โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ประวัติย่อของ "อาเจะห์" เมืองท่า-ศูนย์กลางอิสลาม แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 07 ม.ค. 2565 เวลา 06.00 น. • เผยแพร่ 07 ม.ค. 2565 เวลา 04.30 น.
ภาพวาด บันดาอาเจะห์ (Banda Aceh) ราว ค.ศ. 1724-26

อาเจะห์ เป็นดินแดนส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือสุดของเกาะสุมาตรา มีเนื้อที่ 6,182.07 ตารางกิโลเมตร เต็มไปด้วยเทือกเขาใหญ่น้อย ที่ราบสูงบางแห่งสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 3,407 เมตร ชาวพื้นเมืองอาเจะห์เป็นชนเชื้อชาติ “มลายู” แต่มีผิวกายคล้ำกว่ากลุ่มอื่น ๆ เมืองหลวงชื่อ บันดาอาเจะห์ (Banda Aceh) ชื่อเดิมว่า กูตาราจา (Kutaraja) ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำกรูเอ็งอาเจะห์ (Krueng Aceh) ห่างจากทะเล 3 ไมล์

อาเจะห์มีความสำคัญมาแต่เดิมในฐานะเมืองท่าเรือนานาชาติ เคยเป็นรัฐหรืออาณาจักรอิสระที่มีอำนาจ มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจจากการเดินเรือและการค้าระหว่างประเทศ และได้ต่อสู้กับอำนาจจักรวรรดินิยมตะวันตกอย่างเข้มแข็งที่สุดติดต่อกันมาหลายยุคหลายสมัย ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ อาเจะห์เป็นศูนย์กลางศาสนาอิสลามทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออกมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16

ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 รัฐใหญ่น้อยต่าง ๆ ทางสุมาตราเหนือได้เปลี่ยนเป็นรัฐมุสลิม อาเจะห์ก็เช่นกัน มีต้นเค้าว่าเริ่มรับศาสนาอิสลามจากชวาในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 8 และได้สถาปนาการปกครองแบบมีสุลต่านขึ้นที่เมืองบันดาอาเจะห์ จากนั้นอาเจะห์ได้กลายเป็นจุดสำคัญของบริเวณหมู่เกาะของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 5 ศตวรรษ

ก่อนที่ประเทศตะวันตกจะขยายอำนาจเข้ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บรรดารัฐต่าง ๆ ทางคาบสมุทรมลายูและบริเวณหมู่เกาะอินเดียตะวันออกยอมรับว่าราชอาณาจักรอาเจะห์หรืออาจิน (Achin) เป็นศูนย์กลางของศาสนาและวัฒนธรรมอิสลามที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุดในเกาะสุมาตรา

อาเจะห์เริ่มมีอำนาจมากขึ้นในสมัยสุลต่านอาลี มูคายัต ซะห์ (Ali Mughayat Sjah ค.ศ. 1514-1530) ผู้ทรงนำอาเจะห์ให้เป็นผู้นำทางการเมืองแทนอาณาจักรมะละกา ซึ่งล่มสลายลงเนื่องจากถูกกองเรือโปรตุเกสโจมตีใน ค.ศ. 1501 อีก 10 ปีต่อมา สุลต่านพระองค์นี้ยังได้ทำสงครามต่อต้านโปรตุเกส ที่ขยายอำนาจบุกเข้ายึดเมืองปาไซ (Pasai) ซึ่งเป็นเมืองท่าทางฝั่งตะวันออกของสุมาตรา พระองค์สามารถต่อต้านโปรตุเกสและรบชนะรัฐอื่น ๆ ในสุมาตราเหนือ ทำให้อาณาจักรอาเจะห์มีอาณาเขตแผ่ไพศาล

ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา อาเจะห์ตั้งตัวเป็นผู้นำรัฐมุสลิมต่าง ๆ และเปิดฉากทำสงครามท้าทายอำนาจจักรวรรดินิยมตะวันตกอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานนับศตวรรษ นอกจากนี้ อาเจะห์ยังได้แผ่อำนาจและสร้างความเป็นปึกแผ่นของอาณาจักรด้วยการทำสงครามยึดรัฐพื้นเมืองต่าง ๆ ทางสุมาตราตะวันออก เช่น ปาไซ เปดีร์ และรัฐอื่น ๆ ทางสุมาตราเหนือ ตลอดจนเข้ายึดอำนาจรัฐสำคัญ ๆ ทางบริเวณคาบสมุทรมลายูด้วย

ประมุขของอาณาจักรอาเจะห์ ดังเช่นสุลต่านอาลาอุดดีน ริยัต ซะห์ อัลกาฮาร์ (Sultan Alauddin Riayat Sjah alKahar ค.ศ. 1537-1571) ทรงสร้างเสริมกำลังทหาร อาวุธ ยุทธภัณฑ์ เพื่อสร้างกองทัพอาเจะห์ให้แข็งแกร่ง โดยอาศัยความช่วยเหลือทางเทคนิคและทางด้านกำลังทหารจากสุลต่านแห่งออตโตมาน จักรพรรดิมคัลแห่งอินเดีย และประมุขอื่น ๆ ของอินเดียแถบตะวันตกฝั่งโคโรมันเดล เบงกอล และลังกา

หลังจากมะละกาตกเป็นของโปรตุเกสแล้ว พ่อค้าอินเดียจากคุชราต (Gujarat) ซึ่งเคยทำการค้าที่มะละกาต่างก็พากันย้ายถิ่นมารวมตัวค้าขายที่อาเจะห์ และด้วยความร่วมมืออย่างดีจากพ่อค้าคุชราต อาเจะห์ก็มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจนกลายเป็นศูนย์กลางการค้าทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบรรดาพ่อค้ามุสลิมจากดินแดนต่าง ๆ ทั่วโลกแทนที่มะละกา

ตลอดคริสต์ศตวรรษที่ 16 จนถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 อาเจะห์เป็นแหล่งค้าพริกไทย และผ้าอินเดียที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะอินเดียตะวันออก นอกจากนี้ อาเจะห์ยังเป็นศูนย์กลางการศึกษาและการเผยแผ่ศาสนาและวัฒนธรรมอิสลามที่เรืองอำนาจรัฐหนึ่งในจำนวนรัฐมุสลิมที่สำคัญของโลก 5 แห่ง รัฐอิสลามอีก 4 แห่ง คือ โมร็อกโก ตุรกี อิหร่าน และอินเดีย

ในบรรดาดินแดนมุสลิมทั่วโลก อาเจะห์เป็นดินแดนสำคัญแห่งหนึ่งที่มีความผูกพันกับศาสนาอิสลามอย่างเหนียวแน่น ชาวอาเจะห์ยอมรับอำนาจปกครองของกาหลิบหรือคอลีฟะห์ ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล ซึ่งเป็นผู้ปกครองสูงสุดของชาวมุสลิมทั่วโลก ในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาเจะห์มีบทบาทและสถานภาพเป็นแกนนำของชาวมุสลิมในฐานะเป็น “ประตูทางตะวันออกเปิดสู่นครเมกกะ” เป็นแหล่งการสร้างสรรค์วรรณกรรมอิสลามในภาษามลายู และเป็นที่ตั้งศาสนสถานอันเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่มุสลิม นักจาริกแสวงบุญลัทธิซูฟี (Sufism) ในศาสนาอิสลามก็ได้แพร่กระจายจากอาเจะห์ไปตามหมู่เกาะต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง

อาณาจักรอาเจะห์มีอำนาจสูงสุดในสมัยของสุลต่านอิสกันดาร์ มุดา (Iskandar Muda ค.ศ. 1607-1636) พระองค์ได้ขยายอำนาจรัฐอาเจะห์ไปยังดินแดนภายในเกาะสุมาตรา และข้ามไปยังดินแดนภายในคาบสมุทรมลายูบางส่วน เช่น รัฐยะโฮร์ และเประ นอกจากนี้ ยังทรงตั้งเป้าหมายที่จะสร้าง“บันดาอาเจะห์” ให้เป็นศูนย์รวมการค้าระหว่างประเทศทั้งหมดโดยพยายามทำลายศูนย์กลางการค้าของโปรตุเกสที่มะละกาบ่อยครั้ง

นอกจากนี้ ในสมัยสุลต่านอิสกันดาร์ มุดา ยังนับเป็นยุคทองของอาณาจักรอาเจะห์ ซึ่งเป็นที่ปรากฏชัดว่า เป็นเมืองท่าที่สำคัญที่สุดทางเอเชีย และมีการปกครองที่มั่นคง ขุนนางส่วนกลางที่ช่วยสุลต่านปกครองเรียกว่า “โอรังกายา” (Orang Kaya) และขุนนางส่วนท้องถิ่นเรียกว่า “อูลาบาลัง” (Ulabalang) เป็นพวกที่ได้รับการแบ่งสรรอำนาจปกครองตามท้องที่ต่างๆ อย่างอิสระ

อาณาจักรอาเจะห์เริ่มตกต่ำลงหลังจากฮอลันดา (ดัตช์) เข้าครอบครองมะละกาอย่างเด็ดขาดใน ค.ศ. 1641 อิทธิพลของฮอลันดาในดินแดนคาบสมุทรมลายูได้สั่นคลอนอำนาจของอาเจะห์ทั้งทางด้านการเมือง และเศรษฐกิจเป็นอันมาก กอปรกับความยุ่งเหยิงภายในอันเกิดจากพวกขุนนางส่วนท้องถิ่นท้าทายอำนาจของสุลต่าน ทำให้ฮอลันดาเข้าแทรกแซงโดยสนับสนุนเหล่าหัวหน้าพวกมินังกะเบา (Minangkabau) แถบชายฝั่งตะวันตกของสุมาตราให้แยกตัวเป็นอิสระจากอาณาจักรอาเจะห์

นอกจากนี้ รัฐทางคาบสมุทรมลายูซึ่งเป็นเมืองขึ้นของอาเจะห์ เช่น รัฐยะโฮร์ ก็พยายามที่จะแข่งขันชิงความเป็นผู้นำกับอาเจะห์โดยเป็นพันธมิตรร่วมมือกับฮอลันดาต่อต้านอาเจะห์ นอกจากอาเจะห์จะต้องแข่งขันอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจกับพวกเอเชียด้วยกันแล้ว ยังต้องแข่งขันกับอำนาจชาติตะวันตกชาติต่าง ๆ และได้รับผลกระทบจากการสร้างฐานอำนาจของอังกฤษที่ปีนังใน ค.ศ. 1786 และที่สิงคโปร์ใน ค.ศ. 1819

ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 อาณาจักรอาเจะห์เป็นเป้าหมายของการแข่งขันเพื่อแสวงหาอิทธิพลและผลประโยชน์ของอำนาจจักรวรรดินิยมตะวันตกทั้งหลาย ซึ่งพยายามเข้าแทรกแซงทางการเมืองภายใน ทำให้อาเจะห์ไม่อาจต้านทานอำนาจและรักษาผลประโยชน์ของตนไว้ได้ แม้ว่าสุลต่านแห่งอาเจะห์จะพยายามสร้างสัมพันธไมตรีกับประเทศตะวันตกเพื่อให้เกิดดุลอำนาจ แต่ความแตกแยกภายในอันเกิดจากการแย่งชิงผลประโยชน์และอำนาจในราชบัลลังก์ และการเข้าแทรกแซงของมหาอำนาจตะวันตก ทำให้สภาวะภายในอาเจะห์มีปัญหาซับซ้อนอยู่ในขั้นวิกฤต ประเทศจักรวรรดินิยมตะวันตกทั้งหลายจึงถือโอกาสแข่งกันตักตวงผลประโยชน์ในอาเจะห์ตามข้อตกลงที่ได้ทำไว้กับผู้นำอาเจะห์แต่ละฝ่ายที่ตนสนับสนุน

ผลของสนธิสัญญาอังกฤษ-ดัตซ์ ค.ศ. 1824 (Anglo-Dutch Treaty 1824) ทำให้อาเจะห์สามารถรักษาอิสรภาพอยู่ได้ชั่วระยะหนึ่ง แต่ก็ยังต้องเผชิญกับความพยายามสร้างอิทธิพลของฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1871 อีก และในปีนั้นเอง อังกฤษก็ทำสนธิสัญญากับฮอลันดา ยินยอมให้ฮอลันดามีอิทธิพลในอาเจะห์ เพื่อขจัดอิทธิพลของฝรั่งเศส

ในครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นเวลาที่ประเทศจักรวรรดินิยมตะวันตกทั้งหลายต่างก็พยายามขัดขวางกีดกันไม่ให้ผู้ใดมีอิทธิพลและผลประโยชน์ในอาเจะห์เกินหน้าซึ่งกันและกันได้ แต่ในที่สุดฮอลันดาก็เริ่มโจมตีอาเจะห์ เพื่อเข้ายึดครองเป็นอาณานิคม ใน ค.ศ. 1873 และสามารถยึดเมืองกูตาราจาได้ใน ค.ศ. 1877 แต่อาเจะห์ก็ยังต่อสู้กับฮอลันดาแบบกองโจรต่อไป จนถึง ค.ศ. 1903 สุลต่านแห่งอาเจะห์จึงได้ประกาศยอมจำนนต่อฮอลันดา แต่การสงครามก็หาได้ยุติไม่ ยังคงดำเนินต่อไปแบบกองโจรเพื่อต่อต้านฮอลันดาโดยตลอด

สงครามดังกล่าวทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ระหว่าง ค.ศ. 1905-1918 หลังจากนั้น อาเจะห์จึงกลับเข้าสู่ความสงบชั่วระยะสั้น ๆ ภายใต้การปกครองอาณานิคมของฮอลันดา และใน ค.ศ. 1942 พวก “อูลามา” หรือกลุ่มผู้นำศาสนาชาวอาเจะห์ขับไล่ฮอลันดาออกจากอาเจะห์ (ปัจจุบันมีการรวมตัวกันก่อตั้งเป็น “สมาคมอูลามาแห่งอาเจะห์” หรือ “กลุ่มผู้นำศาสนาอิสลามแห่งอาเจะห์” (All-Aceh Association of Ulama หรือ PUSA)]

เมื่อการปกครองอาณานิคมฮอลันดาสิ้นสุดลง อาเจะห์ก็ยังเป็นเขตที่มีการปฏิวัติต่อต้านการปกครองของรัฐบาลอินโดนีเซีย โดยมีพวกอูลามาเป็นแกนนำระหว่าง ค.ศ. 1953-1959

ตั้งแต่ ค.ศ. 1959 เป็นต้นมา อาเจะห์มีสภาพเป็น “เขตการปกครองพิเศษ” แม้ว่าต่อมาจะอยู่ภายใต้หลักการใหม่ซึ่งมุ่งรวมชาติอินโดนีเซียให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่อาเจะห์ก็ยังพิสูจน์ให้เห็นถึงความโดดเด่นแห่งตนด้วยการคงกองกำลังอิสลามฝ่ายค้านรัฐบาลกลางไว้อย่างเหนียวแน่น

อ่านเพิ่มเติม :

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “Aceh (ประวัติย่อของอาเจะห์)” เขียนโดย สุพรรณี กาญจนัษฐิติ ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับมีนาคม 2543

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 มกราคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...