โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทรัมป์กับไทย : อดีต ปัจจุบัน และอนาคต วิเคราะห์ความสัมพัน์ระหว่างไทย-สหรัฐ ในยุคทรัมป์และแนวโน้มในอนาคต (2)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 17 เม.ย. 2568 เวลา 07.26 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. 2568 เวลา 02.59 น.

บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์/พัทธดลย์ โรจน์รัชสมบัติ

ทรัมป์กับไทย : อดีต ปัจจุบัน และอนาคต

วิเคราะห์ความสัมพัน์ระหว่างไทย-สหรัฐ

ในยุคทรัมป์และแนวโน้มในอนาคต (2)

สวัสดีครับทุกท่าน

แม้อากาศในบอสตันยังคงหนาวลงเรื่อยๆ บรรยากาศในทำเนียบขาวและคณะทํางานของทรัมป์ก็ยังคงดุเดือดและร้อนแรงอย่างไม่มีท่าทีจะเบาลง

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมได้ทิ้งคำถามไว้ว่า “หากทรัมป์กลับมาในปี 2025 ไทยจะต้องเตรียมตัวอย่างไร?”

หากท่านยังไม่ได้อ่านฉบับแรก ผมขอแนะนำให้ท่านกลับไปทบทวนเนื้อหากันอีกครั้ง เนื่องจากในฉบับที่แล้วเราได้ย้อนกลับไปดูนโยบาย Trump 1.0 และวันนี้เราจะมาพูดถึงอนาคตใน Trump 2.0 กันครับ

ถึงขณะนี้ทรัมป์และทั่วโลกยังคงจับตาดูสถานการณ์สงครามยูเครนและปาเลสไตน์อยู่ เรามั่นใจได้เลยว่าจีนยังคงเป็นศัตรูอันดับหนึ่งของทรัมป์ ทรัมป์ยังคงคิดถึงและจับตาดูจีนมาตลอด

ผมขอเริ่มจาก 3 โอกาส (opportunities) ทางยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐที่จะเกิดขึ้ใน Trump 2.0 ก่อน ค่อยตามด้วยความเสี่ยงหรือข้อกังวล (risks) ครับ :

โอกาสทางยุทธศาสตร์

– ทรัมป์มุ่งเน้นการขยายอิทธิพลของสหรัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อท้าทายอำนาจของจีน ซึ่งยังคงเป็นศัตรูอันดับที่หนึ่งของสหรัฐ

– ไทยเป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราสามารถวางตัวเป็นจุดศูนย์กลางและประตูสู่ทวีปเอเชียให้กับสหรัฐ

– การฝึกซ้อมทหาร Cobra Gold เป็นโอกาสสำคัญสำหรับทรัมป์ในการเสริมสร้างความร่วมมือทางทหารและแสดงความมุ่งมั่นของสหรัฐในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ไทย สหรัฐอเมริกา และพันธมิตรในภูมิภาคอื่นๆ

สามารถรวมตัวที่ไทยเพื่อฝึกฝนทหารและเพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกัน

การค้าอาวุธ

– ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการซื้ออาวุธจากสหรัฐอเมริกามากที่สุดในโลก

– ทรัมป์ยกเลิกกฎระเบียบของไบเดนที่ค้านการขายอาวุธกับในประเทศที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน การ ส่งออกอาวุธของสหรัฐไปยังประเทศไทยจึงถูกระงับในปี 2023 เพราะปัญหาชายแดนพม่า การค้าอาวุธให้กับประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะกลับมาหรือเพิ่มขึ้น

– การค้าขายอาวุธระหว่างประเทศไทยและสหรัฐ เป็นสัญญาณความไว้วางใจระหว่างประเทศ

และแสดงถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐต่อความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค

ความสัมพันธ์พิเศษไทย-สหรัฐ

– ประเทศไทยและฟิลิปปินส์เป็นเพียง 2 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สหรัฐ ถือว่าเป็นพันธมิตรและมีพันธะทางกฎหมายในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในช่วงเวลาของสงคราม

– สนธิสัญญามิตรภาพไทย-สหรัฐ มอบสิทธิพิเศษเฉพาะให้กับธุรกิจของสหรัฐ โดยไทยอนุญาตให้บริษัทอเมริกันถือครองหุ้น 100% ในประเทศไทย-เป็นข้อได้เปรียบทางธุรกิจที่ไทยไม่เคยมอบให้กับประเทศอื่น

– เข้าใจว่าในเดือนกันยายน 2025 สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. วางแผนจัดงาน “Sawasdee DC” ในใจกลางเมืองหลวงสหรัฐ โดยงานนี้คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าร่วมหลายพันคน และเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงพลัง soft power ของไทย และเน้นย้ำความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ไทยไม่เป็นเป้าหมายหลักในนโยบาย “America First” ของทรัมป์ ณ ตอนนี้ ไทยต้องพร้อมรับมือกับประเด็นที่จะส่งผลกระทบต่อไทย ในส่วนนี้ผมจะขอชี้ข้อกังวลก่อนค่อยตามด้วยคําแนะนําว่าไทยควรรับมืออย่างไร

การลดความสําคัญของอาเซียน

ทรัมป์ให้ความสําคัญในระดับทวิภาคี (bilateral) มากกว่าทางระดับพหุภาคี (multilateral) คิดซะว่าทรัมป์ชอบการเจรจาแบบนักธุรกิจ ‘one on one’ หรือหนึ่งต่อหนึ่ง ผลที่ตามมาคืออาเซียนจะมีความสำคัญน้อยลงในอีกสี่ปีข้างหน้า

หากประเทศไทยจะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสหรัฐมากขึ้น จะต้องแลกมาด้วยความเสื่อมถอยของความเป็นเอกภาพในอาเซียนและความสัมพันธ์ของเรากับเพื่อนบ้าน

-> อาเซียนเป็นกลไกสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทยในการร่วมมืออย่างเป็นเอกภาพเพื่อถ่วงดุลอิทธิพลจากจีนและสหรัฐ อย่างไรก็ตาม หากอาเซียนสูญเสียบทบาทในยุคทรัมป์ 2.0 ความมั่นคงและความร่วมมือระดับภูมิภาคย่อมสั่นคลอน

สำหรับไทย ไม่สามารถรักษาความเป็นกลางและถ่วงดุลอำนาจจีนหรือสหรัฐได้เพียงลำพัง

เราจึงต้องยึดมั่นในอาเซียนและหลักความเป็นกลาง มิฉะนั้น ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจกลายเป็นเพียงเวทีแข่งขันของมหาอำนาจ

ทรัมป์กดดันให้เลือกฝั่ง

สถานการณ์ไทยค่อนข้างเปราะบาง ไทยพึ่งพาการลงทุนทางเศรษฐกิจจากทั้งจีนและสหรัฐอย่างมาก แม้ว่าความเป็นกลางจะเอื้อประโยชน์แก่เราในช่วงที่ผ่านมา ทรัมป์คงเผชิญแรงกดดันในการแข่งขันกับจีนมากขึ้นในวาระประธานธิบดีสุดท้ายนี้ ทรัมป์อาจเรียกร้องให้ไทยเลือกข้าง

– ในเดือนที่ผ่านมา ไทยได้เสริมสร้างความสัมพันธ์กับจีนในระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อน โดยเฉพาะการเข้าร่วมความร่วมมือด้านความมั่นคงปราบแก็งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมทั้งการที่นายกรัฐมนตรีเรียกจีนว่าเป็น “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” ซึ่งอาจสร้างสัญญาณที่ไม่ดีให้กับประธานาธิบดีทรัมป์

– เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2025 ไทยตัดสินใจส่งผู้ลี้ภัยอุยกูร์ที่เหลืออยู่ 40 ชีวิตกลับไปยังประเทศจีนตามคำเรียกร้อง แม้ว่า มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของทรัมป์จะเรียกร้องให้ประเทศไทยพิจารณาทบทวนการตัดสินใจนี้

ผลที่ตามมาคือ รูบิโอและนักการเมืองพรรครีพับลิกันหลายคนรวมออกแถลงการณ์ประณามประเทศไทยอย่างเป็นทางการ การประณามนี้ถือเป็นหนึ่งในคำสื่อสารครั้งแรกระหว่างประเทศไทยกับคณะทํางานของทรัมป์

– สถานทูตสหรัฐในกรุงเทพฯ ประกาศเตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปประเทศไทยเนื่องจากความเสี่ยงจากการตอบโต้ที่รุนแรงจากกลุ่มก่อการร้ายหลังไทยส่งผู้ลี้ภัยอุยกูร์ 40 รายกลับจีน โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์โจมตีที่ศาลพระพรหมเอราวัณในปี 2015

-> ในอนาคต หากไทยยังคงยอมอ่อนข้อให้กับจีนอย่างชัดเจนและขัดความต้องการของทรัมป์ ความสัมพันธ์และความปรารถนาดีทั้งหมดกับสหรัฐที่เคยมีมากับประเทศไทยอาจพังลงอย่างสิ้นเชิง เข้าใจได้ที่บางครั้งไทยต้องยอมรับความต้องการจากจีน

แต่การที่รัฐบาลไทยในหลายๆ ปีที่ผ่านมายอมรับข้อเรียกร้องจากจีนทุกข้อคงทําให้สหรัฐกังวลและพิจารนาความสัมพันธ์กับไทยใหม่

สงครามการค้า

เมื่อวันที่ 4-8 กุมภาพันธ์ 2025 กระทรวงพาณิชย์เยือนวอชิงตันเพื่อหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้า แม้ว่าการประชุมจะมีผลดีและไทยไม่เป็นเป้าหมายสงครามการค้า “America First” เช่น แคนาดาหรือจีน

– ในปี 2024 สหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้ากับประเทศไทย โดยมีมูลค่า 45.6 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 11.7% จากปีที่แล้ว ทรัมป์อาจให้เหตุผลในการเรียกเก็บภาษีศุลกากรเพื่อลงโทษไทยที่เข้าข้างจีนมากเกินไปหรือไม่ปฏิบัติตามความต้องการของอเมริกา

– เนื่องจากเราเป็นประเทศพันธมิตรในกลุ่ม BRICS (กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่นำโดยจีนและรัสเซีย) ประเทศไทยอาจถูกจัดกลุ่มร่วมกับจีนและรัสเซียเป็นภัยคุกคามทางเศรษฐกิจต่อสหรัฐได้

-> ไทยควรรักษาความเป็นกลางในการเจรจาระหว่างจีนและสหรัฐ : แม้ว่าไทยจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน การคงความเป็นกลางและไม่เอนเอียงมากเกินไปจะช่วยให้ไทยสามารถหลีกเลี่ยงการเป็นเป้าหมายของมาตรการตอบโต้จากทั้งสองฝ่าย โดยสามารถแสดงให้เห็นว่าไทยมีความพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกประเทศเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

นโยบายของทรัมป์ 2.0 มีทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่เราต้องจับตากันไว้ ไม่ว่าไทยจะ

ฟื้นฟูและยกระดับความสัมพันธ์ไทย-อเมริกันได้ในทรัมป์ 2.0

รักษาความเป็นกลางและการถ่วงดุลอำนาจของจีน-อเมริกา

หรือเสี่ยงสมดุลและทำลายความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายจากการโน้มเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป

ท้ายที่สุดแล้ว ผมไม่สามารถทำนายอนาคตได้ แต่สรุปได้ว่า “นิว นอร์มอล” ของโลกภายใต้ Trump 2.0 คือการคาดการณ์ได้เลยว่าทุกอย่างจะไม่ปกติ

ยกตัวอย่าง เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อน ทรัมป์เพิ่งเรียกประธานาธิบดียูเครน โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ว่าเป็นเผด็จการ แต่วันนี้ทรัมป์กลับถอนคำพูด ในเวทีระหว่างประเทศ เราไม่สามารถเชื่อทุกคำพูดว่าเป็นความจริงแท้หรือเป็นนโยบายของรัฐได้เสมอไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือการพิจารณานโยบายและการกระทำที่เกิดขึ้นจริง

เราคงต้องติดตามและก้าวไปข้างหน้าในช่วงเวลาที่วุ่นวายในประวัติศาสตร์โลกนี้ไปด้วยกัน ผมหวังว่าผมได้ให้ทั้งความรู้และความบันเทิงแก่ผู้อ่านตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ในการวิเคราะห์นโยบายของทรัมป์ 1.0 ในอดีต และสำรวจว่าทรัมป์ 2.0 อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในวันนี้และอนาคตอย่างไร

ขอขอบคุณอีกครั้งที่ติดตามฉบับพิเศษนี้ และหวังว่าท่านจะกลับมาติดตามอีกในสัปดาห์หน้า กับหัวข้อที่น่าตื่นเต้นอีกครั้งครับ!

หมายเหตุ : พัทธดลย์ โรจน์รัชสมบัติ

นักศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (IR Security Studies)

มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์, วอชิงตัน ดี.ซี.

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทรัมป์กับไทย : อดีต ปัจจุบัน และอนาคต วิเคราะห์ความสัมพัน์ระหว่างไทย-สหรัฐ ในยุคทรัมป์และแนวโน้มในอนาคต (2)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...