โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฟอร์ติเน็ต ชี้ AI ยกระดับภัยไซเบอร์ไทย องค์กรเผชิญการโจมตีพุ่ง 3 เท่า

การเงินธนาคาร

อัพเดต 28 พ.ค. 2568 เวลา 12.18 น. • เผยแพร่ 28 พ.ค. 2568 เวลา 05.17 น.

ฟอร์ติเน็ต เผยผลสำรวจชวนตกใจ ภัยคุกคามไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในประเทศไทยพุ่งกระฉูดถึง 3 เท่าตัว อาชญากรไซเบอร์ใช้ AI โจมตีแนบเนียนและรวดเร็วเกินกว่าที่หลายองค์กรจะรับมือได้ไหว เจาะลึกสถานการณ์ ช่องโหว่ และความท้าทายที่องค์กรไทยกำลังเผชิญหน้า พร้อมแนวทางรับมือในยุคที่ AI เป็นทั้งภัยคุกคามและเกราะป้องกันสำคัญ

วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ฟอร์ติเน็ต ได้เปิดเผยผลสำรวจล่าสุดจากไอดีซี (IDC) ที่กำลังสั่นคลอนวงการความปลอดภัยไซเบอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยชี้ให้เห็นถึงการยกระดับการโจมตีของภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก ทั้งในแง่ของปริมาณและความซับซ้อนของการโจมตี

ซึ่งหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักคือ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กลายเป็นอาวุธใหม่ของเหล่าผู้ไม่หวังดี ทำให้การก่ออาชญากรรมไซเบอร์มีความแนบเนียนและรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทีมรักษาความปลอดภัยจึงต้องเผชิญกับช่องว่างในการตรวจจับและตอบสนองที่กว้างขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง

ผลสำรวจดังกล่าวเน้นย้ำว่า ภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไม่เพียงแต่พัฒนาการโจมตีให้ซับซ้อนขึ้นเท่านั้น แต่ยังสร้างช่องโหว่ด้านการมองเห็น การกำกับดูแล และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นความท้าทายอันยิ่งใหญ่สำหรับทีมดูแลความปลอดภัยไซเบอร์ที่มีทรัพยากรจำกัดในองค์กรต่างๆ

พีระพงศ์ จงวิบูลย์ ผู้อำนวยการอาวุโส ประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฟอร์ติเน็ต กล่าวว่า "ความซับซ้อนกลายเป็นสมรภูมิรบแห่งใหม่ของการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ และเทคโนโลยี AI เองก็เป็นทั้งความท้าทายและการป้องกันด่านหน้า เนื่องจากภัยคุกคามใช้วิธีการที่แนบเนียนมากขึ้นและมีการร่วมมือกันมากขึ้น ฟอร์ติเน็ตกำลังช่วยให้องค์กรในประเทศไทยอยู่เหนือภัยคุกคาม ด้วยแนวทางการใช้แพลตฟอร์มที่ผสานรวมการทำงาน ทั้งเรื่องการมองเห็น เป็นระบบอัตโนมัติ และให้ความสามารถในการรับมือการโจมตีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ภาพรวมภัยคุกคามในปัจจุบัน ความเร็ว ความเรียบง่าย และกลยุทธ์คือสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เป้าหมายของเราคือการช่วยลูกค้าเปลี่ยนแนวทางการป้องกันที่แยกเป็นส่วนๆ มาเป็นการรักษาความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อรับมือกับการโจมตีในวงกว้างด้วยวิธีการที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

AI: อาวุธร้ายที่องค์กรไทยส่วนใหญ่เผชิญ

สถานการณ์การโจมตีด้วย AI ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดทางทฤษฎีอีกต่อไป แต่เป็นความจริงที่องค์กรไทยกำลังเผชิญหน้า ผลสำรวจระบุว่า:

  • ภัยคุกคาม AI พุ่งทะยาน: เกือบ 58% ขององค์กรในประเทศไทยยืนยันว่าเคยเผชิญกับภัยคุกคามไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในช่วงปีที่ผ่านมา โดย 62% ขององค์กรเหล่านี้รายงานว่าภัยคุกคามดังกล่าวเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าตัว และที่น่าตกใจคืออีก 34% มองว่าเพิ่มขึ้นสูงถึง 3 เท่าตัว

    • รูปแบบการโจมตีที่หลากหลายและซับซ้อน: ภัยคุกคาม AI มักอาศัยจุดอ่อนในระบบที่เกิดจากพฤติกรรมของผู้ใช้งาน การตั้งค่าที่ผิดพลาด รวมถึงระบบระบุตัวตนผู้ใช้ สำหรับประเทศไทย ภัยคุกคาม AI อันดับต้นๆ ที่พบได้แก่:
  • การโจมตีบัญชีผู้ใช้งาน (Credential Stuffing and Brute Force): AI จะนำข้อมูลล็อกอินที่เคยรั่วไหลมาสุ่มเดารหัสผ่านเพื่อเข้าถึงระบบอื่น ๆ

    [* **การสร้างอีเมลฟิชชิงด้วย AI:** ทำให้การหลอกลวงดูแนบเนียนและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น , * **การบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้โมเดล AI ทำงานผิดพลาด \(Adversarial AI and Data Poisoning\):** มุ่งเป้าไปที่การลดประสิทธิภาพหรือทำให้ AI ทำงานผิดพลาด , * **การสืบค้นข้อมูลเป้าหมายและการปลอมแปลงด้วย Deepfake \(AI\-enhanced Reconnaissance and Deepfake Impersonation\):** อาชญากรไซเบอร์ใช้ AI ในการเก็บข้อมูลและสร้างภาพหรือเสียงปลอมแปลงเพื่อหลอกลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านอีเมลทางธุรกิจ ]
    • ความพร้อมรับมือที่น่าเป็นห่วง: แม้การโจมตีด้วย AI จะเพิ่มขึ้น แต่มีองค์กรในประเทศไทยเพียง 9% เท่านั้นที่มั่นใจในศักยภาพการป้องกันการโจมตีเหล่านี้ ขณะที่ 43% ยอมรับว่าภัยคุกคาม AI กำลังพัฒนาไปไกลเกินความสามารถในการตรวจจับ และ 24% ระบุว่าไม่มีความสามารถในการติดตามภัยคุกคามเหล่านี้ได้เลย สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างด้านความพร้อมในการรับมือที่เป็นประเด็นน่ากังวลอย่างยิ่ง

ความเสี่ยงไซเบอร์ในปัจจุบัน สภาวะปกติที่ต้องเผชิญ ไม่ใช่วิกฤตชั่วคราว

ดร.รัฐิติ์พงษ์ พุทธเจริญ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิศวกรรมระบบ ฟอร์ติเน็ต ประเทศไทย ได้ให้มุมมองเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการลงทุนด้านความปลอดภัยไซเบอร์ โดยระบุว่า "เนื่องจากภัยคุกคามใช้วิธีการที่แนบเนียนและอาศัยความร่วมมือกันมากขึ้น เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของแนวทางการลงทุนด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยมุ่งเน้นไม่ใช่แค่เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน แต่เน้นจุดที่เป็นกลยุทธ์มากขึ้น เช่น การปกป้องตัวตนผู้ใช้งาน ความมั่นคงของระบบ และการควบคุมการเข้าถึง

ภาพรวมการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องของวิกฤตที่เกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราวอีกต่อไป แต่เป็นสภาวะที่องค์กรไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงตลอดเวลา:

  • ภัยคุกคามแฝงเร้นที่เพิ่มขึ้น: องค์กรไทยกำลังเผชิญกับภัยคุกคามที่แฝงตัวซ่อนเร้นมากขึ้น โดยภัยคุกคามที่มีการรายงานมากที่สุด ได้แก่ ฟิชชิง (60%), ช่องโหว่ในระบบคลาวด์ (56%), แรนซัมแวร์ (52%), การโจมตีซอฟต์แวร์ซัพพลายเชน (50%) และ ภัยคุกคามจากภายในองค์กร (48%)
    • ภัยเงียบที่อันตรายกว่า: ภัยคุกคามที่สร้างความปั่นป่วนมากที่สุดไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุดอีกต่อไป โดยภัยที่ติดอันดับสูงสุดคือ ช่องโหว่ซีโร่เดย์ และ ช่องโหว่ที่ยังไม่มีการแก้ไข (unpatched) ตามมาด้วย ภัยคุกคามจากภายในองค์กร, การตั้งค่าระบบคลาวด์ที่ผิดพลาด, การโจมตีซอฟต์แวร์ซัพพลายเชน และ ความผิดพลาดจากผู้ใช้งาน ภัยเหล่านี้สร้างความเสียหายอย่างยิ่ง เนื่องจากสามารถหลุดรอดการตรวจจับของระบบป้องกันแบบเดิมได้ โดยอาศัยจุดอ่อนภายในระบบและช่องโหว่ที่มองไม่เห็น ส่งผลให้ความเสี่ยงเหล่านี้ ซึ่งเป็นภัยเงียบและซับซ้อนมากขึ้น ถูกมองว่าอันตรายยิ่งกว่าภัยคุกคามที่รู้จักกันดี เช่น แรนซัมแวร์ หรือฟิชชิง
    • ภัยคุกคามที่เติบโตเร็วที่สุด: แม้ภัยคุกคามรูปแบบเดิมอย่างแรนซัมแวร์ ฟิชชิง และมัลแวร์ ยังคงเติบโต แต่เป็นอัตราที่ช้ากว่าภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งน่าจะเป็นผลจากความก้าวหน้าในการป้องกัน อย่างการปกป้องจุดเชื่อมต่อปลายทาง (endpoint protection) และการฝึกอบรมเพื่อสร้างการรับรู้ ในทางกลับกัน ภัยคุกคามที่เติบโตเร็วที่สุดได้แก่ ช่องโหว่ที่ไม่ได้รับการแก้ไขและซีโร่เดย์ (20%), การโจมตีระบบ IoT/OT (16%), ช่องโหว่บนระบบคลาวด์ (14%), การโจมตีซอฟต์แวร์ซัพพลายเชน (12%) และ แรนซัมแวร์ (12%) โดยภัยคุกคามเหล่านี้มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วเนื่องจากอาศัยช่องว่างในการกำกับดูแล การมองเห็น และความซับซ้อนในระบบ ทำให้ตรวจจับได้ยากและมีแนวโน้มว่าจะสร้างความเสียหายรุนแรงยิ่งขึ้นหากโจมตีได้สำเร็จ
    • ผลกระทบรุนแรงยิ่งกว่าแค่ระบบล่ม: ผลกระทบที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระบบทำงานไม่ได้ แต่ยังรวมถึง การโดนโจรกรรมข้อมูลและละเมิดความเป็นส่วนตัว (64%), การสูญเสียความไว้วางใจจากลูกค้า (62%), การถูกลงโทษตามข้อบังคับ (46%) และ การดำเนินงานต้องหยุดชะงัก (40%) นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความเสียหายทางการเงิน โดย 56% ของผู้ตอบแบบสำรวจเคยประสบเหตุข้อมูลรั่วไหลที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางการเงิน โดยหนึ่งในสี่ของเหตุการณ์เหล่านั้น มีมูลค่าความเสียหายกว่า 500,000 เหรียญสหรัฐ

ทีมงานภายใต้แรงกดดัน: ทรัพยากรบุคคลที่ไม่เพียงพอ

ดร.รัฐิติ์พงษ์ กล่าวต่อว่า ทีมรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ในประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านทรัพยากรอย่างหนัก บุคลากรน้อยเกินไป โดยเฉลี่ยแล้ว มีทีมงานขององค์กรแค่ 7% ที่ถูกมอบหมายให้ดูแลระบบไอทีภายในองค์กร และในจำนวนนี้ มีเพียง 13% ที่มุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยเฉพาะ ซึ่งเทียบเท่ากับการมีผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่ทำงานเต็มเวลาไม่ถึง 1 คนต่อจำนวนพนักงานทุก 100 คน

โครงสร้างทีมที่ไม่เอื้อต่อการรับมือ: มีองค์กรเพียง 15% ที่มีตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงดูแลความปลอดภัยข้อมูล (CISO) และองค์กรส่วนใหญ่ (63%) ใช้วิธีรวบงานรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ไว้กับงานไอทีทั้งหมด มีองค์กรแค่ 6% ที่มีทีมงานเชี่ยวชาญสำหรับหน้าที่เฉพาะอย่างการค้นหาภัยคุกคามในเชิงรุกและการดำเนินงานด้านความปลอดภัย

อีกทั้งยังต้องเผชิญความกดดันอย่างมากจากภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้น ความท้าทายหลักที่ได้มีการรายงาน รวมถึง ภัยคุกคามที่เข้ามาอย่างท่วมท้น (54%), ความยากในการรักษาผู้มีทักษะด้านความปลอดภัยไซเบอร์ให้อยู่กับองค์กร (52%) และ ความซับซ้อนเรื่องเครื่องมือ (44%) ปัญหาเหล่านี้ทำให้คนทำงานเกิดภาวะหมดไฟ (burnout) และทีมไซเบอร์ต้องทำงานกระจัดกระจาย

การลงทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ทันต่อความเสี่ยง

แม้ว่าการรับรู้ถึงความสำคัญของความปลอดภัยไซเบอร์จะเพิ่มขึ้น แต่การลงทุนกลับยังอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำ: เนื่องจากงบประมาณจำกัด โดยเฉลี่ย มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แค่ 15% คิดเป็นอัตราส่วนแค่ 1% กว่าๆ ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดและความรุนแรงของภัยคุกคาม

องค์กรยังมีแนวโน้มการเพิ่มงบประมาณที่ระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่างบประมาณจะเพิ่มขึ้น โดยเกือบ 92% ขององค์กรในประเทศไทยรายงานว่ามีการเพิ่มงบประมาณ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังต่ำกว่า 10% แสดงให้เห็นว่าองค์กรยังคงระมัดระวังเรื่องการลงทุน

การลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ: หลายองค์กรกำลังเปลี่ยนจากการลงทุนที่เน้นหนักด้านโครงสร้างระบบ มาเป็นการลงทุนในเชิงกลยุทธ์มากขึ้น โดย 5 อันดับที่องค์กรให้ความสำคัญ ได้แก่ ความปลอดภัยด้านการระบุตัวตนผู้ใช้, การรักษาความปลอดภัยเครือข่าย, แนวทางด้าน SASE/Zero Trust, ความสามารถในการฟื้นตัวจากภัยไซเบอร์ (cyber resilience) และ ระบบปกป้องแอปพลิเคชันบนคลาวด์ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนมามุ่งเน้นที่การวางแผนรักษาความปลอดภัย โดยเน้นเรื่องความเสี่ยงเป็นหลักและให้ความสำคัญเรื่องการเข้าถึงระบบ

อย่างไรก็ตาม เรื่องสำคัญอย่าง การรักษาความปลอดภัยระบบ OT/IoT, DevSecOps และ การฝึกอบรมด้านความปลอดภัย ยังคงได้งบประมาณที่จำกัดอยู่ดี สะท้อนให้เห็นว่ายังมีความล่าช้าในการจัดการกับช่องโหว่ในการดำเนินงานและในระดับของผู้ใช้งาน

แนะใช้แพลตฟอร์ม สร้างความมั่นคงทางไซเบอร์

แนวทางสำคัญในการรับมือกับความท้าทายเหล่านี้คือการผสานรวมระบบรักษาความปลอดภัยและการเชื่อมต่อเครือข่ายเข้าด้วยกัน:

  • การควบรวมระบบคือแนวทางหลัก: 96% ของผู้ตอบแบบสำรวจในประเทศไทยมีการควบรวมระบบงานดังกล่าวแล้ว หรือกำลังประเมินแนวทางนี้อย่างจริงจัง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลดความซับซ้อนด้านสถาปัตยกรรม การรวมระบบป้องกันเข้าด้วยกัน และปรับปรุงการดำเนินงานให้คล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    • อุปสรรคของการบริหารจัดการเครื่องมือ: แม้จะมีความคืบหน้าในการรวมระบบงาน โดยประมาณ 90% ขององค์กรมีการรวมระบบงานดังกล่าวแล้ว แต่เกือบครึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจยังคงระบุว่าการบริหารจัดการเครื่องมือคือความท้าทายหลัก โดยชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนของเครื่องมือ แต่เป็นเรื่องความกระจัดกระจายและเครื่องมือเหล่านี้ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้
    • ประโยชน์ของการรวมผู้ให้บริการ: การรวมผู้ให้บริการถูกมองว่าเป็นเรื่องของกลยุทธ์ ไม่ใช่แค่ช่วยลดต้นทุนอย่างเดียว แต่ยังช่วยปรับปรุงเรื่องความเร็วในการตรวจจับภัยคุกคาม แก้ปัญหา และให้ความสามารถในการมองเห็นภาพรวมของระบบงานทั้งหมด ประโยชน์สูงสุดที่องค์กรจะได้จากการรวมผู้ให้บริการ ได้แก่ การสนับสนุนที่รวดเร็วขึ้น (59%), ประหยัดค่าใช้จ่าย (53%), ผสานรวมการทำงานได้ดียิ่งขึ้น (53%) และ ยกระดับความปลอดภัยโดยรวม (51%)

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงเทคโนโลยี ทั่วโลก ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...