ไม่ใช่แค่ส่งอาหาร แต่ยังส่งต่อความหวัง เปิดตัว “Grab The Missing” เปลี่ยนคนขับและไรเดอร์นับแสนเป็น “เครือข่ายค้นหาคนหาย”
รู้หรือไม่ ? ในช่วง 22 ปีที่ผ่านมา มีรายงานผู้สูญหายกว่า 17,848 รายในประเทศไทย หรือเฉลี่ยทุก ๆ 4 ชั่วโมง จะมีคนหาย 1 คน แต่ข่าวคนหายมักไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร และมีคนน้อยมากที่จดจำใบหน้า และช่วยกันมองหาอย่างจริงจัง จึงขาด “สายตา” ที่มากพอจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ “แกร็บ ประเทศไทย” จับมือกับ สวพ. FM91 เปิดตัว “Grab The Missing” แคมเปญที่พลิกบทบาทจากซูเปอร์แอปที่เป็นผู้ให้บริการเรียกรถและเดลิเวอรี ให้กลายเป็นเครือข่ายค้นหาผู้สูญหายทั่วประเทศ
แคมเปญนี้สร้างสรรค์โดยเอเจนซีโฆษณา YDM Thailand ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ในการเปลี่ยนเครือข่ายไรเดอร์ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากนับแสนคน ให้เป็นเครือข่ายค้นหาผู้สูญหายแห่งแรกของประเทศไทย และให้พวกเขาเป็นด่านหน้าที่ช่วยสังเกต และรายงานผู้สูญหายทุกวันบนท้องถนน
แล้วเพื่อน ๆ สงสัยไหมว่าทำไมต้องเป็นพี่ ๆ ไรเดอร์ ? เรื่องนี้มีที่มาฮะ เอาจริง ๆ คนทั่วไปใช้ชีวิตกันตามปกติ โดยไม่มีเรื่องคนหายเป็น Top of Mind แต่พี่คนขับและไรเดอร์ของ Grab ต่างออกไป เพราะพวกเขามี “สายตา” และ “การเคลื่อนไหว” ที่ไม่มีใครเทียบได้ พวกเขาอยู่บนท้องถนนทุกวัน เคลื่อนที่ผ่านตรอกซอกซอย ตลาด และย่านชุมชนที่ผู้สูญหายมักถูกพบเป็นครั้งสุดท้าย การที่พวกเขาอยู่บนถนนทุกวัน จึงทำให้มีโอกาสสังเกตเห็นผู้สูญหายได้มากกว่าคนทั่วไป
การทำงานของแคมเปญนี้เริ่มจาก Grab รวบรวมข้อมูลผู้สูญหายจาก สวพ FM.91 ไว้ใน Plug-in Layer ที่อยู่ในแอปของคนขับ Grab เมื่อไรเดอร์เริ่มทำงาน และเข้าสู่พื้นที่ที่มีการรายงาน ก็จะได้รับการแจ้งเตือน พร้อมภาพและรายละเอียดของผู้สูญหายที่ดูได้แบบเรียลไทม์ หากไรเดอร์พบผู้ที่มีลักษณะตรงกับรายงาน ก็สามารถรายงานผ่าน Plug-in Layer ที่อยู่ในแอปของคนขับได้เลย ซึ่งข้อมูลจะถูกส่งไปยัง สวพ. FM91 ทันที เพื่อตรวจสอบและดำเนินการค้นหาต่อไป
ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2025 เป็นต้นมา Grab The Missing ได้ถูกเปิดใช้งานบนแอปของคนขับ Grab นี่คือก้าวสำคัญของการใช้บริการออนดีมานด์เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกที่แท้จริงในสังคม แถมยังเป็นครั้งแรกที่เครือข่ายส่งอาหารและบริการออนดีมานด์อันดับ 1 ของประเทศได้กลายเป็นเครื่องมือช่วยชีวิตคนได้
นี่คือบทพิสูจน์ของแคมเปญที่สร้างอิมแพคให้กับสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งสะท้อนว่า Grab ไม่ใช่แค่แอปเรียกรถและส่งอาหาร แต่ยังส่งความหวังและโอกาสในการพาคนกลับบ้านนั่นเอง