โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

"ภาษีทรัมป์" กับแรงสะเทือนที่อาจส่งผลกระทบตลาดบ้านหรู

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 00.07 น. • เผยแพร่ 11 ก.ค. 2568 เวลา 07.10 น.

มาตรการภาษีนำเข้าในอัตราสูงของสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งรวมถึงภาษี 60% สำหรับสินค้าจีน และล่าสุดการกำหนดอัตราภาษี 36% สำหรับสินค้าไทยที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 กำลังสร้างแรงกระเพื่อมใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของประเทศ

การที่สินค้าไทยมีต้นทุนสูงขึ้นและเสียเปรียบด้านการแข่งขันเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาคอย่างเวียดนามและมาเลเซีย อาจกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดการส่งออกในอุตสาหกรรมหลัก เช่น อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป และยางพารา ผลพวงจากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ลดลงจากการชะลอตัวของภาคส่งออกนี้ ไม่เพียงแต่จะกดดันภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจ

หนึ่งในกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อมาคือ “ตลาดอสังหาริมทรัพย์” โดยเฉพาะเซ็กเมนต์บ้านระดับบน ที่ผู้ซื้อจำนวนไม่น้อยมีรายได้หรือสายสัมพันธ์ทางธุรกิจกับภาคส่งออกหรืออุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับการค้าโลก

นายพิเชษฐ วิจิตรชำนาญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจ 2 บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภาษีทรัมป์หรือสงครามการค้าระลอกใหม่อาจไม่ได้กระทบโดยตรงกับลูกค้าในประเทศ แต่ส่งผลผ่าน “ความเชื่อมั่น” ที่เริ่มสั่นไหว โดยเฉพาะกลุ่มที่มีสายสัมพันธ์กับเศรษฐกิจโลก

“ลูกค้าไม่ได้หายไป แต่เริ่ม ‘คิดนานขึ้น’ เพราะเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณผันผวน พฤติกรรมที่เห็นชัดคือยืดระยะเวลาการตัดสินใจ และต่อรองเพิ่มขึ้น”

นายพิเชษฐยังระบุว่า กลุ่มบ้านเดี่ยวระดับ 10–20 ล้านบาท แม้จะมีกำลังซื้อในตัวเอง แต่ก็มีแนวโน้มจะชะลอการตัดสินใจเพื่อรอดูสถานการณ์ โดยเฉพาะกลุ่มที่เชื่อมโยงกับภาคส่งออก ธุรกิจโลจิสติกส์ หรืออุตสาหกรรมที่อิงกับการค้าระหว่างประเทศ

“ดีมานด์เหล่านี้ยังไม่ได้หายไปไหน แต่คนเลือกที่จะชะลอหรือระมัดระวังการใช้จ่าย และมองหาข้อเสนอพิเศษก่อนตัดสินใจ เช่น โปรโมชั่น หรือแพ็กเกจสินเชื่อที่ดีกว่า”

พร้อมเปิดเผยข้อมูลจากประสบการณ์ของพฤกษา พบว่าลูกค้ากลุ่มบนจะเปลี่ยนพฤติกรรมจากเดิมที่ใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อบ้านประมาณ 1-2 เดือน กลายเป็น 3-6 เดือน ซึ่งส่งผลต่ออัตราการดูดซับและกระแสเงินสดในระบบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

อย่างไรก็ตาม นายพิเชษฐมองว่าปัจจัยดังกล่าวยังไม่กระทบถึงขั้นต้องหยุดชะงัก เพียงแต่ผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องปรับตัว โดยมีการบริหารพอร์ตที่รอบคอบและเลือกพัฒนาโครงการในทำเลที่มีดีมานด์มั่นคง เช่น โซนบางนา หรือพื้นที่เชื่อมต่อเมืองที่ยังมีอัตราการเติบโตสูง และสร้างจุดเด่นที่จะมาดึงดูดผู้บริโภคให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

“ปีนี้เราไม่ได้เน้นเปิดโครงการจำนวนมาก โดยมีการควบคุมในฝั่งซัพพลาย เลือกเจาะเฉพาะทำเลที่มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายชัดเจน และเป็นโซนที่ยังมีอัตราดูดซับดี”

อีกทั้ง นายพิเชษฐยังเน้นย้ำว่า ภาษีทรัมป์อาจไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของการชะลอในตลาดบ้าน แต่เป็นตัวเร่งที่ทำให้ผู้บริโภคกลุ่มกลางถึงบนเริ่มมอง “ความไม่แน่นอน” มากขึ้น และยิ่งตอกย้ำว่าผู้พัฒนาอสังหาฯ ต้องเพิ่มกลยุทธ์สร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อในทุกระดับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...