โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ถ้าไหนๆ จะ ‘ล้อมคอก’ เมื่อวัวหายแล้ว...

MATICHON ONLINE

อัพเดต 01 พ.ย. 2566 เวลา 06.14 น. • เผยแพร่ 01 พ.ย. 2566 เวลา 05.45 น.

เมื่อราวกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้มีข่าวน่าสลด ที่นักเรียนหญิง ม.6 คนหนึ่งตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลงเนื่องจากความเครียดและเสียใจที่ถูกฉ้อโกงจากการสั่งซื้อโทรศัพท์สมาร์ทโฟนจากร้านค้าออนไลน์บนFacebook

แม้ว่าในที่สุดจนถึงขณะนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถจับเครือข่ายฉ้อโกงรายนี้ได้แล้วราว4-5 คน ซึ่งเป็นคนที่รับจ้างเปิดบัญชีม้าและคนที่ไปกดเงิน แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าสามารถสาวไปถึง“ตัวการใหญ่” หรือ“เจ้าของร้าน” นี้ได้หรือไม่ แต่เรื่องที่น่าเศร้าเพิ่มเติมที่ได้พบจากการค้นหาความคืบหน้าของคดีนี้ คือ ก่อนหน้านี้ มีเด็กวัยรุ่นอีกหลายรายที่ถูกหลอกลวงในลักษณะนี้อีกหลายคดี ที่ถึงกับเสียชีวิตไปก็มี

ล่าสุดก่อนหน้า เดือนมกราคมปีนี้ นักเรียนชายอายุ15 ปี นักเรียนชั้น ม.3 จาก จ.นนทบุรี ถูกเพจในFacebook หลอกให้ลงเงินไปลงทุนโดยให้โอนเงิน จนตัดสินใจฆ่าตัวตายเช่นเดียวกับกรณีนักเรียนหญิงข้างต้น หรือเมื่อสองปีที่แล้ว ในเดือนกันยายน2564 นักเรียนชายอายุ14 ปีนักเรียนชั้น ม.2 ถูกหลอกขายโทรศัพท์สมาร์ทโฟนลักษณะเดียวกัน จนเครียดและเสียชีวิตเนื่องจากเส้นเลือดในสมองแตก

นอกจากนี้ ก็มีอีกหลายกรณีที่มีการแจ้งความดำเนินคดีหรือร้องเรียน แต่คดีเหล่านั้นก็ยังไม่ปรากฏผลคดีให้ติดตามต่อ

ทั้งหมดนี้ชี้ให้เราเห็นว่า ปัญหาเรื่องนี้มีมานานแล้วอย่างเรื้อรัง แม้รัฐจะพยายามมีมาตรการหลายอย่างที่อาจจะมองว่าเป็นการป้องกันแล้ว อย่างน้อยคือมีการตราพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 เพื่อเอาผิดผู้ยินยอมเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากและบรรดาบัตรและบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ(บัญชีม้า) หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้หรือยืมใช้เลขหมายโทรศัพท์สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่(เบอร์ม้า) ในการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีในรูปแบบต่างๆ รวมถึงกำหนดโทษสำหรับผู้ที่เป็นธุระจัดหา โฆษณา เพื่อให้มีการนำบัญชีม้าหรือเบอร์ม้าไปให้ผู้อื่นใช้ได้โดยทุจริต ต้องมีโทษอาญาหนักเบาตามแต่พฤติการณ์ รวมถึงมาตรการที่กำหนดให้ผู้เสียหายสามารถติดต่อกับธนาคารเพื่อขอให้ระงับธุรกรรมที่น่าจะเป็นการหลอกลวงได้ภายใน24 ชั่วโมง

แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นมาตรการภายหลังจากที่ความเสียหายเกิดขึ้น โดยมีผู้ถูกหลอกลวงและมีการโอนเงินเข้าให้แล้ว ซึ่งแม้อาจจะบรรเทาความเสียหายบ้าง และอาจจะพอดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องได้ แต่ก็เป็นการดำเนินการกับ“ปลายทาง” และ“กลางทาง” เท่าที่จะมีหลักฐานชี้ไปหรือสาวถึงได้ แต่ว่า“ต้นทาง” นั้นก็ยังลอยนวลอยู่

แล้วต้นเหตุของเรื่องนี้คืออะไร

ตามข้อเท็จจริงจากแต่ละกรณี การหลอกลวงนี้ หากไม่นับกรณีของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนใหญ่จะเป็นการถูกหลอกลวงผ่านทางแพลตฟอร์มFacebook ที่ดำเนินการโดยบริษัทMETA

รูปแบบการหลอกลวงผ่านช่องทางFacebook ที่พบเจอกันบ่อยๆ นอกจากการตั้งร้านค้าออนไลน์ปลอมที่หลอกกันดื้อๆ คือให้โอนเงินแล้วไม่ส่งของให้แล้วยังหลอกล่อให้โอนเงินกลับมาเพื่อให้ได้เงินคืน เช่นกรณีที่เด็กนักเรียนหญิงตามข่าวตกเป็นเหยื่อแล้ว ก็ยังมีอีกหลายรูปแบบ เช่น การปลอมแปลงเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงทางด้านธุรกิจของประเทศไทย หรือปลอมเป็นองค์กรธุรกิจยักษ์ใหญ่ โดยอ้างว่ากำลังระดมทุนและสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนล่อใจ กรณีนี้ยังรวมถึงการสร้างเพจปลอมเป็นชื่อนักลงทุนผู้มีชื่อเสียง หลอกล่อให้ผู้ที่หลงเชื่อเข้าไปติดตามในกลุ่มLINE เพื่อหลอกให้โอนเงินหรือให้คลิกลิงก์ดูดเงินจากธนาคารได้

การหลอกลวงของมิจฉาชีพนั้นบางครั้งก็มีเป้าหมายเป็นเจ้าของเพจต่างๆ ในFacebook โดยหลอกให้คลิกลิงก์ปลอมเพื่อขโมยLogin และPassword ที่จะทำให้สามารถยึดเพจไปใช้ในทางทุจริตได้ หรือล่าสุดที่มีการเตือนภัยกันในหมู่ผู้ขายของออนไลน์ตัวจริง ที่ถูกมิจฉาชีพติดต่อมาว่าจะขอรับสินค้าไปขาย แต่ขอให้ไปกรอกรายละเอียดในลิงก์ที่ส่งมา ซึ่งโชคดีว่าผู้ที่ได้รับข้อความนึกเอะใจสงสัยเพราะข้อมูลที่ต้องกรอกนั้นมีทั้งเลขบัญชีและรหัสบัญชีอื่นๆ ที่น่าสงสัย

นอกจากนี้ ก็มีการหลอกลวงในรูปแบบของการหลอกลวงขายสินค้าไม่มีคุณภาพ แต่ปลอมเป็นสินค้าGadget หรือเครื่องเสียง ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยม โดยเพจพวกนี้จะมีวิธีการหลอกขายเช่น“ไปต่อคิวที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดัง เพื่อรอคิวซื้อของยี่ห้อXXX แต่รู้สึกโง่มาก เพราะมารู้ว่าขายออนไลน์ในราคา999 บาทเท่านั้น” หรือไม่ก็โพสต์ลักษณะที่ว่า บริษัทผู้ผลิตสินค้าดังกล่าวจะเลิกกิจการในประเทศไทยจึงขายล้างสต๊อก จึงนำมาขายในราคาพิเศษ ฯลฯ ซึ่งเมื่อมีผู้หลงเชื่อซื้อ ถ้าไม่ได้สินค้าไปเลย ก็จะได้สินค้าปลอมคุณภาพต่ำไปเป็นขยะที่บ้าน

ล่าสุดที่ได้พบ คือการปลอมเป็นเพจอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงออนไลน์ ขอให้ผู้ตกเป็นเหยื่อติดต่อแจ้งข้อมูลโดยคลิกที่ลิงก์ต่อไปนี้ ด้วยการใช้ถ้อยคำที่เห็นมาตั้งแต่ไกลก็รู้ว่าปลอม คือทั้งรูปเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของไทย แถมชื่อหน่วยงานอย่าง“สภาทนายความ” ก็เป็น“สหภาพทนาย”

ผลร้ายจากการปล่อยปละให้มีเพจปลอมและมิจฉาชีพเกลื่อนในระบบ รวมถึงสามารถยิงโฆษณาไปยังผู้ใช้งานได้เป็นวงกว้าง ที่ถ้าเพียงหาเหยื่อได้สัก10 คน ใน10,000 คนที่อัดโฆษณาไปแล้วก็ยังกำไรอยู่ นอกจากจะส่งผลร้ายต่อผู้ที่ถูกหลอกลวงเป็นรายบุคคลแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อผู้ค้าออนไลน์ที่ค้าขายบนช่องทางที่ถูกต้องหรือสุจริตด้วย

บางรายถูกแอบอ้างชื่อร้าน หรือขโมยรูปของร้านไปใช้แอบอ้างหลอกลวง เช่นกรณีของร้านโทรศัพท์ที่ถูกนำภาพไปแอบอ้างในกรณีของนักเรียนหญิง ม.6 แต่นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการซื้อของออนไลน์ที่ทำตลาดโดยถูกต้องผ่านทางแพลตฟอร์มนี้ด้วย เพราะบางคนหลังจากถูกหลอกลวงจากการซื้อสินค้าไม่มีคุณภาพจากเพจปลอมหรือพวกมิจฉาชีพเหล่านี้แล้ว พาให้ไม่กล้าซื้อผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่โฆษณาหรือทำตลาดทางFacebook ไปเลย ทั้งๆ ที่เป็นของดีมีคุณภาพ แต่ขายถูกได้เพราะลดต้นทุนหน้าร้านและเน้นการทำตลาดออนไลน์ ก็ถูกเหมาว่าเป็น“มิจฉาชีพ” ไปด้วยอย่างไม่เป็นธรรม

แม้กลไกของFacebook จะมีระบบให้ผู้ใช้งานสามารถแจ้งรายงานเพจปลอมหรือมิจฉาชีพได้ แต่ก็ปรากฏว่าระบบการรับเรื่องร้องเรียนนี้กลับใช้กลไกAI ที่มีความฉลาดน้อยจนการแจ้งไปนั้นไม่เกิดผลใดๆ หนำซ้ำยังตอบกลับมาว่า“ได้ตรวจสอบโฆษณาดังกล่าวแล้ว เราตัดสินใจไม่ลบโฆษณา เนื่องจากไม่ขัดต่อกฎของชุมชน หากท่านไม่ชอบ ก็ขอให้บล็อกไปอย่าไปดู” ให้เจ็บใจอีกต่างหาก

หรือแม้มีกรณีที่อาจจะพอตรวจจับได้ เช่นการปลอมแปลงเป็นกิจการหรือธุรกิจใหญ่ หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงจริงๆ อยู่บ้าง จนถูกระงับโฆษณา แต่ไม่ช้ามิจฉาชีพก็เรียนรู้ที่จะพลิกแพลงหนีได้อย่างไม่ยากเย็น เช่นถ้าแปลงเป็นนักลงทุนชื่อดังที่มีชื่อเสียงนั้นถูกจับได้ว่าเป็นเพจปลอม แต่ถ้ามิจฉาชีพตั้งชื่อว่าเป็นเพจของเซียนหุ้นโนเนมสักคน แม้จะใช้ข้อความเดียวกับข้อความที่เคยถูกจับได้และลบออก แต่ทางระบบของFacebook ก็จะตีความว่าไม่เป็นการละเมิดต่อกติกาการใช้งานและชุมชน

การแพร่ระบาดโดยขาดการควบคุมนี้ทำให้มีผู้ตั้งข้อสังเกตหรือคิดไปได้ว่าFacebook จงใจปล่อยปละละเลยเพจปลอมหรือเพจมิจฉาชีพเหล่านี้ เพียงเพราะหวังรายได้จากการโฆษณาและไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ก็ไม่ทราบ

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนทั่วไปหรือปัจเจกชนแต่ละคนจะสามารถแก้ไขได้ อาจจะต้องเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องเข้ามาช่วย“ล้อมรั้ว” ตั้งแต่ต้นเหตุทางนี้ด้วย

เมื่อพิจารณาจากพันธกิจของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ข้อที่หนึ่งในตอนท้ายที่ว่า“…สร้างความเชื่อมั่นในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมั่นคงปลอดภัย…” แล้ว จะเป็นไปได้หรือไม่ที่กระทรวงดังกล่าวจะรับเป็น“เจ้าภาพ” ในเรื่องนี้

อย่างน้อยอาจจะต้องเรียกผู้รับผิดชอบในประเทศไทยของแพลตฟอร์มดังกล่าวมาคุยว่าฝ่ายนั้นจะอ้างว่าตนเองเป็นแค่สื่อกลาง รับแต่ประโยชน์ค่าโฆษณาโดยไม่พยายามกลั่นกรองป้องกันแล้วจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ ที่เกิดต่อเศรษฐกิจและสังคมเลยเช่นนี้ไม่ได้

ถ้าจะบอกว่าเรื่องนี้อยู่นอกเหนืออำนาจรัฐ ก็อาจจะพิจารณาว่าในครั้งที่บริการPaypal เคยต้องพักการดำเนินกิจการในส่วนของประเทศไทยไปช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อบังคับให้ผู้ใช้ที่จะรับโอนเงินจากต่างประเทศได้ ต้องมีบัญชีธุรกิจที่มีการยืนยันตัวตนจากผู้ประกอบการ ว่าเป็นบริษัทที่มีการจดแจ้ง มีสถานที่ตั้งประกอบการชัดเจน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรการเกี่ยวกับกฎหมายป้องกันการฟอกเงินของไทยและสากล แต่ในที่สุดจากการเจรจากันหลายฝ่ายก็ทำให้Paypal ปรับลดมาตรฐานลงเหลือเพียงการยืนยันตนผ่านบริการยืนยันตัวตนรูปแบบดิจิทัล(National Digital ID – NDID) ตามกฎหมายของประเทศไทยในที่สุด

ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่า การ“บังคับ” ให้กิจการแพลตฟอร์มของต่างประเทศต้องเคารพกฎหมายไทย และมีมาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมนั้นเอาเข้าจริงก็เป็นเรื่องที่กระทำได้ ถ้าตั้งใจ หรือมีความจริงใจที่จะทำ

ในขั้นต้นอาจจะหามาตรการว่าผู้ที่จะมีสิทธิซื้อหรือยิงโฆษณาได้จะต้องเป็นผู้ที่ยืนยันตัวตนได้อย่างชัดเจน หรือถ้าเป็นโฆษณาที่มีลักษณะเป็นการโฆษณาซื้อขายสินค้าหรือชักชวนลงทุน ผู้โฆษณาจะต้องมีหลักฐานหรือจดแจ้งว่าเป็นผู้ประกอบการที่มีตัวตนจริง จึงจะมีสิทธิในการซื้อและยิงโฆษณาได้ ก็น่าจะเป็นการลดปัญหาต้นทางจากโฆษณาหลอกลวงหรือมิจฉาชีพไปได้

จริงอยู่ที่ปัญหาเรื่องโฆษณาหลอกลวงทั้งหมดที่กล่าวมานี้ สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์หรือเฉลียวใจอยู่บ้างและตรวจสอบก็จะเห็นได้ว่าเป็นเพจปลอมหรือพอจะระมัดระวังตัวได้ เช่นถ้าแอบอ้างเป็นนักลงทุนชื่อดังของประเทศไทย แต่มีผู้ติดตามเพียงไม่กี่ร้อยคน ไม่มีโพสต์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีก หรือโฆษณาหลอกลวงขายของที่เห็นภาพประกอบก็รู้แล้วว่าไม่ใช่ประเทศไทย ก็อาจจะไม่หลงกล แต่เช่นนี้ก็เท่ากับเป็นการผลักภาระให้ผู้ใช้งานต้องเป็นฝ่ายระวังตัวกันเอง พลาดเมื่อไรก็โดนกันไปตามยถากรรม

ในที่สุดถ้ามันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ แพลตฟอร์มนี้ก็จะเต็มไปด้วยมิจฉาชีพที่ผู้ใช้งานต้องคอยระวังตัวเองตลอดเวลาแบบตัวใครตัวมัน เหมือนเดินเข้าไปในตรอกโจรที่อาจถูกปล้นจี้เมื่อไรก็ได้ ในที่สุดแพลตฟอร์มก็อาจจะตายไปเองเพราะไม่มีใครกล้าใช้งาน หรือต่อให้ใช้งานก็ระมัดระวังว่าอย่าไปซื้ออะไรหรือโอนเงินอะไรในแพลตฟอร์มนี้อย่างสุ่มสี่สุ่มห้า ในที่สุดก็จะไม่เหลือผู้ใช้งานหรือไม่มีผู้ใช้งานหน้าใหม่ รวมถึงไม่มีใครยอมจ่ายเงินซื้อโฆษณาเพราะซื้อไปก็ไม่คุ้มเพราะคนไม่มั่นใจเสียแล้ว ถึงตอนนั้นทางแพลตฟอร์มก็อาจจะตื่นขึ้นมาหาทางล้อมคอกเองก็ได้เพราะกลัวจะเสียผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น จะมีหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ไปเพื่ออะไรกัน

แม้“วัวหาย” แล้วค่อยมา“ล้อมคอก” ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องแย่ ถ้าในที่สุดมันนำไปสู่การตรวจตราล้อมคอกที่ถูกจุด เพื่อจะไม่มีวัวของใครถูกลักไปได้อีกไม่ว่าจะมีประสบการณ์หรือความรู้เท่าทันโลกออนไลน์มากน้อยเพียงไรก็ตาม

กล้า สมุทวณิช

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...