิพิธภัณฑสถานเขาร่ำเรียนกัน คนที่จะเรียนต้องเป็นคนชรา แต่งกายคร่ำครึ ความจริงที่กล่าวเช่นนั้นก็มีส่วนอยู่บ้าง แต่ใคร่จะขอเรียนว่า นักโบราณคดีปัจจุบันไม่จำเป็นต้องเป็นคนแก่เสมอไป ขณะนี้ในหลายประเทศมีทั้งคนหนุ่มคนสาว สถานที่ทำงานของเขาก็ไม่ใช่อยู่แต่ในพิพิธภัณฑสถานเท่านั้น ท่านจะพบนักโบราณคดีในมหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นศาสตราจารย์และอาจารย์ในกรม หรือกองโบราณคดีทำงานค้นคว้าและขุดค้นขุดแต่งโบราณสถาน ในกรมแผนที่ช่วยหาหลักฐานทางโบราณคดี นอกจากนี้นักโบราณคดียังจะต้องออกไปทำงานนอกที่ทำงาน แม้ฝนจะตก แดดจะร้อนจัด หิมะจะลงหนัก พวกนักโบราณคดีก็คงปฏิบัติหน้าที่ของตนอยู่ตามป่าตามเขาโดยมิได้ย่อท้อ บางคนก็นั่งคู่กับนักบินไปสำรวจหลักฐานโบราณคดีจากเครื่องบิน เหตุไฉนนักโบราณคดีจึงก้มหน้าตรากตรำทำงานโดยมิเห็นแก่ความเหนื่อยยาก? คำตอบสั้นๆ ก็คือ วิชาโบราณคดี มีเสน่ห์ที่จะดึงดูดให้นักโบราณคดีรักงานของตนไม่น้อยกว่าอาชีพอื่นเลย ท่านที่รักการค้นคว้าและการเดินทางไปทำงานในที่กลางแจ้ง หรือป่าดงซึ่งมีสิ่งปรักหักพังแล้ว งานโบราณคดีก็เหมาะสำหรับท่าน งานโบราณคดีแม้จะเหนื่อยแต่ก็สนุกตื่นเต้น บางท่านถึงกับกล่าวเปรียบเทียบไว้ว่า นักโบราณคดีคือนักสืบที่สืบหาเรื่องราวของมนุษย์ในอดีต ไม่ใช่นักสืบที่คอยจับคนร้าย แต่คอยจับหลักฐานร่องรอยทางโบราณคดี อาทิเช่น ลวดลาย ลักษณะของสิ่งก่อสร้างของโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุ เป็นต้น บางครั้งก็ขุดค้นพบเมืองโบราณจมอยู่ใต้ดิน เมืองที่ไม่มีใครรู้ ไม่มีประวัติศาสตร์บันทึกไว้
เท่าที่กล่าวมาแล้ว ก็พอจะทราบได้ว่า วิชาโบราณคดีเป็นวิชาที่กว้างขวางมาก จึงมีความเกี่ยวพันกับวิชาอื่นๆ อีกเป็นอันมาก เป็นต้นว่าวิชาประวัติศาสตร์ ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกันอยู่มาก จนทำให้มีบางท่านเข้าใจผิดว่าเป็นวิชาเดียวกันก็มี บางท่านถึงกับกล่าวว่านักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ ต่างก็เป็นนักประวัติศาสตร์ด้วยกัน แต่ส่วนที่ต่างกัน ก็คือ นักโบราณคดีนั้นมือถือจอบเสียมสำหรับขุดค้นหาหลักฐานที่จมอยู่ใต้ดิน นักประวัติศาสตร์นั้นถือปากกาและค้นหาหลักฐานจากเอกสารที่พบบนดิน นักโบราณคดีจำต้องรู้วิชาประวัติศาสตร์ แต่นักประวัติศาสตร์ไม่จำต้องเรียนวิชาโบราณคดี การศึกษาประวัติศาสตร์คือการศึกษาเรื่องจริงซึ่งมีหลักฐาน แต่ถ้าต้องมีการสันนิษฐานแล้วก็เป็นเรื่องของโบราณคดี เช่นปัญหาที่ว่าขุดลงไปในดินพบหลุมฝังศพมีลูกปัดทำด้วยแก้วสีต่างๆ มีเครื่องมือหินขัดทำเป็นรูปขวานเช่นนี้ เป็นเรื่องของโบราณคดีเพราะจะหาเรื่องราวจากจดหมายเหตุ หรือเอกสารอะไรไม่ได้ แต่จะต้องสันนิษฐานตามหลักโบราณคดี เช่นเอากระดูกคนไปพิสูจน์อายุตรวจดูว่ามีซากสัตว์อื่นปนอยู่ด้วยหรือไม่ ตรวจดูลูกปัดว่าเคยพบที่ใดบ้าง เครื่องมือหินขัดนั้นก็พอจะเชื่อได้ว่าเป็นของที่ทำในสมัยหินใหม่ ถ้าพิสูจน์อายุกระดูกคนกระดูกสัตว์และดินได้ว่าเก่ามาก ก็สันนิษฐานได้ว่าลูกปัดและเครื่องมือหินขัดที่ขุดพบเป็นเครื่องมือของมนุษย์สมัยหินใหม่ (Neolithic Period)
วิชาโบราณคดีในประเทศไทยนั้นดูเหมือนจะเริ่มขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงรวบรวมของโบราณไว้เป็นอันมากจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2394-2398 สิ่งของซึ่งพระองค์ทรงรวบรวมไว้แต่ครั้งนั้นยังเป็นประโยชน์ และเป็นเกียรติยศอยู่จนบัดนี้ เช่น ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง และพระแท่นมนังคศิลา และต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้โปรดฯ ให้รวบรวมของโบราณจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นที่ศาลา สหทัยในพระบรมมหาราชวัง เมื่อ พ.ศ. 2417 ซึ่งต่อมาได้ย้ายมาอยู่ที่พระที่นั่งศิวโมกขพิมานในพระราชวังบวรฯ เมื่อ พ.ศ. 2450 พระองค์ยังโปรดฯ ให้จัดตั้งโบราณคดีสโมสรขึ้นอีกด้วย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2469 ยังมีเจ้านายอีกพระองค์หนึ่งซึ่งได้ทรงทำประโยชน์ในการศึกษาวิชาโบราณคดีไว้มากคือ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระองค์ท่านได้เอาพระทัยใส่ในเรื่องเก็บรวบรวมของโบราณ อันเป็นประโยชน์แก่การศึกษาโบราณคดีและศิลปะของชาติไว้มากที่สุดคือเมื่อยังทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยอยู่นั้น ได้ทรงจัดพิพิธภัณฑ์ของโบราณขึ้นที่กระทรวงมหาดไทยก่อน และได้ทรงชักชวนและแนะนำสมุหเทศาภิบาลทั้งหลายในสมัยนั้นให้รวบรวมของโบราณไว้ในศาลารัฐบาลตามมณฑลต่างๆ เช่นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดนครปฐม จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันก็ได้เปลี่ยนสภาพมาเป็นสาขาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแล้วทั้งสิ้น
ส่วนในด้านความสนใจของประชาชนนั้นก็เริ่มแพร่หลายมาแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเรื่อยมา คือ มีบุคคลจำนวนไม่น้อยที่สนใจสะสมของเก่า เช่น พระพุทธรูป เครื่องถ้วยชาม เป็นต้น ซึ่งเป็นการค้นคว้าศึกษาด้วยตนเอง แต่นักเล่นของเก่าหรือสะสมของเก่าเหล่านั้น ไม่ได้หมายความว่าเป็นนักโบราณคดีได้ทุกคน และส่วนมากก็เป็นแต่เพียงนักสะสมของเก่าเท่านั้น
วิชาโบราณคดีเป็นทั้งวิทยา (Science) และเป็นศิลปะ (Art) ที่ว่าเป็นวิทยานั้น เพราะจะต้องเรียนวิทยาการดังต่อไปนี้คือ
1.วิชาการสันนิษฐานโดยพิจารณาจากสิ่งที่แวดล้อม
2.รู้จักลักษณะการช่างในสมัยต่างๆ เป็นต้นว่าลักษณะการช่างสมัยทวารวดี สมัยลพบุรี สมัยอยุธยา เป็นต้น ตลอดจนต้องศึกษาลักษณะการช่างของประเทศใกล้เคียง เพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน
3.รู้จักการอ่านอักษรและภาษาโบราณสำหรับอ่านจารึก
4.รู้จักจารีตประเพณีของชนชาติต่างๆ เพื่อความสะดวกในการสันนิษฐาน โบราณวัตถุที่พบ หรือการแปลความหมายของภาพจำหลักต่างๆ ได้ถูกต้อง
ส่วนที่ว่าวิชาโบราณคดีเป็นศิลปะนั้น หมายความว่าจะต้องเรียนศิลปการต่างๆ คือ
1.วิชาการขุดค้นโบราณสถานและโบราณวัตถุได้โดยไม่ให้เป็นอันตราย ซึ่งเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง นอกจากนั้นยังต้องมีความรู้ทางวิชาวิศวกรรมและวิชาทำแผนผังขั้นต้น มีความชำนาญการถ่ายรูปและไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในข้อขัดข้องต่างๆ ในขณะขุดนั้น แต่นักโบราณคดีไม่จำเป็นจะต้องรู้ให้ดีถี่ถ้วนหมดทุกอย่าง คืออาจจะหาผู้ช่วยที่มีความรู้ในวิชานั้นๆ มาช่วยในการขุดก็ได้
2.ต้องรู้จักวิธีการซ่อมรักษาทั้งโบราณสถานและโบราณวัตถุ ซึ่งเป็นศิลปะสำคัญมากที่นักโบราณคดีจะต้องเรียนรู้
3.รู้จักวิธีการจดรายงานในเวลาขุดแต่งและพิมพ์เรื่องออกแพร่หลาย
4.รู้จักวิธีการจัดเก็บรักษาโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ คือการจัดพิพิธภัณฑ์นั่นเอง ซึ่งจัดว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง
หลักของวิชาโบราณคดีดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ท่านผู้ฟังคงจะเห็นได้แล้วว่า นักโบราณคดีไม่ใช่นักเล่นของเก่า ซึ่งเพียงแต่รวบรวมโบราณวัตถุเท่านั้น แต่จะต้องมีความรู้รอบด้าน ทั้งทางวิชาประวัติศาสตร์ ธรณีวิทยา มานุษยวิทยา ขนบประเพณีโบราณ เมื่อนักโบราณคดีเห็นโบราณวัตถุหรือโบราณสถานเข้าแล้วจะต้องมีความรู้อธิบายได้ว่าคืออะไร อยู่ในสมัยใด มีความเป็นมาอย่างไร เรื่องของโลกยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็เป็นเรื่องของนักโบราณคดี ดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศไทยอยู่บัดนี้ เป็นที่อาศัยของมนุษย์โบราณตั้งแต่สมัยหินเก่า (Palaeolithic Period) ลงมาทีเดียว อาศัยความรู้ทางวิชาโบราณคดี ทำให้เราสามารถค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับดินแดนที่เป็นประเทศเราบัดนี้ได้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนอารยธรรมและวัฒนธรรมของชาติไทยเราเองตั้งแต่ก่อนลงมาอยู่ในดินแดนแถบนี้ทีเดียว
แต่ก่อนเราไม่มีสถานศึกษาวิชาโบราณคดีแก่ผู้ที่สนใจ แต่บัดนี้เป็นที่น่ายินดีว่า มหาวิทยาลัยศิลปากรได้เปิดการศึกษาวิชาโบราณคดีขึ้นแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. 2496 โดยรับผู้ที่สำเร็จประโยคมัธยมศึกษา เข้าเรียนในโรงเรียนศิลปศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ของมหาวิทยาลัยศิลปากร ในโรงเรียนศิลปศึกษานี้มีการเรียน 3 ปีเมื่อสำเร็จจะได้รับประกาศนียบัตรวิชาโบราณคดี หรือจะเรียนในโรงเรียนศิลปศึกษา 2 ปี แล้วเข้าต่อในมหาวิทยาลัยศิลปากร อีก 3 ปี เมื่อสำเร็จได้รับอนุปริญญาวิชาโบราณคดี นอกจากจะรับนักเรียนจากโรงเรียนศิลปศึกษาแล้ว ทางมหาวิทยาลัยยังเปิดโอกาสให้สิทธิผู้ที่สำเร็จประโยคเตรียมอุดมศึกษาเข้าสอบคัดเลือก เพื่อเข้าศึกษาวิชาโบราณคดีในมหาวิทยาลัยศิลปากรได้อีกด้วย
วิชาโบราณคดีมีความสำคัญสำหรับประเทศชาติมากทีเดียว แต่นักศึกษาสมัยใหม่มักไม่นำพาจะศึกษาโดยเห็นเป็นเรื่องโบราณคร่ำครึล้าสมัยไปเสีย แต่อย่าลืมว่าปัจจุบันนี้สถาบันการศึกษาชั้นสูงทั่วไปได้จัดให้มีการศึกษาค้นคว้าโบราณคดีกันอย่างจริงจังยิ่งขึ้นแล้ว ชาติใดที่มีวัฒนธรรมรุ่งเรืองมาเป็นเวลานาน ก็ย่อมจะมีโบราณวัตถุสถานเหลือทิ้งไว้ปรากฏแก่คนรุ่นหลัง ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในความเจริญรุ่งเรืองอันเก่าแก่ของชาติ โดยเฉพาะประเทศไทยก็ควรจะภาคภูมิใจได้ทีเดียว วิชาโบราณคดีเป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับการค้นคว้ายืนยันหลักฐาน และรักษาบูรณะโบราณวัตถุสถานของชาติ ดังเช่นกองโบราณคดี กรมศิลปากร ปฏิบัติอยู่ แต่การเรียนโบราณคดีนั้นมิได้ให้ผลทางความมั่งคั่งร่ำรวยแก่นักโบราณคดี บางครั้งต้องทำงานที่ต้องใช้เวลานาน ต้องการการเสียสละ ตลอดจนความอดทนต่อความยากลำบากต่างๆ ด้วย นักโบราณคดีจะต้องมีใจรักวิชานี้ จึงจะสามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงได้ผลดี
เมื่อโอกาสสำหรับการเรียนวิชาโบราณคดีได้มีขึ้นเช่นนี้แล้ว หวังว่าผู้ที่มีใจรักในวิชานี้และเข้าใจคุณค่าของวิชาโบราณคดี จะได้หันมาศึกษาวิชาโบราณคดีกันบ้างเพื่อจะได้ทำงานแขนงนี้ให้เป็นประโยชน์แก่ชาติของเราสืบไป
นักเรียนที่สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาแล้ว ถ้ามีใจรักและสนใจในวิชาประวัติศาสตร์ ศาสนา และขนบธรรมเนียมประเพณีโบราณของชาติ ขอให้คิดมาเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนศิลปศึกษา เตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากร ส่วนผู้ที่สำเร็จชั้นเตรียมอุดมศึกษาแล้ว ก็เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยศิลปากรอีก 3 ปี เมื่อสำเร็จแล้วจะได้รับอนุปริญญาวิชาโบราณคดี
ขณะนี้โรงเรียนศิลปศึกษา และมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้เปิดรับสมัครแล้ว จึงขอเชิญชวนผู้ที่มิใจรักจงไปสมัครเรียนโบราณคดีกันบ้าง และโปรดระลึกว่านักโบราณคดีมีความสำคัญสำหรับชาติไม่น้อยเลย เมื่อมีสถาบันให้การศึกษาถึงขั้นมหาวิทยาลัยเช่นนี้แล้ว ขอผู้ที่สนใจจงรีบไปสมัครเรียนโบราณคดีกันเถิด
สวัสดี
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ : เริ่มเรียนโบราณคดี 70 ปีที่แล้ว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th