โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

อสังหาฯ เปิดเกมรุก ครึ่งปีหลัง ลุยโครงการใหม่ฝ่าวิกฤต

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 21.17 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 04.15 น.

ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 เผชิญความเปราะบางอย่างหนักจากภาวะทั้งเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว การส่งออกชะลอ การท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวจีนที่หดตัวลงถึง 32.7% และเหตุแผ่นดินไหว รวมถึงแรงกดดันจากนโยบายการเงินในประเทศที่ยังไม่เอื้อต่อการกระตุ้นกำลังซื้อ โดยเฉพาะการเข้มงวดของธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย ทำให้ยอดโอนกรรมสิทธิ์อสังหาฯ ในหลายพื้นที่ปรับลดลงต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดกลับไม่หยุดนิ่ง เร่งวางกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อกระตุ้นตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเน้นการเปิดตัวโครงการใหม่ในทำเลศักยภาพและขยายไปยังเมืองรองและพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) เพื่อกระจายความเสี่ยงและเจาะกลุ่มกำลังซื้อที่ยังมีศักยภาพ

บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 25 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 27,440 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับกลางอย่าง Aspire อิสรภาพ-สเตชั่น และโครงการไฮไลต์ LIFE พระราม 4-อโศก ซึ่งมีมูลค่าโอนสูงถึง 6,500 ล้านบาท พร้อมขยายตลาดไปยังเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา บางแสน เชียงใหม่ และภูเก็ต เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติและผู้มีกำลังซื้อสูงในหัวเมืองใหญ่

รวมถึงใช้กลยุทธ์พัฒนาสินค้าภายใต้แบรนด์ที่ชัดเจนเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละเซ็กเมนต์ โดยเฉพาะการใช้ดีไซน์แบบ Empathy Design ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์และพื้นที่ใช้สอยของผู้อยู่อาศัยจริง ทั้งยังมีจุดแข็งด้านฐานะทางการเงินที่มั่นคง ซึ่งช่วยให้สามารถขยายธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง แม้ภาวะตลาดจะยังอ่อนแรง

ค่ายแสนสิริ เตรียมเปิดตามเป้าหมายในปีนี้คือ 29 โครงการ มูลค่ารวมราว 52,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นแนวราบ 14 โครงการ และคอนโดมิเนียม 15 โครงการ คาดว่าการเปิดตัวดังกล่าวจะช่วยผลักดันรายได้ให้เข้าเป้าหมายในปีนี้ที่ 53,000 ล้านบาท

ทั้งนี้เน้นพัฒนาในทำเลศักยภาพสูง ทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยาและภูเก็ต พร้อมปรับพอร์ตสินค้าให้สัดส่วนโครงการระดับพรีเมียมเพิ่มขึ้นเป็น 57% จากเดิมที่อยู่ราว 35% เพื่อตอบรับกลุ่มผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อจริง

ศุภาลัย ไม่น้อยหน้า ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการแนวราบและแนวสูงทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยปีนี้เตรียมเปิดตัวถึง 42 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 50,000 ล้านบาท และตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 36,000 ล้านบาท พร้อมใช้กลยุทธ์ “Private Tour” เจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะแบบไม่เปิดทั่วไป โดยยังเน้นกลุ่มบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียมราคาตั้งแต่ 3-7 ล้านบาท

อีกทั้งยีงมีกลยุทธ์สำคัญอยู่ที่การกระจายทำเลไปยังต่างจังหวัดมากกว่า 30 จังหวัดทั่วประเทศ เช่น สุพรรณบุรี ลพบุรี สมุย และหัวหิน เพื่อเข้าถึงตลาดจริงในระดับภูมิภาคที่ยังมีความต้องการซื้ออยู่อาศัย ทั้งยังเดินหน้าลงทุนในต่างประเทศผ่าน Supalai Australia Holdings เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างรายได้ประจำจากตลาดอสังหาฯ ต่างประเทศในระยะยาว นอกจากนี้ ยังปรับแผนคอนโดมิเนียมให้กลับมาเป็นหนึ่งในเรือธงหลัก โดยคาดว่าจะมียอดขายเติบโตจากปีก่อนกว่า 13%

ขณะที่บริทาเนีย ยังคงเป็นหนึ่งในผู้เล่นกลุ่มแนวราบ ยังโฟกัสที่การเติบโตในโซนกรุงเทพฯ ได้ประกาศเปิดตัว 16 โครงการแนวราบใหม่ มูลค่ารวม 17,500 ล้านบาท เจาะทำเลฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ เช่น ราชพฤกษ์ บางบัวทอง และพุทธมณฑล โดยมองว่าโซนตะวันตกยังมีศักยภาพเติบโตจากระบบโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

เช่นเดียวกับ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ วางแผนเปิด 5-6 โครงการแนวราบ มูลค่ารวม 3,600 ล้านบาทในครึ่งปีหลัง โดยเน้นจับกลุ่มระดับกลางในพื้นที่ปริมณฑล พร้อมขยายการเข้าถึงด้วยราคาที่จับต้องได้และทำเลที่แข็งแกร่งในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล เพื่อรักษาการเติบโตท่ามกลางการแข่งขันสูง

สำหรับ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ วางแผนเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่ 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 6,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่และกลุ่มระดับบนในทำเลหัวเมืองใหญ่และพื้นที่ EEC อีกทั้ง ชูจุดแข็งด้านการออกแบบและการวางตำแหน่งสินค้าในกลุ่ม upper market เพื่อเจาะกลุ่ม Gen Y และกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงในระยะยาว

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ได้ปักธงตลาดลักชัวรี โดยเตรียมเปิดโครงการ “Perfect Masterpiece พระราม 9-กรุงเทพกรีฑา” บ้านเดี่ยวราคาเริ่มต้น 80 ล้านบาท เจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัยระดับสูงใกล้โรงเรียนนานาชาติ ซึ่งเป็นตลาดพรีเมียมที่ยังคงมีดีมานด์อย่างต่อเนื่อง

ในภาพรวมแล้วผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ต่างเร่งปรับแผนรับมือวิกฤตผ่านกลยุทธ์หลัก ได้แก่ การเร่งระบายสต็อกโครงการพร้อมอยู่ การปรับโครงสร้างสินค้าด้วยบ้านแนวราบและลักชัวรี ทำเลใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น เมืองท่องเที่ยวและ EEC และการควบคุมต้นทุนด้วยการลดการเปิดโครงการใหม่ที่มีความเสี่ยงสูง

ทางด้านค่ายเสนา ดีเวลลอปเม้นท์ มีแผนการดำเนินงานปี 2568 พัฒนาโครงการใหม่ 12 โครงการ มูลค่ารวม 13,000 ล้านบาท แบ่งเป็น คอนโดมิเนียม 11 โครงการมูลค่า 10,000 ล้านบาท และโครงการแนวราบ 1 โครงการมูลค่า 3,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นโครงการที่เลื่อนตัมาจากปี 2567 ประมาณ 3โครงการ ส่วนใหญ่จะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 2 และ3 และยังคงเน้นตลาด Affordable Segment ระดับราคา 1-3 ล้านบาทเป็นหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มที่กลุ่มเสนาฯครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดถึง 20% หรือมากกว่า 20,000 ยูนิต โดยเฉพาะแบรนด์คอนโดฯ Cozi ระดับราคา 1.5-2.5 ล้านบาท ที่จะเปิดตัวในปีนี้มากถึ 6 โครงการ โดยตั้งเป้ายอดขาย ไว้ที่15,500 ล้านบาท และยอดโอน 10,000 ล้านบาท ซึ่งได้รวมสัดส่วนรายได้จากโครงการ LivNex เช่าออมบ้านไว้ด้วย

แม้สถานการณ์ตลาดในปี 2568 จะยังเต็มไปด้วยความท้าทายจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้น ผู้ประกอบการอสังหาฯ ส่วนใหญ่กลับยังไม่ปรับลดแผนการลงทุนหรือเปิดตัวโครงการใหม่ลง ทั้งยังคงยึดเป้าหมายรายได้และยอดขายไว้ในระดับเดิม สะท้อนถึงความเชื่อมั่นระยะยาวต่อแนวโน้มของตลาดที่จะสามารถประคับประคองตัวให้ผ่านพ้นปี 2568 ได้อย่างมีเสถียรภาพ และพร้อมปูทางสู่การฟื้นตัวในปี 2569 โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจกลับเข้าสู่จังหวะขาขึ้น

หน้า 20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 45 ฉบับที่ 4,106 วันที่ 19 - 21 มิถุนายน พ.ศ. 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...