โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ผู้เลี้ยงหมู"บุกทำเนียบฯ ค้านนำเข้าหมูสหรัฐ ต่อรอง"กำแพงภาษี"

The Better

อัพเดต 08 เม.ย. 2568 เวลา 05.44 น. • เผยแพร่ 08 เม.ย. 2568 เวลา 05.31 น. • THE BETTER
“ผู้เลี้ยงหมู” บุกทำเนียบฯ ยื่นหนังสือถึง “นายกฯ” ค้านนำเข้าหมูสหรัฐ ต่อรอง"กำแพงภาษีทรัมป์” ด้าน “นภินทร” ระบุ เป็นอำนาจ  “คณะทำงานนโยบายการค้าฯ” ตัดสินใจเลือกสินค้านำเข้า

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ นำกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ เดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ (ฝั่ง ก.พ.) เพื่อให้ข้อมูลห่วงโซ่การผลิตหมูไทยทั้งระบบ หลังรัฐบาลไทยมีแนวคิดนำเข้าหมูจากสหรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาดุลการค้าและลดแรงกดดันการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา 37% พร้อมให้กำลังใจคณะทำงานของรัฐบาลไทย ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการหามาตรการรองรับผลกระทบ และแนวทางเจรจากับสหรัฐอย่างเหมาะสม ปกป้องผลประโยชน์ชาติและสานความร่วมมือสองประเทศได้สำเร็จ

ทั้งนี้ นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายการเมือง) ให้ตัวแทนกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร จำนวน 5 คน ได้เข้ามาพูดคุย หารือหาแนวทางต่างๆ พร้อมรับฟังปัญหาความต้องการของกลุ่มผู้เลี้ยงสุกร ในห้องประชุม ประมาณ 40 นาที ก่อนจะออกมารับหนังสือดังกล่าว

สำหรับหนังสือดังกล่าว ระบุว่า เรื่อง ขอเสนอเพื่อแก้ปัญหาตามประกาศคำสั่งกำหนดภาษีนำเข้าต่างตอบแทนของสหรัฐอเมริกากับประเทศไทย ตามประกาศคำสั่ง Exocutive Orders ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ที่กำหนดอัตราภาษีนำเข้าต่างตอบแทน (Reciprocal Tants) สำหรับประเทศไทย ภายได้กฎหมาย Intemalional Emergency Economic Power Act of 1977 (IEEPA) เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 โดย Individualized Reciprocal Higher Tariff ประเทศไทยถูกกำหนดภาษีในอัตรา 36% โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เมษายน 2568 นั้น

ก่อนหน้านี้สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ได้มีการหารือกับกลุ่มภาคการผลิตปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และกลุ่มอาหารสัตว์ ภายใต้ชื่อ "สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ" โดยมีข้อเสนอรายการสินค้าที่จะนำเข้าเพิ่มจากสหรัฐ เพื่อให้การเกินดุล และขาดดุลการค้าระหว่างไทย-สหรัฐแคบลง เพื่อลดแรงกดดันในการที่ต้องนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ที่จะมาสร้างผลกระทบกับเกษตรกร โดยเฉพาะผู้เลี้ยงสุกรภายในประเทศ หลังจากที่สมาคมฯ ได้ศึกษาข้อกฎหมายในการประกาศดังกล่าว ที่เป็นการเร่งแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งข้อเสนอในการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี กากถั่วเหลือง และ DDGSเพิ่มในลักษณะเปลี่ยนถิ่นกำเนิดของการนำเข้าเป็นสหรัฐอเมริกา ที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางการค้าให้กับสหรัฐฯในการส่งสินค้ามายังประเทศไทยได้เป็นจำนวนถึง 84,000 ล้านบาท หรือ 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีตามข้อเสนอของสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำฯ ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 25668

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ จึงขอยืนแนวทางแก้ปัญหาการเกินดุลกับสหรัฐฯ ตามแนวทางเดียวกับสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำฯ โดยขอให้รัฐบาลละเว้นการพิจารณาที่จะนำเข้าสินค้าสุกร ทั้งเนื้อสุกรและเครื่องในเข้ามายังประเทศไทย ที่จะสร้างปัญหาให้กับผู้เลี้ยงสุกรของไทยหลังจากเผชิญปัญหาโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ในช่วงปี 2563-2565 และปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าสุกร อย่างมากในช่วงปี 2564 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็น 2 วิกฤตการณ์ที่รุนแรงที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมสุกรไทย

ด้าน นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ กล่าวถึงแนวทางการนำเข้าสินค้าเกษตรกรรม จากสหรัฐอเมริกาว่า ต้องดูว่าไทยนำเข้าสินค้าทางการเกษตรอะไรบ้าง พร้อมตรวจสอบว่ามีบริษัทใดบ้างที่มีสวมสิทธิ์ประเทศไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกา โดยจะส่งข้อมูลทั้งหมดให้คณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐ ที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้น

เมื่อถามว่า จะมีการนำเข้าสินค้าประเภทใดบ้างเพื่อไม่ให้กระทบต่อเกษตรกรไทย นายนภินทร กล่าวว่า ต้องดูว่าสินค้าใดที่ไทยจำเป็นต้องใช้และไม่เพียงพอ แต่ก็ต้องหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรไทย หากการนำเข้ามามีราคาต่ำกว่าต้นทุนสินค้าของไทย ซึ่งต้องไปดูในรายละเอียดของแต่ละประเภทสินค้า

นายนภินทร ยังเปิดเผยว่า ทราบถึงข้อเรียกร้องของเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูที่เกรงว่าไทยจะยอมนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกาจนกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ซึ่งเราได้ส่งข้อมูลให้คณะเจรจาที่มีอำนาจพิจารณาตัดสินใจแล้ว ส่วนกระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่ในการส่งข้อมูลให้ว่าจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยอย่างไรบ้าง และหากมีผลกระทบจะให้ความช่วยเหลืออย่างไร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...