โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ส่องกองทุน EV เทรนด์แห่งอนาคต

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 มี.ค. 2565 เวลา 03.48 น. • เผยแพร่ 07 มี.ค. 2565 เวลา 00.18 น.

เทรนด์รักษ์โลก-สิ่งแวดล้อม ทำให้ถนนทุกสายมุ่งสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ขณะที่ในมุมของการจัดตั้งกองทุนรวม เพิ่งเริ่มมีกระแสในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

โดย “ชญานี จึงมานนท์” นักวิเคราะห์อาวุโส บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันกองทุนที่ลงทุนเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้ายังมีจำกัด ที่มีอยู่ก็จะลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก เช่น ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีน, ผู้ผลิตชิ้นส่วน/ส่วนประกอบสำหรับรถยนต์ EV, กองทุนรวม United Battery and EV Technology ของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี หรือกองทุนรวม SCB Electric Vehicles and Future Mobility ของ บลจ.ไทยพาณิชย์ ที่เป็นกองทุนเปิดใหม่ เป็นต้น

สำหรับกองทุนอื่น ๆ มักเป็นแบบธีมลงทุน (thematic fund) ที่อาจมีการลงทุนในธุรกิจรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์มากกว่า 10% และลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดไปพร้อม ๆ กัน

“กองทุนที่เกี่ยวกับแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ EV ทั่วโลก มักเป็นการลงทุนร่วมกับหุ้นเทคโนโลยี ทำให้ในช่วงที่ผ่านมามีผลตอบแทนติดลบ อย่างไรก็ดี ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายังคงมีพัฒนาการและศักยภาพการเติบโต ทั้งในส่วนของรถยนต์และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลหลายประเทศ”

ขณะที่ “ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์” นักกลยุทธ์การลงทุน บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า กระแสรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มบูมขึ้นมาเมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ในช่วงที่เกิดวิกฤตใหม่ ๆ ซึ่งคนเริ่มรู้สึกว่าอยากจะเปลี่ยนไปใช้พวกพลังงานทดแทนมากขึ้น จึงมีการจุดกระแสเรื่อง EV Car ขึ้นมา แต่มาปัจจุบันความคิดคนเริ่มเปลี่ยนไป บวกกับเจอปัญหาเรื่องเงินเฟ้อทำให้กระแสกองทุนลดน้อยลง

“ถามว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าอนาคตเรายังอยู่ในช่วงที่เงินเฟ้อไม่ลด รวมถึงราคาน้ำมันไม่ลดและมีการปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งถ้าจะให้ EV Car ชนะรถยนต์สันดาป ราคาน้ำมันคงต้องสูงกว่า 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล” ดร.จิติพลกล่าว

นอกจากนี้ สิ่งที่เห็นปัจจุบันคือวัฏจักรของผู้บริโภคอย่างของประเทศจีน เริ่มเห็นแล้วว่ารถยนต์ใหม่ส่วนใหญ่ที่ถูกซื้อจะเป็นรถยนต์ EV ประมาณ 10% ซึ่งคาดว่าจะเริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ปีละ 10% และยุโรปก็มีกฎเกณฑ์ที่บอกว่าจะเลิกผลิตรถยนต์สันดาปภายในปี 2573

เพราะฉะนั้น แนวโน้มการเติบโตในอนาคตพอมี แต่ต้องดูว่าการใช้รถยนต์ EV จะคุ้มค่ากว่าใช้รถยนต์สันดาปหรือไม่ ขณะที่ปัญหาของรถยนต์ EV คือการชาร์จและการเก็บพลังงาน ถ้าอนาคตมีการพัฒนาจุดนี้ก็จะเพิ่มความน่าสนใจได้มากขึ้น

“ที่ผ่านมากระแสกองทุน EV ก็ถือว่าค่อนข้างดีในช่วงประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 แต่พอมาครึ่งปีหลังช่วงที่เงินเฟ้อพุ่งขึ้น และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) บอกว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ก็เป็นจุดที่เข้ามากดดันกองทุนกลุ่มนี้ ซึ่งก็เป็นการลงทุนเกี่ยวกับอนาคตให้ปรับฐานลงมากันหมด ดังนั้นถ้าดูในระยะสั้น นักลงทุนยังให้ความสนใจอยู่ แต่เม็ดเงินลงทุนอาจลดน้อยลง” ดร.จิติพลกล่าว

“นันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า รถยนต์ EV มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการคาดการณ์ว่าปี 2583 ยอดขายรถยนต์ EV จะคิดเป็นสัดส่วนราว 55% ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด และมากกว่า 33% ของจำนวนรถยนต์ที่ใช้ทั่วโลกคือ รถยนต์ EV ประกอบกับการใช้แพลตฟอร์ม ride sharing อาจส่งผลให้การใช้รถยนต์ EV มีต้นทุนต่ำลงและสามารถแข่งขันได้ หากเทียบรถยนต์ที่ใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงปกติ (fossil)

“โดยจากปี 2558-2573 นักวิเคราะห์เชื่อว่าความต้องการแบตเตอรี่ลิเทียมทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 1,829% รวมไปถึงรายได้จากแร่ต่าง ๆ เช่น ลิเทียม ทองแดง ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน” นางนันท์มนัสกล่าว

เรียกได้ว่า กองทุนรถยนต์ EV น่าจะเป็นทิศทางการลงทุนแห่งอนาคต ที่ยังต้องอาศัยเวลาในการเติบโต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...