โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

บอกเล่าเสน่ห์วิถีแดนใต้ ผ่านภาพ-เสียงในมุมใหม่

เดลินิวส์

อัพเดต 13 ก.ค. 2568 เวลา 10.29 น. • เผยแพร่ 13 ก.ค. 2568 เวลา 03.29 น. • เดลินิวส์
เพราะเชื่อว่า การไม่กดชัตเตอร์ในบางช่วงเวลาจะช่วยให้เราเห็นคุณค่าที่แท้จริงของพื้นที่และผู้คนมากขึ้น จึงนำมาสู่แนวคิด “Not for Show” ของโครงการ “ใต้ ภาพ เขียน : Visual Storytelling #Season 2” กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การถ่ายภาพและการสื่อความหมายผ่านภาพ เสียง และเรื่องเล่า ที่ไม่ใช่การโชว์ แต่เป็นการแบ่งปันเรื่องราวอย่างสร้างสรรค์ เน้นการมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของพื้นที่และวิถีชีวิตของผู้คนที่อยู่เบื้องหลังภาพ

ตลอดจนส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ พร้อมส่งเสริมและเปิดโอกาสให้มีการเผยแพร่นำเสนอคอนเทนต์คุณภาพที่บอกเล่าเสน่ห์แห่งวิถีแดนใต้ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคใต้ ร่วมกับบริษัท นิคอน เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ Eyecontact Design จัดขึ้น

“ใต้ ภาพ เขียน : Visual Storytelling #Season 2 – Not for Show” เป็นการสานต่อความสำเร็จจากการจัดโครงการครั้งแรกในปีที่ผ่านมา ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พัทลุง และภูเก็ต นับเป็นแพลตฟอร์มเวิร์คชอปเชิงสร้างสรรค์ที่ผสานศิลปะการถ่ายภาพ การเขียนเชิงสารคดี และการเล่าเรื่องผ่านเสียง โดยมีเป้าหมายหลักในการเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่สนใจ โดยเฉพาะเยาวชนและผู้สร้างสรรค์ในท้องถิ่นได้เรียนรู้ “การมองเห็นแบบใหม่” ผ่านภาพ เสียง ความเงียบ และบทเรียนชีวิต และเปิดโอกาสให้มีการพัฒนาทักษะการถ่ายภาพนิ่ง การถ่ายคลิปวีดิโอ และการเขียนเชิงสารคดี โดยครั้งนี้เปิดรับผู้ที่มีความสนใจด้านการถ่ายภาพ สมัครเข้าร่วมกิจกรรมเวิร์คชอป ณ จังหวัดชุมพร ตรัง และกระบี่ มีกำหนดดำเนินการในช่วงเดือนกรกฎาคม - กันยายน 2568

ครั้งแรกเริ่มต้นที่ “ปากน้ำชุมพร” ที่มีชุมชนกระจายตัวอยู่ริมฝั่งแม่น้ำท่าตะเภา ณ ที่ราบริมฝั่งปากแม่น้ำที่เชื่อมติดต่อกับทะเลซึ่งมีพื้นที่บางส่วนเป็นพื้นที่สันดอน แม่น้ำล้อมรอบ เมื่อน้ำขึ้นสูงน้ำจะท่วมถึง แม้พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นดินตะกอนแต่ชายทะเลปากน้ำชุมพรก็เป็นสถานที่พักผ่อนของชาวปากน้ำที่นิยมมาออกกำลังกาย ช่วงบ่ายถึงค่ำจะมีพ่อค้าแม่ค้ามาขายของกินของใช้ แต่หากอยากเห็นวิถีชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสัน “ตลาดสดปากน้ำชุมพร” คือคำตอบ นอกจากจะมีวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารแบบตลาดทั่วไปแล้ว จุดเด่นของที่นี่ก็คือ อาหารทะเลสด ๆ ที่ชาวประมงพื้นบ้านจะนำมาขายตามที่หาได้แต่ละวัน อาจจะมีครบทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา หรือมีแค่บางอย่าง เริ่มตั้งแต่เช้ามืดราวตี 5 ไปจนถึงสาย ๆ ราว 9 โมงเช้า

และแหล่งที่ชาวบ้านนิยมไปหาปลานอกจากล่องเรือออกไปตามแนวชายฝั่งแล้ว ยังมีกองหินปากร่อง ปากน้ำชุมพร กองหินที่เกิดจากการเอามากองซ้อนทับกันเพื่อเป็นแนวกันคลื่นบริเวณชายทะเล โดยมีปากร่องเป็นช่องทางการนำเรืออกทะเล ชาวบ้านนิยมไปตกปลา นักท่องเที่ยวนิยมไปเดินชมวิวแต่ควรใช้ความระมัดระวังมากหน่อย บริเวณชุมชนปากน้ำชุมพรมีวัดสำคัญทั้งวัดปากน้ำชุมพรอายุมากกว่าร้อยปี ที่มีทั้งพระพุทธรูปอายุกว่าร้อยปี โบสถ์เก่าแก่ แลรอนพระพุทธบาทเขามัทรีที่เป็นจุดชมวิวปากน้ำชุมพรได้ด้วย ไม่เพียงเท่านั้นห่างออกจากชายฝั่งไปราว 500 เมตร มีเกาะเล็ก ๆ ชื่อ เกาะมัตโพน ที่ยามน้ำลงสามารถเดินข้ามไปได้ บนเกาะมีเจดีย์เล็ก ๆ อยู่บนยอดเขา 1 องค์เรียกกันว่า “มาลิกเจดีย์”

จากชุมพรขยับทริปต่อไปที่ “ตรัง” เมืองแห่งหมูย่างและรถหัวกบ เล่าขานกันว่าหมูย่างเมืองตรังมีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนในสมัยราชวงศ์ถัง เกิดจากการที่พ่อครัวในวังทำหมูตกเตาถ่านจนสุกและหนังไหม้ เมื่อได้ลองชิมก็พบว่ามีรสชาติอร่อย จึงได้นำมาพัฒนาเป็นเมนูหมูย่างและนำขึ้นถวายฮ่องเต้ ในยุคแรกถูกเรียกว่า หมูทอง ตามที่ฮ่องเตตั้งให้เพราะลักษณะของหนังที่มีสีเหลืองอร่ามดุจทองคำ จากจานโปรดฮ่องเต้ถูกขยายต่อมาถึงสามัญชน และเมื่อชาวจีนอพยพมายังประเทศไทยโดยเฉพาะในจังหวัดตรัง ก็ได้นำสูตรหมูย่างนี้มาเผยแพร่และปรับปรุงจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของเมืองตรัง

หมูที่ย่างทั้งตัวจนหนังกรอบเนื้อนุ่มฉ่ำออกรสหวานหอมเครื่องเทศ ชาวตรังมักทานแกล้มกับโกปี๊ กาแฟและอาหารเช้าแบบเมืองตรัง และด้วยเพราะชาวตรังให้ความสำคัญกับอาหารการกินไม่ว่าจะมื้อเช้า กลางวัน หรือเย็น หมู่ย่างจึงได้รับการยกขึ้นจัดเป็น “เทศกาลหมูย่าง” ด้วย นอกจากนี้ยังมีเทศกาลขนมเค้กขุกมิ่ง เค้กก้อนกลมมีรูปตรงกลางที่เป็นเอกลักษณ์ของเค้กเมืองตรังอีกอย่าง ยังไม่รวมขนมเปี๊ยะซอย 9 ที่ใคร ๆ มาต้องวนเข้าซอยไปซื้อกลับบ้าน บอกเลยว่านอกจากไส้เผือกเนื้อเนียนนุ่มละมุนแล้ว ยังมีไส้หมู่ย่างตรังที่ห้ามพลาดอีกอย่างด้วย

มาถึงตรังนอกจากจะตระเวินลิ้มลองอาหารหลากหลายทั้งคาวหวานแล้ว ลองหาเวลาไปเที่ยวชมเมืองในแบบย้อนยุคกับรถตุ๊กตุ๊กหัวกบ อีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองตรัง ตุ๊กตุ๊กหัวกบที่ว่านี้เริ่มนำเข้าจากญี่ปุ่นมาใช้ในไทยยุคจอมพลสฤษดิ์ ปี พ.ศ. 2502 ก่อนจะนำเข้าไปใช้ที่ตรังในปี พ.ศ. 2509 ที่ว่ากันว่าเป็นรถบรรทุกขนาดเล็กที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศที่สุด เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ที่มีควนหรือเนิน ทั้งยังมีตรอกซอกซอยเล็ก ๆ สามล้อหัวกบที่สามารถซอกแซกเข้าซอยนี้ออกซอยนู้นได้อย่างคล่องตัว จึงเหมาะสมที่สุดสำหรับการขนของและขนผู้คน โดยมีการต่อเติมหลังคาเพิ่มเติมเพื่อกันแดดกันฝน และวันนี้นี่คือพาหนะสุดคลาสสิกที่จะพานักท่องเที่ยววนรอบตัวเมืองตรัง

ลงต่อไปที่ “กระบี่” กับจุดหมายที่ไม่ใช่ที่เที่ยวยอดฮิตอย่างอ่าวนางหรือเกาะพีพี แต่เป็นวิถีชุมชนที่มุสลิม ไทยพุทธ และจีน อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ณ “บ้านหนองทะเล” หมู่บ้านที่ได้ชื่อมาจากหนางน้ำจืดขนาดใหญ่ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในจังหวัดกระบี่ ซึ่งทำหน้าที่ในการหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนที่อาศัยอยู่ ทั้งพืชพรรณอันอุดมสมบูรณ์และแหล่งอาหารใต้ผืนน้ำ ทั้งยังเป็นสนามเด็กเล่นขนาดใหญ่ไปในตัว แม้ช่วงหนึ่งหนองน้ำนี้จะถูกทิ้งร้างแต่ไม่นานมานี้ชุมชนได้รวมตัวกันเพื่อนฟื้นฟูให้หนองทะเลกลับมามีชีวิตอีกครั้ง พร้อมกับมอบหมายหน้าที่ใหม่ในการเป็นแหล่งท่องเที่ยว โดยมีกิจกรรมอย่างการล่องแพไม้ไผ่เป็นกิจกรรมยอดนิยม แนะนำให้ตื่นแต่เช้าไปล่องแพเพราะจะทำให้มีโอกาสได้ซึมซับบรรยากาศยามที่พระอาทิตย์กำลังจะโผล่พ้นขอบฟ้า พร้อมกับจิบกาแฟกับอาหารพื้นบ้านฝีมือแม่ครัวชุมชน ที่ไม่เพียงยังคงปรุงด้วยสูตรดั้งเดิม แต่ยังใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นด้วย หรือหากใครเรี่ยวแรงดีและชอบกิจกรรมแนวผจญภัย ที่นี่ก็มีเรือคายัคให้พายชมธรรมชาติของหนองทะเลได้ด้วย

ก่อนจะไปเดินชมความงดงามของ “ท่าปอมคลองสองน้ำ” ที่ว่าสองน้ำเพราะในช่วงน้ำทะเลหนุนน้ำในคลองที่ว่านี้จะกลายเป็นน้ำกร่อยและมีสีขุ่นขึ้น แต่เมื่อน้ำทะเลลดลงจะเหลือเพียงน้ำจืดสีฟ้าอมเขียว โดยมีต้นน้ำมาจากป่าพรุบนช่องเขาแก้ว ดังนั้หากอยากเห็นน้ำสีฟ้าใสควรมาในช่วงน้ำทะเลลง แล้วเดินชมความสวยงามไปตามทางเดินศึกษาธรรมชาติยาวประมาณ 700 เมตร ที่มีป่าดิบชื้น ป่าพรุ ลและป่าชายเลนให้ชม โดยบางจุดอนุญาตให้ลงเล่น้ำได้

วัจนันท์ ศิลปวรณ์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคใต้ ททท. กล่าวว่า โครงการ “ใต้ – ภาพ – เขียน” เป็นส่วนหนึ่งของการประชาสัมพันธ์เรื่องราวและอัตลักษณ์เสน่ห์ไทยภาคใต้ ทั้งในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตชุมชนที่มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ จุดประกายศักยภาพของคนรุ่นใหม่ให้ร่วมกันเผยแพร่สื่อสารความงดงามในมิติต่าง ๆ ของภาคใต้ ไปสู่สายตาและความสนใจของผู้คนทั้งในประเทศและต่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดย ททท. คาดหวังว่าโครงการนี้จะปักหมุดให้ภาคใต้เป็นจุดหมายในใจของกลุ่มผู้ที่รักการถ่ายภาพและนักท่องเที่ยวคุณภาพให้เดินทางเข้าสู่ภาคใต้อย่างต่อเนื่องต่อไป

ธนวัฒน์ สุโสภณกุล ฝ่ายเทคนิค บริษัท นิคอน เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เสริมว่า Nikon พร้อมสนับสนุนโครงการนี้ โดยนำเสนอเทคโนโลยีและอุปกรณ์ถ่ายภาพรุ่นใหม่ล่าสุด เพื่อสนับสนุนให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ปลดล็อคความคิดสร้างสรรค์ และเรียนรู้การใช้เครื่องมืออย่างเต็มศักยภาพในการบันทึกภาพนิ่งและวีดิโอคุณภาพสูง ที่จะสะท้อนถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างมีจิตสำนัก เพื่อให้เกิดพลังของการถ่ายภาพที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนกับเรื่องราวและสถานที่ที่สวยงามของภาคใต้ได้อย่างสร้างสรรค์

โครงการ “ใต้ ภาพ เขียน : Visual Storytelling #Season 2” จัดขึ้น 3 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 ในวันที่ 26-28 กรกฎาคม 2568 ณ จังหวัดชุมพร ครั้งที่ 2 ในวันที่ 23-24 สิงหาคม 2568 ณ จังหวัดตรัง และครั้งที่ 3 ในวันที่ 6-7 กันยายน 2568 ณ จังหวัดกระบี่ โดยมีผู้เชี่ยวชาญและวิทยากรกิตติมศักดิ์ร่วมเสริมสร้างองค์ความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม และจะนำผลงานจากการออกภาคสนามมาจัดนิทรรศการในวันที่ 15-21 กันยายน 2568 ณ หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร โดยจะพิจารณาคัดเลือกผลงานคุณภาพ เพื่อต่อยอดโดยส่งเข้าประกวดในเทศกาลสำคัญและเวทีระดับสากล ดูเพิ่มเติมที่ เพจเที่ยวใต้ by ททท. , FB: nikonthailand และ FB/IG/Line OA: EYE8CONTACT

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...