COMPANY SNAPSHOT : MGT จุดเปลี่ยนลงทุน AI ขึ้นแท่นหุ้นปันผลสูง 6%
#MGT #ทันหุ้น – MGT ลั่นปีนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ในการปรับโครงสร้างด้านเทคโนโลยี เล็งลงทุน AI เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ จัดหนักปันผลสม่ำเสมอทุกปี ล่าสุดจ่าย 0.10 บาท คิดเป็น 6-7% โชว์กำไรสุทธิปี 2567 เพิ่มขึ้น 14.13% แตะ 12.93 ล้านบาท
ดร.วิทยา อินาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เมกาเคม (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGTเปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตในปี 2568 ที่ 20% จากปีที่ผ่านมา พร้อมเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการใช้ เทคโนโลยีและ AI ในการบริหารจัดการ เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ โดยยังคงใช้จำนวนบุคลากรเท่าเดิม
** เตรียมเงินสดพร้อม
“MGT เป็นองค์กรขนาดเล็กแต่กระชับ เราพยายามลดส่วนที่ไม่จำเป็นออกให้หมด เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เรานำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหาร และแม้ว่าบริษัทจะเติบโตขึ้น เราก็จะยังคงใช้จำนวนบุคลากรเท่าเดิม แต่สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้มากขึ้น และเราเตรียมเงินสดสำรองไว้ เพราะไม่แน่ใจว่าสถานการณ์โลกในปีนี้และปีหน้าจะเป็นอย่างไร เราต้องพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ” ดร.วิทยา กล่าว
สำหรับปี 2567 บริษัทมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 12.93 ล้านบาท คิดเป็น 14.13% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2566
เติบโต 12% ปันผลผู้ถือหุ้น 0.10 บาทต่อหุ้น พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผล 2 ครั้ง รวม 0.10 บาทต่อหุ้น โดยระหว่างปี จ่ายไปแล้ว 0.03 บาทต่อหุ้น เมื่อเดือนสิงหาคม-กันยายน 2567 และสิ้นปีเตรียมจ่ายอีก 0.07 บาทต่อหุ้น
เมื่อพิจารณาจากราคาหุ้นปัจจุบันที่ 1.72 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงถึง 6-7% สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการที่มั่นคงของบริษัท
“เราไม่มีการออกหุ้นกู้ แต่ใช้กำไรในการลงทุนซื้อกิจการใหม่ๆ เพื่อเสริมสร้างการเติบโต และทุกปีเรามีการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น” ดร.วิทยา กล่าว
** ลงทุนเทคโนโลยี
หนึ่งในแผนสำคัญของ MGT ในปีนี้ คือการลงทุนด้านเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและตอบสนองลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น โดยบริษัทได้ อัปเกรดระบบ ERP จาก SAP รุ่นเก่า ไปสู่ S4 HANA ซึ่งเป็นเวอร์ชันใหม่ที่ทำงานบน Cloud และสามารถรองรับการเชื่อมโยงข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น
“การอัพเกรดเป็น S4 HANA จะช่วยให้เราบริหารข้อมูลได้ดีขึ้น ทั้งในเรื่องของสต๊อกสินค้า การสั่งซื้อ และการจัดการด้านซัพพลายเชน ขณะเดียวกันเรายังได้นำระบบ CRM (Customer Relationship Management) เข้ามาเสริม เพื่อพัฒนาแนวทางการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” ดร.วิทยา กล่าว
ในระยะต่อไป MGT วางแผนจะนำAI เข้ามาใช้ร่วมกับ ERP และ CRM เพื่อช่วยลดภาระงานของพนักงาน เช่น การตอบอีเมล ตอบไลน์ และติดตามข้อมูลลูกค้าแบบอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถให้บริการลูกค้าได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น
** จุดเปลี่ยน MGT
ดร.วิทยา ย้ำว่า ปีนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ MGT ในการปรับโครงสร้างด้านเทคโนโลยี เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดและแนวโน้มธุรกิจระดับโลก
“เรามองว่า AI และเทคโนโลยีจะเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจในอนาคต ดังนั้น MGT จึงไม่หยุดนิ่ง เรากำลังวางรากฐานด้านดิจิทัลให้แข็งแกร่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ไม่ว่าจะเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี และขยายตลาดอย่างต่อเนื่อง” ดร.วิทยา กล่าว