เด็กคนหนึ่งถูกพ่อเลี้ยงล่วงละเมิด และแม่เชื่อสามีมากกว่าลูก / เด็กอีกคนถูกจับถ่ายคลิปลับ พ่อแม่มีเซ็กซ์กับลูก
นับเป็นข่าวที่หลายสำนักข่าวติดตามกันตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา จากกรณีที่เด็กหญิงวัย 10 ขวบ ต้องเข้าห้องไอซียูจากการถูกใช้วัตถุแทงเข้าทางทวารหนักจนลำไส้ฉีกขาดและอวัยวะภายในติดเชื้อ นอกจากความเจ็บปวดทางกาย แน่นอนว่าเธอยังต้องเผชิญความเจ็บปวดทางจิตใจจากการถูกล่วงละเมิด ซึ่งเรื่องราวยิ่งน่าสะเทือนใจกว่าเดิม เมื่อคนเป็น ‘แม่’ ได้กลายเป็นผู้กระทำซ้ำ ด้วยการเลือกเชื่อสามีมากกว่าลูก ทั้งยังเป็นคนเข้าไปหาลูกถึงในห้องไอซียู เพื่อเปิดสปีกเกอร์โฟนให้พ่อเลี้ยงได้สร้างเรื่องว่ามีคนอื่นเป็นผู้กระทำ เพื่อให้ลูกที่นอนป่วยอยู่ได้ฟังและช่วยยืนยันว่าเป็นความจริง และแม้ล่าสุดฝ่ายพ่อเลี้ยงจะถูกตำรวจจับเรียบร้อยแล้ว แต่ฝ่ายแม่ก็ยังตั้งใจที่จะประกันตัวสามีออกมา
ขณะที่อีกกรณีหนึ่ง ตำรวจปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (ป.ค.ม.) ได้บุกจับกุมผู้เป็นพ่อวัย 43 ปีและแม่วัย 35 ปี ที่ให้ลูกชายวัย 10 ขวบมีเพศสัมพันธ์ร่วมกับพ่อและแม่ เพื่อทำคลิปขายในกลุ่มลับ
ทั้งสองกรณีนี้เกิดขึ้นในเวลาใกล้ๆ กัน และหากดูจากหัวข้อข่าวที่ลิงค์มาใกล้ๆ กับข่าวเหล่านี้ ก็พบว่ามีเด็กอีกจำนวนมากที่ติดอยู่ในครอบครัวที่ล่วงละเมิดทางเพศหรือใช้ความรุนแรงกับพวกเขา และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของสังคมที่จำเป็นต้องมีมาตรการแก้ไขและรองรับที่แข็งแรงกว่าที่เป็นอยู่
โดยปัจจุบันหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักที่จะเข้ามาดูแลเรื่องนี้ก็คือ พม. หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่เมื่อมีการร้องเรียนก็จะนำไปสู่การลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบ และหากพบว่ามีปัญหาจริงก็จะนำไปสู่ความช่วยเหลือ โดยให้เด็กเข้ามาอยู่ในความดูแลของรัฐ เช่นในบ้านพักเด็กและครอบครัวในสังกัดกรมกิจการเด็กและเยาวชน ที่ปัจจุบันมีอยู่ 77 แห่ง ประจำ 77 จังหวัด นอกจากนี้ยังมี สถานสงเคราะห์/สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ/สถานพัฒนาและฟื้นฟู/สถาบันเพาะกล้าคุณธรรม รวม 30 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งคำถามถัดมาก็คือ จำนวนของพื้นที่เหล่านี้มีเพียงพอไหม อีกทั้งบุคลากรและทรัพยากรที่มีนั้นเพียงพอต่อความเป็นอยู่ที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจอย่างที่ควรจะเป็นแค่ไหน
ในอีกแง่หนึ่ง โดยเริ่มแรกก็ต้องมีการร้องเรียนเข้าไปเสียก่อน ดังนั้นอีกช่องว่างที่สำคัญและเป็นต้นตอของปัญหาก็คือทัศนคติที่พ่อแม่เหล่านั้นมีต่อลูกๆ และปัญหาความยากจนที่ทำให้บางครอบครัวไม่สามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเด็กๆ ที่เกิดขึ้นมาได้ รวมถึงสภาพแวดล้อมของครอบครัวนั้นๆ ที่แม้ผู้ใหญ่บางคนในพื้นที่นั้นๆ จะรับรู้ปัญหา แต่ก็อาจไม่ได้พร้อมจะก้าวออกมาเป็นผู้ร้องเรียนได้
ต้องยอมรับว่าหลายๆ ครอบครัวที่มีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นเป็นครอบครัวที่เผชิญความลำบากทางการเงิน และความเป็นอยู่ของลูกขึ้นอยู่กับสภาวะทางการเงินของครอบครัวโดยตรง เช่นครอบครัวของเด็กหญิงวัย 10 ขวบ นอนรวมกัน 4 คน (พ่อเลี้ยง แม่ และลูกสาวกับลูกชาย) ทำให้วันที่แม่ออกไปทำงาน จึงกลายเป็นโอกาสให้พ่อเลี้ยงได้อยู่กับเด็กเพียงสองต่อสองในพื้นที่ปิด หรือครอบครัวของเด็กชายวัย 10 ขวบ ก็มีฐานะยากจน พ่อแม่จึงเลือกใช้ลูกเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการหาเงินจากการขายคลิปลับ ในราคาคลิปละ 500 บาท
นอกเหนือไปจากกรณีที่ยกมานี้ หลายครั้ง ผู้กระทำยังเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว และกลายเป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุดในบ้าน ก็ยิ่งนำไปสู่ความเสี่ยงที่เรื่องจะถูกปิดเงียบ เพราะคนอื่นๆ ในครอบครัวก็ไม่อาจเผชิญความเสี่ยงที่จะขาดรายได้ จึงจำยอมต้องปิดหูปิดตาต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น
และเราอาจต้องย้อนกลับไปไกลกว่านั้น นั่นคือการสื่อสารความเข้าใจเรื่องการ “มีลูกเมื่อพร้อม” หลายคู่รักขาดความรู้หรือไม่ได้ให้ความสำคัญกับการคุมกำเนิด อีกทั้งยังอยู่กับความเชื่อที่ไม่สนับสนุนการยุติการตั้งครรภ์ ทั้งยังตีความคำว่า “พร้อม” เพียงระยะสั้นๆ ขาดการวางแผนครอบครัวในระยะยาว หรือกระทั่งเชื่อว่า “ท้องได้ก็เลี้ยงได้” จนทำให้มีเด็กหลายคนที่จำเป็นลืมตาดูโลกและเผชิญกับสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้ายอย่างนี้
ข่าวที่น่าสะเทือนใจสองข่าวนี้จึงเน้นย้ำปัญหาสำคัญหลายข้อในสังคมไทย ซึ่งยังคงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จำต้องหากลไกในการแก้ปัญหาที่ฝังรากลึกนี้ ไม่ใช่เพียงการสร้างพื้นที่รองรับเด็กที่ต้องเผชิญปัญหาไปแล้ว ขณะที่ในฐานะประชาชนคนทั่วไป หากเราพบเห็นเรื่องราวเหล่านี้ใกล้ตัว ก็นับเป็นหน้าที่พลเมืองในการรายงานเรื่องที่เกิดขึ้น อย่างน้อยก็เพื่อนำไปสู่การตรวจสอบ ซึ่งแม้ท้ายที่สุดอาจจะไม่ได้ช่วยให้เด็กได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหมดทั้งมวล แต่ก็ยังดีกว่าการนิ่งเฉยและทำได้แค่เฝ้าดูต่อไป
อ้างอิง