กบข. มองปี 68 ผันผวน เตรียมปรับกลยุทธ์รับความเสี่ยง เพิ่มสัดส่วนลงทุนหุ้นไทย
กบข. มองแผนลงทุนปี 68 มีความผันผวนและท้าทายเตรียมปรับกลยุทธ์รับปัจจัยความเสี่ยง ประเทศที่ลงทุน สินทรัพย์ และอัตราแลกเปลี่ยน ให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ปีนี้ เดินหน้าเพิ่มสัดส่วนลงทุนหุ้นไทย เน้นหุ้นกลุ่ม SET50 เผยผลตอบแทนปี 67 โต 4.12%
นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ในปี 2568 กบข.มีนโยบายจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นไทย หลังจากมีการทยอยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนมาตั้งแต่ปี 2567 โดยการลงทุนในตลาดหุ้นไทย สามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวกชนะ ผลตอบแทน SET ที่มีผลตอบแทนติดลบ นโยบายลงทุนไทย จะเน้นหุ้นดัชนี SET50 เลือกลงทุนในหุ้นรายตัว
โดยการปรับกลยุทธ์ตั้งแต่ปลายไตรมาส 3/67 จากเดิมที่เคยลงทุนบนดัชนี SET50 สำหรับกลุ่มหุ้นที่มีโอกาสเติบโต และ มีโอกาสได้รับเงินปันผลที่สูง อีกทั้ง สามารถลงทุนได้ในราคาที่ถูก หลังจากราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เช่น หุ้นกลุ่มโรงแรม, ท่องเที่ยว, โรงพยาบาล
พร้อมทั้งมีนโยบายลดสัดส่วนการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ หลังจากมีการปรับนิยามประเภทสินทรัพย์การลงทุนใหม่ จากเดิมแบ่งเป็นกลุ่มมสินทรัพย์ประเภท Risky - Safety Assets หรือ สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง / สินทรัพย์ปลอดภัย เปลี่ยนมาเป็น Growth - Defensive Assets หรือ สินทรัพย์ที่มีการเติบโต ส่งผลให้ตราสารหนี้
ซึ่งเดิมมองว่าเป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ จากมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือเป็น Invesment Grade แต่ในช่วงที่ผ่านมามีการผิดนัดชำระทำให้ความเสี่ยงมีการเปลี่ยนแปลงไป
อย่างไรก็ตาม ภายในปีนี้จะเริ่มลงทุนผ่านกองทุนที่ลงทุนในโครงการที่อยู่อาศัยหลังเกษียณในต่างประเทศ เนื่องจากมีความสนใจในโครงการดังกล่าวเพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการลงทุนในประเทศไทย เพราะถือว่าสอดคล้องกับนโยบายการลงทุนของกบข.ที่มีการลงทุนโครงการอสังหาฯ ซึ่งปัจจุบันมีการลงทุนอาคารสำนักงาน และ โรงแรม
โดยตั้งเป้า AUM ภายในสิ้นปี 2569 จะแตะ 1.6 ล้านล้านบาท จากปัจจุบัน 1.4 ล้านล้านบาท ตามการออมที่เพิ่มขึ้นของสมาชิกที่เฉลี่ยต่อปีเติบโต 4-5%
ทั้งนี้ กบข. ได้ติดตามสถานการณ์การลงทุนทั้งใน และ ต่างประเทศอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก เช่น การเติบโตของหุ้นเทคโนโลยีจากกระแส AI First ราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นจากแรงซื้อของธนาคารต่างๆ และ แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ปรับลดลงจึงได้ปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับสภาวะตลาด กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท เช่น หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว หุ้นตลาดเกิดใหม่ ตราสารหนี้ และ ทองคำ
โดย ณ สิ้นปี 2567 กบข. มีขนาดกองทุนใหญ่ขึ้น 1.06 แสนล้านบาท รวมมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (รวมเงินสำรอง) ที่ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท สามารถสร้างผลตอบแทนแผนสมดุลตามอายุ (สัดส่วนใหม่) 8.93% แผนทองคำ 24.67% แผนหลัก 3.73% สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายผลตอบแทนการลงทุนระยะยาวชนะอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปี ย้อนหลังบวก 2%
สำหรับปี 2568 ประเมินเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวที่ 2.10% ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ ด้านเศรษฐกิจไทยคาดว่า จะขยายตัวในช่วง 2.4-2.8% จากแนวโน้มดังกล่าวกบข. มีมุมมองเชิงบวกต่อสินทรัพย์กลุ่มเติบโต (Growth Assets) โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในหุ้นตลาดพัฒนาแล้ว พร้อมกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้เพื่อลดความผันผวน
ในขณะเดียวกันทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ แต่ต้องลงทุนอย่างระมัดระวัง แลยังคงติดตามปัจจัยเสี่ยงจากนโยบายการคลัง และ ภาวะเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคง และ ยั่งยืนให้แก่สมาชิก
นอกจากนี้กบข. ยังได้ศึกษาความเพียงพอ ณ เกษียณของสมาชิกกบข. พบว่า 82% จากสมาชิก 1.2 ล้านราย มีโอกาสที่จะไม่บรรลุเป้าหมายความเพียงพอ ณ เกษียณในระดับดี ปัจจัยหลักมาจากอายุขัยเฉลี่ยที่ยืนยาวขึ้นถึง 80 ปี หนี้สินเฉลี่ยของสมาชิกวัยใกล้เกษียณ (55-60 ปี) สูงถึง 1.95 ล้านบาทต่อคน และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2% ต่อปี จึงเตรียมเดินหน้าส่งเสริมทักษะทางการเงินร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร และจัดกิจกรรมทั่วประเทศ เพื่อสื่อสารกระตุ้นให้สมาชิกออมเพิ่ม และ เปลี่ยนแผนการลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หรือ เลือกเปลี่ยนแผนการลงทุนมาอยู่ในแผนสมดุลตามอายุ เพื่อเพิ่มโอกาสให้สมาชิกสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคงหลังเกษียณ และ เกษียณอย่างมีสุข