โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เข้าใจ “Quantum Computing” โลกจะแข่งกันพัฒนาไปทำไม สำคัญกับชีวิตมนุษย์ขนาดไหน?

Thairath Money

อัพเดต 10 มี.ค. 2568 เวลา 11.06 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. 2568 เวลา 11.06 น.
ภาพไฮไลต์

เชื่อว่าใครหลายคนต้องเคยได้ยินและลองไปทำความเข้าใจกับเทคโนโลยี “Quantum Computing” หรือ “คอมพิวเตอร์ควอนตัม” ที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก ทั้ง Google, Microsoft, Amazon และ IBM ต่างเร่งแผนพัฒนานวัตกรรมชนิดนี้ให้แข็งแกร่ง และต้องการที่จะนำออกมาสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์ให้ได้ในอนาคต

โดยเมื่อไม่นานมานี้ ทั้ง 4 บิ๊กเทคต่างประกาศความคืบหน้าด้านการพัฒนาชิปควอนตัมต้นแบบ (Prototype Chip) แข่งกันพัฒนา Quantum Computer ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และต่างก็เคลมว่าเทคโนโลยีใหม่นี้ จะสามารถแก้ปัญหาซับซ้อนระดับจักรวาลได้เร็วกว่า Supercomputer แบบดั้งเดิมหลายเท่าตัว

Quantum Computing คืออะไร?

สำหรับเทคโนโลยี “Quantum Computing” หรือ “คอมพิวเตอร์ควอนตัม” คือหนึ่งในศาสตร์ล้ำสมัยแห่งยุคที่ใช้หลักการของ “ฟิสิกส์ควอนตัม” เข้ามาช่วยประมวลผลข้อมูล เพื่อแก้ปัญหาที่แม้แต่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ทรงพลังที่สุดในโลกวันนี้ ก็ยังทำไม่ได้ หรือทำได้… แต่ต้องใช้เวลาหลายพันปี

แล้วมันต่างจากคอมพิวเตอร์ทั่วไปยังไง?… โดยปกติแล้วคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่เราใช้กันทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นโน้ตบุ๊ก มือถือ หรือแม้แต่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ล้วนทำงานด้วยระบบ “บิต” (Bit) คือมีแค่ 0 กับ 1

แต่สำหรับ Quantum Computer จะใช้ “คิวบิต” (Qubit) ที่สามารถอยู่ในสถานะ 0, 1 หรือทั้งสองพร้อมกันได้ (เรียกว่า Superposition) ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษจากโลกควอนตัม ซึ่งนั่นเท่ากับว่า Quantum Computer สามารถคิดและคำนวณได้พร้อมกันหลายทางเลือก ทำให้สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ในขณะที่คอมพิวเตอร์ปัจจุบันอาจต้องใช้เวลาเป็นพันปี

ศาสตร์ควอนตัม หรือ Quantum Mechanics คือการศึกษาพฤติกรรมของอนุภาคขนาดเล็กระดับอะตอมและซับอะตอม ซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะที่โลกปกติไม่สามารถอธิบายได้ และ Quantum Computer ก็ใช้คุณสมบัติพื้นฐานเหล่านี้

  • Superposition: อยู่ได้หลายสถานะพร้อมกัน
  • Entanglement: สถานะของอนุภาคหนึ่งมีผลต่ออีกอนุภาคแม้จะอยู่ไกลกัน
  • Probability-Based Computing: คำนวณแบบความน่าจะเป็น ไม่ใช่แค่ตรรกะ 0-1 แบบเดิม

และทั้งหมดนี้ทำให้ Quantum Computer คิดได้หลายมิติในเวลาเดียวกัน ต่างจากคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่คิดแบบเส้นตรง (Linear)

อย่างไรก็ตาม ในวงการ Quantum Computing ไม่ได้มีแค่การสร้างชิปฮาร์ดแวร์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเขียน Quantum Algorithm (อัลกอริธึมควอนตัม) การออกแบบระบบประมวลผลแบบใหม่ ตลอดจนการวางระบบการคำนวณเชิงความน่าจะเป็น ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องใช้ความรู้จากหลากหลายสาขา ทั้งฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และวิทยาการคอมพิวเตอร์ขั้นสูง

บิ๊กเทคแข่งกันทำอะไรบ้าง?

แม้ Quantum Computing จะยังเป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อนและอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญที่อาจจะนำไปสู่การค้นพบใหม่ ๆ เช่น ยารักษาโรคใหม่ พัฒนาโมเลกุลทางเคมี ไปจนถึงถอดรหัสระบบความปลอดภัยระดับสูงในอนาคต

จึงไม่แปลกที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีทั่วโลกต่างพยายามเป็นผู้นำในการผลักดันควอนตัมคอมพิวเตอร์ให้เข้าสู่กระแสหลัก

  • Microsoft เปิดตัว “Majorana 1” ชิปที่ใช้คิวบิตแบบ Topological Qubits เป็นครั้งแรกของโลก หลังซุ่มทำงานวิจัยมากว่า 20 ปี ซึ่งเทคโนโลยี Topological เป็นการสร้างจากสถานะของสสารที่ไม่ใช่ของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ ส่งผลให้คิวบิตมีความเสถียรมากขึ้นและลดข้อผิดพลาดได้ดี เพราะข้อมูลจะถูกกระจายเก็บไว้ทั่วทั้งคิวบิต หากบางส่วนเสียหาย ข้อมูลก็ยังคงอยู่
    ตามเป้าหมายของ Microsoft ที่ต้องการจะเร่งการพัฒนา Quantum Computer ให้เร็วขึ้นจากระดับหลายสิบปี เหลือเพียงไม่กี่ปี แต่ทางผู้เชี่ยวชาญต่างมองว่าผลลัพธ์ของ Microsoft ยังตีความยาก แม้จะตีพิมพ์ในวารสาร Nature แล้วก็ตาม
    อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: Microsoft เปิดตัว “Majorana 1” ชิปควอนตัม 1 ล้านคิวบิต ปฏิวัติอนาคตการสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์

  • Google ออก “Willow” พร้อมเคลมว่าใช้เวลาเพียง 5 นาทีในการแก้โจทย์ที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทั่วไปต้องใช้เวลา 10 เซปทิลเลียนปี (100,000,000,000,000,000,000,000,000 หรือ 10 ยกกำลัง 25 ปี) ซึ่งจุดที่น่าสนใจกว่าคือ Google พบวิธีเพิ่มจำนวนคิวบิตและลดความผิดพลาดลงได้ ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวงการควอนตัม เรียกว่า “Below Threshold” ซึ่งเป็นโจทย์ที่นักวิจัยพยายามแก้มาตั้งแต่ยุค 90
    และแม้ว่ายังเป็นเพียงช่วงของการทดลอง แต่หลายฝ่ายมองว่า Willow อาจเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญของการสร้าง Quantum Computer ขนาดใหญ่ที่ใช้งานได้จริง
    อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: Google เปิดตัวชิปควอนตัมประมวลผลใน 5 นาที แรงกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ทำงานนานกว่าอายุจักรวาล

  • Amazon Web Services เปิดตัวชิป “Ocelot” ที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบใหม่ ผสานเทคโนโลยี Cat Qubit (ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Schrödinger’s Cat) และสามารถผลิตได้ด้วยเทคนิคที่คล้ายกับที่ใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป
    ทั้งนี้ Amazon ตั้งเป้าผลักดันให้เกิดการประมวลผลควอนตัมบนคลาวด์ โดยอ้างว่ามีประสิทธิภาพด้านการแก้ข้อผิดพลาดดีกว่าวิธีเดิมถึง 90% แต่ด้านนักวิจัยยังมองว่า Amazon ต้องลดอัตราความผิดพลาดและเพิ่มความหนาแน่นของคิวบิตอีกมาก ถึงจะใช้งานได้จริง

  • IBM เปิดตัวชิป “Condor” ที่ยืนยันว่ามีจำนวนคิวบิตสูงที่สุดในตอนนี้ พร้อมกับชิป “Heron” (133 คิวบิต) ที่มีอัตราความผิดพลาดต่ำกว่า ซึ่ง IBM ถือเป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีควอนตัมมายาวนาน ที่ได้เปิดตัว “Q System One” คอมพิวเตอร์ควอนตัมเชิงพาณิชย์เครื่องแรกของโลกไปตั้งแต่ปี 2019
    IBM มุ่งเน้นการสร้างระบบที่สามารถรวมชิปขนาดเล็กหลายตัวเข้าด้วยกันแบบ Modular แทนที่จะเพิ่มขนาดชิปเดียว ทำให้ลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความยืดหยุ่นในการขยายระบบ ด้านนักวิจัยจาก Quantum Circuits มองว่า IBM ใช้แนวทาง “Error Mitigation” แทนการแก้ข้อผิดพลาดแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจต้องปรับในระยะยาวเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ศาสตราจารย์ Sankar Das Sarma จาก University of Maryland มองว่า Amazon, Google และ IBM ต่างก็ใช้แนวทาง Superconducting Qubit แบบดั้งเดิม ในขณะที่ Microsoft ใช้วิธี Topological Qubit ที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง และหาก Microsoft ทำได้จริง แนวทางนี้จะช่วยลดการพึ่งพาการแก้ข้อผิดพลาดแบบเดิมได้มาก แต่ด้วยความที่แต่ละค่ายมีวิธีการต่างกัน จึงยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่าใครเป็นผู้นำ

นอกจากนี้ สำหรับ Quantum Computing แล้วเรียกได้ว่าตอนนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการพัฒนา ด้านบริษัทผู้พัฒนาก็ควรระวังไม่สร้างความคาดหวังเกินจริง เพราะอาจทำให้ผู้คนผิดหวังหากผลลัพธ์ยังไม่ออกมาในเร็ววัน

Scott Crowder รองประธาน IBM กล่าวว่า “ตอนนี้เราใกล้จุดที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์จะเหนือกว่าคอมทั่วไปแล้ว แต่ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะถึงจุดที่มันทำงานได้โดยไร้ข้อผิดพลาดจริง ๆ”

แล้ว Quantum Computing จะมีผลอย่างไรกับคนทั่วไปบ้าง?

แม้หลายคนจะยังมองว่า Quantum Computing เป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงคือ มันอาจกลายเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกได้พอ ๆ กับกระแส Generative AI ที่เราเห็นในปัจจุบัน จากการวิเคราะห์และศึกษาของผู้เชี่ยวชาญ ชี้ให้เห็นว่า Quantum Computing จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกได้ในหลายด้าน ตัวอย่างเช่น

  • การพัฒนาทางการแพทย์: Quantum Computer มีศักยภาพมหาศาลในการเร่งให้เกิดการค้นพบและพัฒนายารูปแบบใหม่ได้เร็วและแม่นยำขึ้น ด้วยพลังการประมวลผลระดับเหนือจินตนาการ เครื่องจักรอัจฉริยะเหล่านี้สามารถจำลองโมเลกุล โปรตีน และสารเคมีหลายชนิดได้พร้อมกัน ผ่านระบบ Quantum Simulation ซึ่งคอมพิวเตอร์ทั่วไปยังทำไม่ได้ในปัจจุบัน
    บริษัทชั้นนำในวงการยา เช่น Roche บริษัทเวชภัณฑ์จากสวิตเซอร์แลนด์ กำลังมุ่งหวังว่า Quantum Simulation จะช่วยให้สามารถพัฒนายาและวัคซีนต้านโรคอย่างโควิด-19, ไข้หวัดใหญ่, มะเร็ง หรือแม้แต่โรคอัลไซเมอร์ได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ Quantum Simulation ยังอาจช่วยลดการทดลองในห้องแล็บ ลดต้นทุนการวิจัย และลดการทดลองในมนุษย์หรือสัตว์ได้ในระยะยาวอีกด้วย

  • ปฏิวัติระบบการเงินโลก: Quantum Computer จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในวงการการเงิน ไม่ว่าจะเป็นด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก การทำธุรกรรมที่เร็วขึ้น หรือการเทรดแบบอัตโนมัติที่ล้ำกว่าเดิม ซึ่งหลายสถาบันการเงินระดับโลก อย่าง IBM และ JPMorgan Chase เริ่มทดลองใช้ Quantum Technology เพื่อดูว่าจะสามารถช่วยให้ระบบการเงินทำงานได้เร็วขึ้นแค่ไหนในอนาคตอันใกล้
    และหนึ่งในความหวังใหญ่คือ การทำ Financial Modeling (การจำลองการเงิน) ที่แม่นยำและเร็วขึ้น ช่วยให้ธนาคารลดต้นทุนการประมวลผล และทำธุรกรรมได้ทันใจลูกค้ามากกว่าเดิม

  • ใช้สู้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ: นอกจากภาคธุรกิจและการแพทย์แล้ว Quantum Computing ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยโลกต่อสู้กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) อีกด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญคาดว่า Quantum Simulation จะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs) ได้เร็วยิ่งขึ้น
    ยกตัวอย่างเช่น Quantum Computer อาจสามารถค้นหาสารเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) ชนิดใหม่ที่ช่วยรีไซเคิลคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเปลี่ยนให้กลายเป็นแก๊สที่มีประโยชน์

อย่างไรก็ตาม แม้ Quantum Computer จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็แฝงมาด้วยความเสี่ยงด้าน Cybersecurity ที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากเทคโนโลยีควอนตัมมีความสามารถในการเจาะระบบเข้ารหัส (Encryption) แบบดั้งเดิมที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ได้ง่ายขึ้น ซึ่งนั่นหมายความว่า ข้อมูลที่เราคิดว่าปลอดภัยในวันนี้ อาจไม่ปลอดภัยในโลกควอนตัมของอนาคตก็ได้

ที่น่ากังวลคือ ขณะที่ทั่วโลกลงทุนกับการพัฒนา Quantum Computer อย่างหนัก แต่การลงทุนในด้านความปลอดภัยแบบ Quantum-Resistant (Post-Quantum Security) กลับยังมีน้อยเกินไปนั่นเอง

ที่มา: Business Insider, IBM, Forbes, Fast Company, Times

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เข้าใจ “Quantum Computing” โลกจะแข่งกันพัฒนาไปทำไม สำคัญกับชีวิตมนุษย์ขนาดไหน?

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...