โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สภาพัฒน์ เผย GDP ไทย ปี 67 โต 2.5% คาดปี 68 โต 2.8%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 ก.พ. 2568 เวลา 13.16 น. • เผยแพร่ 17 ก.พ. 2568 เวลา 05.50 น.

สภาพัฒน์ เผย GDP ไทย ไตรมาส 4/67 ขยายตัว 3.2% รวมทั้งปี 67 ขยายตัว 2.5% ส่วนปี 68 คาด GDP โต 2.8% รวมผลจากโครงการแจกเงิน 10,000 บาท และ ผลกระทบมาตรการกีดกันการค้า โดยแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 68 ขยายตัวต่ำกว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน

[caption id="attachment_156044" align="aligncenter" width="1000"]

สภาพัฒน์

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ[/caption]

17 ก.พ. 2568 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 ขยายตัว 3.2% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 3.0% ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สี่ของปี 2567 ขยายตัวจากไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 ที่ 0.4%

“แม้ในช่วงสิ้นปี 2567 การส่งออกจะเติบโตได้ดี แต่ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ขยายตัวได้น้อยกว่าที่หลายหน่วยงานคาดไว้ทีประมาณ 3% เป็นผลกระทบมาจาก 2 ปัจจัยการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทย คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ รวมทั้งการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังหดตัว ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจากความต้องการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน”

สภาพัฒน์

สำหรับรายละเอียดของเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2567 มีดังนี้

ด้านการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว 3.4% ต่อเนื่องจาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการปรับตัวดีขึ้นของการใช้จ่ายในเกือบทุกหมวด โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการของรัฐและสอดคล้องกับความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาล ขยายตัว 5.4% ชะลอตัวจาก 6.1% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยค่าตอบแทนแรงงานขยายตัว 2.8% ค่าซื้อสินค้าและบริการขยายตัว 10.6% ส่วนรายจ่ายการโอนเพื่อสวัสดิการสังคมที่ไม่เป็นตัวเงินสำหรับสินค้าและบริการในระบบตลาดขยายตัว 13.1% ในส่วนของอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำในไตรมาสนี้อยู่ที่ 36.7%

รวมทั้งปี 2567 การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 4.4% เทียบกับ 6.9% ในปี 2566 การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลเพิ่มขึ้น 2.5% เทียบกับการลดลง 4.7% ในปี 2566

ด้านการลงทุนรวมขยายตัว 5.1% ต่อเนื่องจาก 5.0% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการลงทุนภาคเอกชนลดลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ที่ 2.1% เทียบกับการลดลง 2.5% ในไตรมาสก่อน ด้านการลงทุนภาครัฐขยายตัวในเกณฑ์สูง 39.4% เร่งขึ้นจาก 25.2% ในไตรมาสก่อนหน้า

รวมทั้งปี 2567 การลงทุนรวมทรงตัว เทียบกับ การขยายตัว 1.2% ในปี 2566 โดยการลงทุนภาคเอกชนปรับตัวลดลง 1.6% เทียบกับการเพิ่มขึ้น 3.1% ในปี 2566 ขณะที่การลงทุนภาครัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.8% เทียบกับการลดลง 4.2% ในปี 2566

ด้านการค้าระหว่งประเทศ การส่งออกสินค้ามีมูลค่า 76,660 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัว 10.6% สูงสุดในรอบ 11 ไตรมาส เร่งขึ้นจาก 8.9% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น 9.3% ส่วนราคาส่งออกเพิ่มขึ้น 1.2% ส่วนการนำเข้าสินค้ามีมูลค่า 71,309 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัว 10.7% ต่อเนื่องจาก 11.3% ในไตรมาสก่อน ขณะที่ราคานำเข้าเพิ่มขึ้น 1.5% ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 5.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ต่ำกว่าการเกินดุล 5.8 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ในไตรมาสก่อน

รวมทั้งปี 2567 การส่งออกมีมูลค่า 297,049 ล้านดอลลาร์ สรอ. เพิ่มขึ้น 5.8% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 277,775 ล้ำนดอลลาร์ สรอ. เพิ่มขึ้น 6.3% ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 19.3 พันล้านดอลลาร์ สรอ.

ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.88% ต่ำกว่า 1.02% ในไตรมาสก่อนหน้าแต่สูงกว่า 0.81% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 1.0% และ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 0.8% ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 5.6 พันล้านดอลลาร์ สรอ. ทุนทำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน ธันวาคม 2567 อยู่ที่ 237.0 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และ หนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ธันวาคม 2567 มีมูลค่าทั้งสิ้น 11.85 ล้านล้านบาท คิดเป็น 63.9% ของ GDP

นายดนุชา เปิดเผยว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2567 ขยายตัว 2.5% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.0% ในปี 2566 โดยการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 4.4% และการอุปโภคภาครัฐบาลขยายตัว 2.5% การลงทุนภาครัฐขยายตัว 4.8% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนลดลง 1.6% ส่วนมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์ สรอ. ขยายตัว 5.8%

รวมทั้งปี 2567 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ 18.58 ล้านล้านบาท (5.26 แสนล้านดอลลาร์ สรอ.) เพิ่มขึ้นจาก 17.95 ล้านล้านบาท (5.15 แสนล้านดอลลาร์ สรอ.) ในปี 2566 และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวของคนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 264,607.7 บาทต่อคนต่อปี (7,496.0 ดอลลาร์ สรอ. ต่อคนต่อปี) เพิ่มขึ้นจาก 256,345.4 บาทต่อคนต่อปี (7,363.3 ดอลลาร์ สรอ. ต่อคนต่อปี) ในปี 2566 สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 1.0% อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 0.4% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.3% ของ GDP

สภาพัฒน์

นายดนุชา เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2568 คาดว่าจะขยายตัว 2.3% – 3.3% (ค่ากลาง 2.8%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนจาก

(1) การเพิ่มขึ้นของรายจ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะรายจ่ายลงทุน

(2) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการบริโภคภาคเอกชนและการปรับตัวดีขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน

(3) การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง และ

(4) การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออกสินค้า

“การคาดการณ์ GPD ปี 2568 ที่ 2.8% ได้รวมผลของมาตรการแจกเงิน 10,000 บาท และ ผลของความเสี่ยงจากนโยบายกีดกันทางการค้าแล้ว โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง”

โดยรายละเอียดของการประมาณการเศรษฐกิจในปี 2568 ในด้านต่าง ๆ มีดังนี้

1. การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค ประกอบด้วย

(1) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว 3.3% ต่อเนื่องจาก 4.4% ในปี 2567 และเป็นการปรับเพิ่มจากการประมาณการครั้งก่อนที่ 3.0% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากตลาดแรงงานที่อยู่ในเกณฑ์ดี และอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

(2) การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคภาครัฐบาลคาดว่าจะขยายตัว 1.3% ชะลอลงจาก 2.5% ในปี 2567 และลดลงจาก 2.1% ในการประมาณการครั้งก่อน เนื่องจากการปรับสมมติฐานที่เปลี่ยนกรอบการเบิกจ่ายภายใต้กรอบงบประมาณประจำปี 2568 ในส่วนของงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ไปใช้สำหรับการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมถึงการปรับลดกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569

2. การลงทุนรวมคาดว่าจะขยายตัว 3.6% เทียบกับ 0.0% โดย

(1) การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัว 3.2% ฟื้นตัวจากการลดลง1.6% และเป็นการปรับเพิ่มจากประมาณการครั้งก่อนที่ 2.8% สอดคล้องกับการฟื้นตัวของการส่งออกสินค้า และการขยายตัวต่อเนื่องของปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี 2567 ที่เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์

(2) การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัว 4.7% ต่อเนื่องจาก 4.8% ในปี 2567 และเป็นการปรับลดลงจาก 6.5% ในการประมาณการครั้งก่อน เนื่องจากการปรับสมมติฐานที่เปลี่ยนกรอบการเบิกจ่ายภายใต้กรอบงบประมาณประจำปี 2568 ในส่วนของงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ไปใช้สำหรับการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

3. มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ สรอ. คาดว่าจะขยายตัว 3.5% ต่อเนื่องจาก 5.8% ในปี 2567 ตามแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของปริมาณการค้าโลกและการฟื้นตัวของภาคการส่งออกสินค้าในช่วงครึ่งหลังของปี 2567

ขณะที่ราคาส่งออกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วง 0.0% - 1.0% ปรับเพิ่มขึ้นจาก(-0.2%) - 0.8% ชะลอลงจาก 1.4% ในปี 2567 เมื่อรวมกับการส่งออกบริการที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ส่งผลให้ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะขยายตัว 5.3% เทียบกับ 7.8% ในปีก่อนหน้า และปรับเพิ่มขึ้นจาก 4.2% ในการประมาณการครั้งก่อน

ทั้งนี้การคาดการณ์ GDP ไทยปี 2568 ที่ 2.8% อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน โดย คาดว่าในปี 2568 เศรษฐกิจอินโดนีเซียจะขยายตัวที่ 4.8% จาก 4.9% ในปี 2567 มาเลเซียคาดว่าจะขยายตัว 4.2% จาก 5.0% ในปี 2567 ฟิลิปปินส์คาดว่าจะขยายตัว 5.8% จาก 5.7% ในปี 2567 และเวียดนามมีแนวโน้มที่จะขยายตัว 6.0% เทียบกับ 7.1% .ในปี 2567

นายดนุชา เปิดเผยว่า หากต้องการผลักดัน GDP ไทยปี 2568 ให้เติบโตได้ 3% หรือ สูงสุด 3.5% ได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล ต้องมีการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามาช่วยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นการบริโภค การลงทุนภาคเอกชน และการกระจายเม็ดเงินลงทุนจากภาครัฐ

สภาพัฒน์

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...