โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ตำนานบรรพกษัตริย์เขมรเป็น “ตะกวด” ลิ้นสองแฉก เรื่องนี้มาจากไหน มีอะไรซ่อนอยู่

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 30 ก.ค. 2568 เวลา 04.16 น. • เผยแพร่ 29 ก.ค. 2568 เวลา 09.20 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - ภาพลายเส้นของนครธม วาดโดยชาวฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 19 (ภาพจากหนังสือ Voyage d'exploration en Indo-Chine)

เรื่องบรรพกษัตริย์เขมรเคยเป็นตะกวด มีการเล่าซ้ำกันหลายครั้ง และถูกโหมกระพือกลายเป็นกระแสสังคมอยู่บ่อย ๆ เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชากลับมาตึงเครียด จริงๆ แล้ว เรื่องดังกล่าวมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรซ่อนอยู่หรือไม่ ?

ต้นตอของเรื่องราวนี้อยู่ใน ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชาของนักองค์นพรัตน์ ฉบับแปลไทยโดยหอพระสมุดวชิรญาณ เล่าถึงบรรพกษัตริย์ของเขมรว่าเป็นตะกวด หรือ ตรอกกวดในภาษาเขมร

นิทานซึ่งแทรกอยู่ในพงศาวดารเขมรฉบับนี้เล่าว่า ในสมัยพุทธกาล มีตะกวดตัวหนึ่งได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้ากับเหล่านาคและเทวดาจนบรรลุธรรม จึงมีพุทธทำนายว่า ต่อไปตะกวดตัวนี้จะไปเกิดใหม่เป็นปฐมกษัตริย์กรุงกัมพูชา

พระพุทธเจ้าทรงกล่าวแก่พระอานนท์ ดังนี้ [ปรับย่อหน้าใหม่และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

“…ดูกรอานนท์เอ๋ย จำเดิมตั้งแต่นี้ต่อไปภายน่า เกาะโคกหมันนี้ แผ่นดินจะงอกขึ้นอีกใหญ่กว้าง แล้วจะเกิดเปนนครหนึ่ง

ซึ่งสัตว์ตะกวดมีจิตรเลื่อมใสศรัทธามากราบถวายบังคมต่อองค์พระตถาคต โดยอำนาจกุศลที่โสตประสาทได้ยินศัพทสำเนียงพระสัทธรรมเทศนาแห่งพระตถาคต ในเมื่อเวลาสำแดงให้พระยานาคแลฝูงเทวาได้สดับตรับฟังนั้น เมื่อสัตว์ตะกวดนี้สิ้นชีพแล้วจะได้ไปบังเกิดบนสวรรค์ แล้วจะได้จุติลงมาเป็นกระษัตริย์องค์หนึ่งครองกรุงอินทปรัตนคร

แลพระราชบุตรของกระษัตริย์องค์นั้น จะได้เสด็จมายังที่ตรงนี้ จึงพระยานาคที่ได้มาฟังพระธรรมเทศนานี้เองจะได้มาสร้างพระนคร เปนพระราชธานีใหญ่ ให้แก่พระราชบุตรของกระษัตริย์องค์นั้นประทับอยู่ แล้วขนานนามพระนครเรียกว่า กรุงกัมพูชาธิบดี ส่วนนานาประเทศจะเรียกว่าเขมระภาษา…”

ตอนท้ายของพุทธทำนายยังกล่าวด้วยว่า “แลบรรดามนุษยชาติในพระราชธานีนี้ จะพูดจาสิ่งใด ๆ ไม่ค่อยยั่งยืนอยู่ในสัตยานุสัตย์ โดยบุรพกระษัตริย์ผู้ตั้งต้นแผ่นดิน มีชาติกำเนิดจากสัตว์ตะกวด อันมีลิ้นแฝดแตกแยกออกเป็น ๒ ซีก”

แม้ “นิทาน” เรื่องนี้จะอยู่ในพงศาวดารกัมพูชา แต่ก็เป็นฉบับแปลจากภาษาเขมรเป็นภาษาไทยอีกที เนื้อหาบางส่วน (โดยเฉพาะส่วนท้ายสุดที่ยกมาอ้าง) จึงอาจถูกเพิ่มในภายหลัง เพราะคงประหลาดมากหากพงศาวดารกัมพูชาบรรยายอุปนิสัยของชนชาติตนเองว่าไม่ยึดมั่นในสัจวาจา

แล้วใครเป็นผู้แปลราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา” ?

ในคำนำระบุชัดว่า ศาสตราจารย์ ยอช เซเดส์(George Coedes) มอบต้นฉบับ “ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา”ฉบับภาษาเขมร ให้หอพระสมุดวชิรญาณเมื่อ พ.ศ. 2459 คณะทำงานหอพระสมุดฯ เห็นว่า “แปลกแลพิศดารกว่าที่เคยมีมาแต่ก่อน”จึงดำเนินการแปลเป็นภาษาไทยไว้

คนแปลพงศาวดารก็ไม่ใช่ใครอื่น เป็นผู้มีความรู้ดีทั้งภาษาไทยและภาษาเขมร นั่นคือ นายพันตรีหลวงเรืองเดชอนันต์ (ทองดี ธนะรัชต์)บิดาของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์นายกรัฐมนตรีของไทยระหว่าง พ.ศ. 2500-2506 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดกรณีพิพาทเรื่อง “ปราสาทพระวิหาร” ระหว่างไทยกับกัมพูชา

เมื่อศาลโลกตัดสินความให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ข้อความในพงศาวดารเขมร (ที่แปลโดยบิดานายกฯ) จึงถูกหยิบมาเผยแพร่เป็นการใหญ่เพื่อสนองกระแสชาตินิยม และแสดงออกถึงความเกลียดชังที่มีต่อกัมพูชา โดยมี ศิลปชัย ชาญเฉลิม หรือ“นายหนหวย”คอยประชาสัมพันธ์ข้อมูลผ่านทางวิทยุกระจายเสียงและสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ในยุคนั้น

พุทธทำนายที่เผยว่าบรรพกษัตริย์เขมรเคยเป็นตะกวดจึงเป็นตัวอย่างของการยกนิทานหรือ “ตำนาน” ในประวัติศาสตร์มาเล่าซ้ำด้วยเจตนาที่เกินเลยไปจากการเสนอสิ่งที่หลักฐานบอก และเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์บาดแผลระหว่างชาติ ในห้วงเวลาที่ความเกลียดชังมีพลังเหนือเหตุและผล

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณแปลใหม่. กรุงเทพฯ : โสภณพิพรรฒธนากร. อนุสรณ์เนื่องในงานศพ พระตำรวจตรี พระยากำแหงรณฤทธิ, พ.ศ. 2460.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 29 กรกฎาคม 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตำนานบรรพกษัตริย์เขมรเป็น “ตะกวด” ลิ้นสองแฉก เรื่องนี้มาจากไหน มีอะไรซ่อนอยู่

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...