โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : เดินหน้าต่อกับการเมืองท้องถิ่น

MATICHON ONLINE

อัพเดต 04 ก.พ. 2568 เวลา 06.58 น. • เผยแพร่ 04 ก.พ. 2568 เวลา 06.45 น.

เนื่องจากต้องส่งต้นฉบับก่อนจะรู้ผลการเลือกตั้ง อบจ. ทั้งนายก อบจ.และ ส.อบจ. ก็เลยอยากจะบันทึกบรรยากาศก่อนที่จะรู้ผลการเลือกตั้ง อบจ.ไว้สักหน่อย โดยเฉพาะในโค้งสุดท้าย

ดีใจที่มีคนสนใจเรื่อง อบจ. หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดมากขึ้น แต่ความสนใจนั้นก็มีความซับซ้อนหลายเรื่องที่ต้องมาขบคิดต่อ

แม้ว่าจะมี อบจ.มานานแล้ว แต่ครั้งนี้น่าสนใจที่สุด เพราะว่ามันมีที่มาที่ไปหลายประการ

ในภาพรวมตามหลักวิชามันก็มีการศึกษาและพูดกันมานานแล้วว่า อบจ.เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สะท้อนถึงการที่ไม่ค่อยเป็นที่สนใจมากที่สุด ด้วยเหตุผลหลายประการ ตรงที่ว่าแม้จะมีพัฒนาการที่ยาวนาน แต่ทว่า อบจ.เองก็ดูจะเป็นหน่วยงานที่ขาดทั้งพื้นที่และอิสระจากกระทรวงมหาดไทยมากที่สุด

ในแง่ของการขาดพื้นที่ทำงานของ อบจ. ก็เพราะพื้นที่เขาซ้อนทับกับเทศบาลและ อบต. แต่ก็มีภารกิจที่แตกต่างกัน แต่ในความเป็นจริงมันก็จะมีเงื่อนไขทางกฎหมายและความเป็นจริงหลายประการที่มีการแบ่งหน้าที่กันอยู่ และในอีกด้านหนึ่งการที่ทับพื้นที่กันก็เป็นคุณกับการสร้างระบบอุปถัมภ์ระหว่างการเมืองระดับ อบจ.และการเมืองระดับเทศบาลและ อบต. โดยเฉพาะ อบต.ที่ได้พึ่งพิงโครงการและงบประมาณบางอย่างที่ตนขาดแคลนมาในพื้นที่นี้

ส่วนอิสระของ อบจ.ก็เท่าที่รู้มา เพราะว่ามหาดไทยในบางยุคสมัยก็ยึดเอา อบจ.ไปเป็นของตัวเองด้วย เพราะผู้ว่าฯมานั่งเป็นนายก อบจ.อยู่นาน จนกระทั่งมีการปฏิรูปการเมืองเมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้ว

ที่เขียนมาใครที่ติดตามภาพรวมของ อบจ.ก็คงจะพอทราบกันดี แต่ที่ไม่มีให้ข้อสังเกตคือพลวัตของ อบจ.ในรอบนี้มีความพิเศษในตัวของมันเองอยู่สองประการ

ประการแรก คือ เป็นการเลือกตั้ง อบจ.ครั้งแรกเมื่อประเทศเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ หลังการลงจากตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และระบอบรัฐประหาร ในแง่นี้ การเลือกตั้ง อบจ.จึงเป็นการเลือกตั้งที่ค่อนข้างจะสู้กันสนุก เพราะว่าทุกฟากฝ่ายการเมืองก็ซัดกันนัว โดยไม่ได้มีเรื่องของอำนาจฝ่ายความมั่นคงมาเล่นด้วย และ อบจ.ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลไกอำนาจในการควบคุมท้องถิ่นเหมือนสมัย คสช. ที่ก่อนจะเลือกตั้งนั้นแช่ในกลุ่มอำนาจเดิมรักษาการยาวๆ เกือบแปดปี

แน่นอนว่าย่อมจะต้องมีฝักฝ่ายในการเมือง อบจ.ที่จะยืนข้างรัฐบาลกลางอยู่ แต่ก็เป็นเรื่องของอิทธิพลในระดับปกติที่ไม่ได้เป็นสัญญาณของความผิดปกติในระบอบประชาธิปไตย ที่ความได้เปรียบเสียเปรียบยังพอมีอยู่บ้าง

ประการที่สอง คือ การเลือกตั้ง อบจ.ครั้งนี้มีความน่าสนใจ เพราะถ้าจำกันได้ในช่วงโควิดนั้น เราเห็นภาพของบทบาทนายก อบจ.ที่ออกมานำเสนอว่างบประมาณของตนนั้นมีเงินสะสมที่เพียงพอในการจัดซื้อวัคซีนโควิดเพื่อดูแลประชาชนในพื้นที่ของตัวเอง ขณะที่ผู้ว่าฯที่เคยถูกมองว่ามีอำนาจมากที่สุดนั้นไม่สามารถทำงานในบทบาทนี้ได้เลย

แต่ก็อย่าลืมว่าคนที่จุดประเด็นนี้คือ บิ๊กแจ๊ส นายก อบจ.ปทุมธานี และก็เป็นผู้เปิดเกมที่เป็นนายก อบจ.คนแรกที่ลาออกก่อนหมดวาระ และทำให้เกิดแนวโน้มที่นายก อบจ.เกินยี่สิบจังหวัดนั้นลาออกตาม

และที่สำคัญต่อมาก็คือ ในการเลือกตั้งในรอบนี้มีการแก้กฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องการเลือกตั้งที่สามารถหาเสียงโดยอิงกับพรรคการเมืองส่วนกลางได้ชัดเจนมากขึ้น ต่างจากคราวที่แล้วทำไม่ได้อย่างโจ่งแจ้ง

แต่ทั้งนี้ มันมีเรื่องของปัจจัยแทรกที่สำคัญหลังจากการเลือกตั้งใหญ่ในครั้งที่ผ่านมาเพิ่มเติม ก็คือเรื่องของการแตกกันของพันธมิตรฝ่ายต้านรัฐประหารของพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน (ก้าวไกล) การกลับมาของคุณทักษิณ และการที่คุณพิธาถูกตัดสิทธิทางการเมือง ก็มีบทบาทสำคัญทำให้การเมืองท้องถิ่นรอบนี้เป็นเรื่องที่สื่อต่างๆ สนใจ เพราะว่ามันกลายเป็นเรื่องของสนามแห่งสงครามตัวแทนของการต่อสู้ของสองพรรคพันธมิตรต้าน คสช.เดิม

แต่ผมอาจจะคิดไม่เหมือนสื่อและนักวิเคราะห์ทั่วไปที่มองว่าการเลือกตั้งรอบนี้คือการดูว่าพรรคประชาชนจะได้เท่าไหร่ และเพื่อไทย/คุณทักษิณจะได้เท่าไหร่ เพราะสิ่งที่น่าสนใจกว่าแต่ไม่ถูกรายงานก็คือ สองพรรคนี้ลงไปในระดับท้องถิ่นด้วยตัวแบบของการเมืองเดียวกันหรือเปล่าต่างหาก?

ซึ่งผมคิดว่าไม่แน่ใจ ในตรงนี้ไม่ได้อยากจะให้คุณค่าฝ่ายไหนมากกว่ากัน แต่คิดว่าความตื่นตัวในการแข่งขันรอบนี้จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่เหล่านั้นมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่แค่เรื่องของชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น

และเอาเข้าจริงสิ่งที่เกิดขึ้นคือในพื้นที่ที่ไม่มีการแข่งกันดุเดือดของสองพรรคนี้ อาจเป็นไปได้ไหมว่าพรรคอย่างภูมิใจไทยที่ไม่ประกาศตัว พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคชาติไทยพัฒนา จะยังรักษาพื้นที่และเครือข่ายของตัวเองมากน้อยแค่ไหน และนี่คือเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจของคนส่วนกลาง โดยเฉพาะในมุมมองของคนเมือง โดยเฉพาะคนเมืองกรุงเทพฯที่ไม่ได้ไปเลือกอะไรกับเขา

ส่วนต่อมาที่อยากจะเขียนถึงก็คือ ไม่ว่าบ้านใหญ่จะชนะหรือแพ้เลือกตั้ง อย่าไปเชื่อว่าการเลือกตั้งจะทำให้บ้านใหญ่หายไปโดยทันที หรือบ้านเมืองเขาไม่เปลี่ยนแปลง

ไม่เช่นนั้นเราจะอยู่ในกรอบความคิดที่มองว่าบ้านใหญ่นั้นเป็นเป้าหมายของการเลือกตั้งในรอบนี้ โดยไม่เคยเข้าใจพลวัตของบ้านใหญ่ในความเป็นจริง

ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้สักแค่ไหน ผมยืนยันว่าบ้านใหญ่ไม่ได้เท่ากับการเลือกตั้งฉันใด

บ้านใหญ่ก็ไม่เท่ากับเจ้าพ่อฉันนั้น

มันมีพื้นที่เหลื่อมกัน แต่ว่าแต่ละที่ไม่ได้เหมือนกัน โครงสร้างอำนาจและการใช้อำนาจ รวมทั้งพลวัตของบ้านใหญ่ในแต่ละที่นั้นไม่เหมือนกันทั้งหมด

ไม่งั้นเราจะหลงทางมองว่าบ้านใหญ่แพ้เลือกตั้งเท่ากับจบ บ้านใหญ่ชนะเลือกตั้งเท่ากับอยู่รอดและคงอำนาจ

สิ่งที่ควรสนใจจริงๆ คือกลยุทธ์ของบ้านใหญ่ พรรคการเมืองส่วนกลาง และตัวแสดงทางอำนาจต่างๆ ในพื้นที่ และตัวแบบการเลือกตั้งของผู้เลือกตั้ง

ครั้งนี้คือการเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีเหตุปัจจัยหลายอย่าง กลยุทธ์การเลือกตั้งและความตื่นตัวของประชาชนก็สำคัญ

สมมุติบ้านใหญ่ มันก็มีปัจจัยเช่นเขาแพ้กันเองก็ได้ ตัดคะแนนกันเอง

หรือถ้าชนะ บ้านใหญ่อาจจะชนะเพราะตัวผู้สมัครและกลยุทธ์ของพรรคประชาชนเองในพื้นที่นั้น ตั้งแต่การคัดผู้สมัคร และการทำงานร่วมกันเป็นทีมของผู้สมัครนายก อบจ. ส.อบจ. ส.ส.ในพื้นที่ และพรรคประชาชนไม่ได้สอดประสานกันก็ได้

หรือถ้าบ้านใหญ่ชนะ อาจไม่ได้แปลว่าบ้านใหญ่เขาคงอำนาจได้ แต่อาจหมายถึงว่าเขาผนึกอำนาจกันได้ระหว่างบ้านใหญ่มากขึ้น และยิ่งทำให้เห็นว่าการเข้ามาของพรรคประชาชนกลับไปสร้างเอกภาพของบ้านใหญ่หลายหลังในพื้นที่อีกต่างหาก

ไม่นับดินฟ้าอากาศ การบริหารการเลือกตั้งของ กกต.ในครั้งนี้ด้วย

คำถามที่สำคัญไม่ใช่แค่ความตื่นตัวของคนเมืองในแต่ละพื้นที่ และการเข้าถึงทะลุทะลวงของสื่อออนไลน์

คำถามที่เกี่ยวข้องกับบ้านใหญ่คือ ในความเป็นจริงบ้านใหญ่รักษาอำนาจไว้ด้วยเงื่อนไขอะไรบ้างทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

ไม่ใช่การเมืองอย่างเดียว

และแม้จะเป็นเรื่องทางการเมือง กลยุทธ์และยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่เช่น เขาย้ายทุนอย่างไร ปรับภาพลักษณ์อย่างไรเรียนรู้ในการเชื่อมโยงกับพื้นที่ใหม่ๆ อย่างไรคือสิ่งที่สำคัญ

ไม่ใช่ดูที่คะแนนเท่านั้น และไม่ใช่แค่ซื้อเสียงเท่านั้น

เพราะบางที่ก็ซื้อเสียงไม่ได้ทั้งหมด ตรงไหนซื้อได้ก็ไม่ได้ซื้อทั้งหมด และความซับซ้อนในการใช้เงินก็เป็นแค่ส่วนเดียว

การศึกษาส่วนนี้จะทำให้เข้าใจพลวัตการเมืองท้องถิ่นจากท้องถิ่นเองด้วย ไม่ใช่ศึกษาการเมืองท้องถิ่นเพื่อตอบคำถามเรื่องการเมืองภาพรวมอย่างเดียว

อย่ามองว่าการเมืองนอก กทม.เท่ากับการเมืองบ้านใหญ่ คือมันก็มีเรื่องอื่นที่ควรจะสนใจ เช่น ถ้าตัดเรื่องบ้านใหญ่เป็นตัวตั้ง แล้วสนใจคุยและนำเสนอเรื่องของการเมืองแต่ละจังหวัดโดยไม่ได้วิเคราะห์แค่พรรคและบ้านใหญ่ แต่ลองนำเสนอแบบเดียวกับการเลือกตั้งกรุงเทพฯที่เอาเรื่องของปัญหาพื้นที่และทางออกมาเป็นตัวหลักในการเดินเรื่อง เราจะเห็นเรื่องของการเลือกตั้งอีกแบบหนึ่ง และอาจส่งผลต่อการตัดสินใจอีกแบบหนึ่งก็ได้

ใช่ว่า กทม.อาจจะไม่มีบ้านใหญ่ แต่ไม่ใช่ประเด็นหลักในการมองการเมือง กทม. ทั้งที่พื้นที่หลายพื้นที่ก็สำคัญเช่นกัน

ถ้าเอาปัญหาเป็นตัวตั้ง แล้วเอาบ้านใหญ่และบ้านไม่ใหญ่มาดูเป็นองค์ประกอบ ไม่ใช่องค์ประทาน เอาพรรคการเมืองส่วนกลางเป็นองค์ประกอบไม่ใช่ประธาน อาจจะเห็นเรื่องอื่นๆ ในแต่ละจังหวัดที่เราได้เรียนรู้ระหว่างกันมากกว่าจากคะแนนเก่า จำชื่อบ้านใหญ่ จำชื่อความสัมพันธ์กับพรรคการเมือง และอีเวนต์ที่พรรคการเมืองและผู้ช่วยหาเสียงชื่อดังต่างๆ ลงพื้นที่ได้มากขึ้นครับ

เดี๋ยวในสัปดาห์หน้าผมคงจะได้มีโอกาสให้ข้อสังเกตในเรื่องของผลการเลือกตั้งและอนาคตของการเมืองท้องถิ่นและการเมืองระดับชาติว่าเชื่อมโยงกันแค่ไหนอีกทีหนึ่งครับ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : เดินหน้าต่อกับการเมืองท้องถิ่น

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...