'ชัชชาติ' เปิดใจ ไม่กังวล-อวยพร 'มติชน' ก้าวไปข้างหน้า เป็นหลักของสังคม
‘ชัชชาติ’ เปิดใจ ไม่กังวล-อวยพร ‘มติชน’ ก้าวไปข้างหน้า เป็นหลักของสังคม
เมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่โถงอาคารสำนักงาน บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) มีการจัดงานเนื่องในวันคล้ายวันเกิด 9 มกราคม 2521 ภายใต้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 โดยมีผู้บริหารในเครือมติชน นำโดย นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) ให้การต้อนรับ
บรรยากาศเมื่อเวลาราว 07.00 น. ผู้เดินทางร่วมอวยพรในโอกาสที่มติชนก้าวสู่ปีที่ 45 อย่างต่อเนื่อง
โดยเวลา 11.52 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินทางมาถึง ก่อนร่วมอวยพรมติชนว่า ก็ขออวยพรวันเกิดมติชน ซึ่งความจริงแล้วไม่ต้องอวยพร เพราะตนมองว่า ‘มติชน’ ที่ผ่านมา เข้มแข็งเป็นอย่างดี
“ขอให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เป็นหลักของสังคม ในการให้ความรู้ที่เป็นกลางและตรงไปตรงมา ผมว่าที่ผ่านมามติชนทำหน้าที่ได้ดี มติชนปรับตัวได้ดีจากสื่อที่เป็นอนาล็อก มาเป็นดิจิทัล เวลาดูข่าว เราก็ดูจากออนไลน์ ดูมติชนเป็นหลัก และเราเห็นหนังสือจำนวนมากที่พิมพ์ออกมาได้ดี เพิ่งได้อ่านไป 2 เล่มล่าสุด คือเรื่อง ทุน วัง คลัง (ศักดิ) นา : สมรภูมิเศรษฐกิจการเมืองไทย กับประชาธิปไตยที่ไม่ลงหลักปักฐาน ของ อภิชาต สถิตนิรามัย และเรื่อง The Great Remake สู่โลกใหม่ ของ ดร. สันติธาร เสถียรไทย
เป็นหนังสือที่ดี ผมว่าทุดคนควรจะอ่าน ท่านมีความรู้เยอะ เอาความรู้ ประสบการณ์ของท่านมาประมวล ถ้าอ่านผมว่าเราจะมีการคิดใหม่ในมุมมองที่เปลี่ยนไปจากเดิม ส่วนเล่ม ทุน วัง คลัง (ศักดิ) นา ก็น่าสนใจ คือตอนเรามาทำนโยบาย กทม. นโยบายใหญ่ก็คือเรื่องความเหลื่อมล้ำ หนังสือเล่มนี้อธิบายว่าความเหลื่อมล้ำเกิดจากอะไร ซึ่งบางทีเรานึกไม่ถึงว่ามันลึกล้ำ มันมีผล ต่อ Political Economy เศรษฐศาสตร์กับการเมือง คือเรื่องเดียวกัน หลายอย่างมาจากเรื่องเศรษฐศาสตร์ แล้วก็เป็นต้นกำเนิดของความเหลื่อมล้ำ เป็นหนังสือที่น่าสนใจ อ่านแล้วอเมซิ่งทั้ง 2 เล่ม ขอบคุณมติชนที่มีผลงานดีๆ มาให้พวกเราอ่าน และก็ขอให้มีเรื่อยๆ ต่อไป” นายชัชชาติกล่าว และว่า
“ผมว่าสังคมจะเคลื่อนได้ด้วยองค์ความรู้ มติชนคือผู้ให้องค์ความรู้แก่สังคม ก็ขอให้อยู่ไปเรื่อยๆ อายุ 100- 200 ปี ก็อยู่คู่กันไป ตอนนี้เป็นวัยฉกรรจ์ ไม่แก่ อย่าให้แก่ ก้าวต่อไปเรื่อยๆ” นายชัชชาติกล่าว
เมื่อถามถึงความกังวลในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวัน-เวลาที่ยังไม่มีความชัดเจนจนถึงตอนนี้ ?
นายชัชชาติเปิดเผยว่า ส่วนตัวไม่ได้กังวลอะไร เพราะไม่ได้รับผลกระทบอะไรมาก ตนก็รอมา 2 ปีกว่า เป็นห่วงประชาชนมากกว่า ที่ผ่านมาไม่ได้เลือกตั้งผู้ว่า กทม. มา 8 ปีแล้ว ท่านผู้ว่าก็อยู่ในตำแหน่งมา 5 ปีกว่าแล้ว รวมถึง สภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นตัวแทนเส้นเลือดฝอย และเราไม่ได้เลือก ส.ก. มาเกือบ 12 ปี พอเราขาดตัวแทนที่เป็นประชาธิปไตยคนที่ดูแลทุกข์สุขชาวบ้าน จะไม่มี ส่วนตัวผมไม่มีปัญหาอะไร กังวลเรื่องตัวแทนของประชาชน
นายชัชชาติยังวิเคราะห์ถึงสาเหตุของการที่ไม่ได้กำหนดวันเวลาที่ชัดเจนในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ว่า ตนมองว่าเป็นอำนาจของมาตรา 44 ซึ่งให้อำนาจคณะรัฐมตรี (ครม.) ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ ครม. ตนไม่ทราบสาเหตุว่ายังไม่กำหนดวันเพราะอะไร
เมื่อถามว่า ได้มองเรื่องความได้เปรียบ-เสียเปรียบหรือไม่ ?
นายชัชชาติเผยว่า อันนี้ตนไม่ทราบ คงมีหลายปัจจัย ทั้ง เรื่องโควิด-19 การเลือกตั้งอื่นที่มาขั้น เราคาดเดาไม่ได้ ไม่มีประโยชน์ที่จะคาดเดา แล้วแต่คนจะวิเคราะห์ไปเอง
เมื่อกล่าวถึงนิด้าโพล ว่าในโพลหลายชุดที่ผ่านมา คุณชัชชาติยังมีคะแนนนำอยู่ ?
นายชัชชาติกล่าวว่า โพลก็เป็นกำลังใจให้เรา แต่เราก็ไปยึดมั่นอะไรมากไม่ได้ เพราะเปลี่ยนได้ตลอด ผู้สมัครหลายพรรคยังไม่ได้ประกาศตัวออกมา อย่างก้าวไกล ไทยสร้างไทย พลังประชารัฐ
“ผมว่ารอให้ผู้สมัครประกาศชัดดีกว่า โพลไม่ได้มีความหมายมาก แต่โพลก็เป็นกำลังใจว่า อย่างน้อยเราไม่ได้มาผิดทาง”
ถามว่า รู้สึกอย่างไรบ้างที่ขณะนี้เริ่มมีการเปิดหน้าผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม.ประเมินอย่างไร ?
นายชัชชาติชี้ว่า ยิ่งเปิดยิ่งดี เพราะคึกคักขึ้น ก็เริ่มประกาศออกมา หลายตัวเลือกยิ่งดี ยิ่งทำให้บรรยากาศเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ
มีการวิเคราะห์ว่า พรรคฝ่ายประชาธิปไตยจะตัดคะแนนกันเอง ?
นายชัชชาติกล่าวว่า ตนมองว่า ทุกพรรคก็ตัดคะแนนกันอยู่แล้ว เพราะ 1 คนเลือกได้ 1 ผู้ว่าฯ
“อย่าไปกังวล คิดไปตรงๆ อย่าไปคิดว่าใครตัดใคร สุดท้ายใครได้ตามกฎ ก็เป็นผู้ว่าฯ ที่เหลือก็ช่วยงาน หรือเสนอความเห็นกันได้” นายชัชชาติกล่าว
เมื่อถามถึงจุดแข็งของตน ?
นายชัชชาติระบุว่า คือ 1.ความสม่ำเสมอ
“เราลงพื้นที่ต่อเนื่อง เห็นปัญหาชัดเจน เป็นความจริง (Realistic) คงจะตอบปัญหาจริงๆ คืดว่านี่คือจุดแข็งแรง”
2.การยืนเป็นอิสระ ซึ่งผมว่ามันช่วย 2 ปีมานี้ มีคนมาช่วยจำนวนมาก ที่บางทีเขาอาจจะเบื่อการเมืองใหญ่ เบื่อความขัดแย้งระหว่างพรรค ซึ่งบางทีท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องใหญ่มาก มันคือการรับใช้ประชาชนในพื้นที่ ความขัดแย้งในการเมืองใหญ่ไม่จำเป็นต้องลงมาถึงการเมืองระดับท้องถิ่น
เมื่อถามถึงการประกาศวิสัยทัศน์ และการวางคัตเอาต์ของผู้สมัครบางราย มองอย่างไร ?
นายชัชชาติกล่าวว่า มันทำให้คนรู้สึกว่า พอเห็นคัตเอาต์การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ทำให้นึกถึงการเลือกตั้ง จะเป็นการกดดันให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเร็วขึ้น
“การมีคัตเอาต์ทำให้บรรยากาศคึกคักขึ้น แต่เราเป็นอิสระ ไม่ได้มีทรัพยากรที่จะไปติดป้ายอะไร การติดป้าย เราก็ทำแนวเดิมของเรา ก็เป็นการเตือนคนว่าจะมีการเลือกตั้งแล้ว ผมว่าเป็นสิ่งที่ดี” นายชัชชาติเผย
เมื่อถามถึงมุมมองว่า เวลาที่ไม่แน่นอน ทอดยาวไปเรื่อยๆ ถือเป็นความได้เปรียบ หรือเสียเปรียบสำหรับคุณชัชชาติหรือไม่ ?
นายชัชชาติกล่าวว่า มีทั้งได้เปรียบ และเสียเปรียบ ความได้เปรียบก็คงได้ เพราะว่าเรายืนมานาน ไม่ได้กังวลอะไร ส่วนเสียเปรียบ เราก็เหนื่อยเหมือนกัน การที่ลากมา 2 ปีกว่า อาสาสมัครก็ต้องไปทำงาน คือเราไม่ได้มีทุนไปจ้างเขาเป็นประจำ แต่ที่น่าสนใจ อย่าลืมว่าทุกปีเรามีคนอายุ 18 ปี เลือกตั้งได้ขึ้นมาอีก 60,000 คนในกรุงเทพฯ ถ้าในประเทศเพิ่มขึ้น 6 ปี เกือบ 400,000 คน คราวที่แล้วผู้ว่าแพ้กันแค่ 200,000 คะแนน ยิ่งทิ้งเวลานานไป พรรคที่เอาชนะใจคนรุ่นใหม่ได้ น่าจะได้เปรียบ อยู่ที่นโยบาย
คิดว่าครองใจคนกลุ่มไหน ?
นายชัชชาติกล่าวว่า ตนต้องเอาทุกกลุ่ม นโยบายของเราคือ ‘กรุงเทพต้องเป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน’ เราต้องมีคำตอบสำหรับทุกเจน คนถามเสมอว่าอะไรคือปัญหาของ กทม. กทม.มีปัญหาเป็น 100 เรื่อง แต่ละกลุ่มก็มมีปัญหาต่างกันไป เราต้องออกนโยบายที่สนองทุกกลุ่มได้
เมื่อถามถึงความเห็นที่ว่า งบประมาณ กทม. เปลี่ยนแปลง กทม. ไม่ได้มากเท่าที่คิด ?
นายชัชชาติ เปิดเผยว่า ต้องยอมรับก่อนว่า กฎหมายที่เป็นเงื่อนไขนั้น เราไปพร่ำบ่นไม่ได้ เพราะเป็นกฎหมายใหญ่ที่มาจากสภา แค่เราปรับมายด์เซต เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง ทำโครงการเส้นเลือดฝอย งบประมาณเผลอๆ ใช้น้อยลงด้วย อย่าไปกังวลเรื่องเงื่อนไข ต้องยอมรับก่อน
“แต่ผมเชื่อว่าเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้ แค่เปลี่ยนมายเซต เป้าหมาย โฟกัสคนตัวเล็กตัวน้อยให้มากขึ้น”
ถามต่อว่า นับจากนี้จะมีอะไรเป็นพลุ หรือเป็นกระแสหรือไม่ ?
นายชัชชาติกล่าวว่า เป็นพลุก็ไม่ค่อยดี เพราะพลุก็วูบหายไป ตนว่าเราอาศัยความอึดลงพื้นที่ดูปัญหา
“ผมวิ่งมาราธอน ไม่ใช่วิ่ง 1000 เมตร อาศัยยืนระยะ ทำต่อเนื่อง พลุไม่ได้ระยะยาว เราทำแต่ละพื้นที่ดีกว่า” นายชัชชาติกล่าว
เมื่อถามถึงเขตที่สำคัญอย่าง ‘หลักสี่’ ว่า ถ้าแพ้-ชนะ จะสามารถบ่งบอกอะไรได้หรือไม่ ?
นายชัชชาติกล่าวว่า คิดว่าหลักสี่ก็เป็นหนึ่งใน 50 เขต แต่คงไม่ได้บอกทั้งหมดของ กทม. ในมิติผู้ว่าฯ แต่ก็คงบอกความนิยมของพรรค และเชิงนโยบายได้ ไม่ได้เป็นตัวแทนของทั้งกรุงเทพฯ เพราะกรุงเทพฯ มีหลายบริบท ทั้งชานเมือง ชั้นใน หลักสี่ก็อาจเป็นตัวแทนกึ่งๆ ระหว่างชั้นใน กับชั้นนอก
“ผมสบายใจตลอด ไม่ได้กังวลอะไร เป็นเรื่องของตัวบุคคลได้ ฝ่ายรัฐบาลชนะ ผมก็ใจชื้นที่ว่า อาจเลือกตั้งเร็วขึ้น” นายชัชชาติกล่าว
เมื่อถามถึงการเปิดตัวทีมงาน นายชัชชาติเปิดเผยว่า จะค่อยๆ ทยอยเปิดไปเรื่อยๆ
“เรามีอยู่ค่อนข้างเยอะ แต่ไม่ต้องรีบ ค่อยๆ ไป” นายชัชชาติกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บรรยากาศในช่วงเวลาประมาณ 13.00 น. มีบุคคลสำคัญร่วมอวยพรวันเกิดมติชนไม่ขาดสาย โดยเฉพาะบุคลากรจากหน่วยงานกระทรวงยุติธรรม อาทิ นายพศวัจณ์ กนกนาก ประธานศาลอุทธรณ์, นายสรศักดิ์ จันเกษม ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 7, นายสุรินทร์ ชลพัฒนา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาพระโขนง, นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม, นายธีรทัย เจริญวงศ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฎีกา, นายสรวิศ ลิมปรังษี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา โฆษกศาลยุติธรรม, นายอัครพันธ์ สัปปพันธ์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา, นายเดชา อุบลพงษ์ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งรองเลขานุการศาลอุทธรณ์, นายทรงเดช บุญธรรม เลขานุการศาลอาญาพระโขนง, นางเพ็ญวิภา ลอยกุลนันท์ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำกองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ประจำสำนักประธานศาลฎีกา และนางภัสราภรณ์ ปัญญา ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาลอุทธรณ์
ทั้งนี้ ระหว่างเวลา 13.00 – 16.00 น. มีผู้บริหารจากองค์กร หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เดินทางมามอบดอกไม้ กล่าวแสดงความยินดีกับขวบปีที่ 45 ของมติชน อย่างต่อเนื่อง อาทิ นายณัฐวุฒิ ปิ่นทองคำ ผู้อำนวยฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร กลุ่มบริษัทเบญจจินดา, นายธิติ พฤกษ์ชะอุ่ม กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์สปอร์ต กรุ๊ป จำกัด, นางกันตลักษณ์ หงส์ลดารมภ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด โรงพยาบาลนวเวช ส่งคณะตัวแทนมอบกระเช้า, น.ส.พรรณิภา ธัญทวีวรรณ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานฝ่ายขายและการตลาด (CMO) บริษัท วีบียอนด์ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด, นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด, น.ส.จารุรัตน์ มั่นเจริญศิริ ผู้จัดการส่วนสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), น.ส.ปนัดดา ฤทธิ์เรืองเดช ผู้อำนวยการแผนกประชาสัมพันธ์ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด, นายสุรพล แน่งน้อย ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)
นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน), นายพีระพล ทยานุวัฒน์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาดและฝ่ายจัดซื้อ บริษัท แกรนด์โฮมมาร์ท จำกัด, น.ส.ปณีตา มาลัยวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน), นายพัชรร์พล ประทีปรัตนากร เจ้าหน้าที่อาวุโสงานสื่อสารองค์กร บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), ดร.โชคชัย เอี่ยมฤทธิไกร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ไปจนถึง คณะตัวแทนจากบริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน), คณะตัวแทนจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช