โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

จารึกค้นพบใหม่ที่เวียงกุมกาม ระบุชื่อ 'วัดอรรคมเหสี' ฤๅจะเป็นคนเดียวกันกับ 'นางอะตะปาเทวี' แห่งวัดร่ำเปิง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 28 ก.ค. 2566 เวลา 15.57 น. • เผยแพร่ 28 ก.ค. 2566 เวลา 15.56 น.

พ่อหนานศรีเลา เกษพรหม นักอ่านจารึกภาษาโบราณ อดีตเคยทำงานที่สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แจ้งแก่ดิฉันนานหลายเดือนแล้วว่า ท่านได้ค้นพบจารึกบนแผ่นดินเหนียวจำนวน 2 ชิ้น พร้อมด้วยพระพิมพ์ดินเผากลุ่มหนึ่ง ในบริเวณเวียงกุมกาม จึงอยากเชิญดิฉันให้ไปช่วยศึกษาวิเคราะห์แลกเปลี่ยนความเห็นกัน

เนื่องจากเมื่อท่านได้ทำการอ่านข้อความของจารึก โดยเฉพาะชิ้นแรกแล้ว พบว่ามี “นัยยะอะไรบางอย่าง” ที่ละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างมากกับ “จารึกวัดตะโปทาราม” หรือวัดร่ำเปิง ที่ทำขึ้นในปี 2035 ตรงกับสมัยพระญายอดเชียงราย อย่างมาก

จนพ่อหนานศรีเลาเชื่อว่าบุคคลผู้ที่สั่งให้ทำจารึกที่เวียงกุมกามนั้น น่าจะเป็นคนเดียวกันกับผู้สร้างวัดตะโปทาราม บุคคลผู้นั้นก็คือ “พระนางอะตะปาเทวี” อัครมเหสีชาวจีนห้อของพระญายอดเชียงรายนั่นเอง

ข้อความในจารึกวัดอรรคมเหสี

วันที่ 20 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา ดิฉันมีโอกาสแวะไปขอข้อมูลและสัมภาษณ์พ่อหนานศรีเลาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ณ บ้านของท่านแถววัดไชยสถาน อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ท่านได้หยิบกระดาษ 4-5 แผ่นมาให้ดิฉันดู เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับจารึกสองชิ้นที่ท่านทำการปริวรรตถอดความไว้

สิ่งที่น่าสนใจคือจารึกชิ้นที่ 1 (ในที่นี้จะยังไม่ขอพูดถึงจารึกชิ้นที่ 2) ซึ่งพ่อหนานศรีเลาตั้งชื่อให้ไว้ว่า “จารึกวัดอรรคมเหสี” กำหนดอายุได้ราว พ.ศ.2035-2038 อันที่จริงตัวจารึกไม่ได้มีการจารปีศักราช แต่จากสำนวนเนื้อหาโดยรวมทั้งหมด ประกอบกับรูปแบบของตัวอักขระ ซึ่งเขียนด้วยอักษรฝักขามนั้น พ่อหนานศรีเลาฟันธงได้เลยว่า จารึกดินเหนียวชิ้นนี้ควรมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับจารึกวัดตะโปทาราม

เนื้อหาที่จารไว้มีเพียงด้านเดียว จำนวนก็ไม่ยาวนักแค่ 9 บรรทัด จากความสูงของแผ่นจารึก 25.5 เซนติเมตร กว้าง 24 เซนติเมตร และหนา 2 เซนติเมตร พ่อหนานถอดความและปริวรรตเป็นภาษาไทยได้ดังนี้

“ดูกรา ชาวเจ้าและนักบุญทั้งหลาย ในกาลเมื่อพระพุทธเป็นเจ้าประดิษฐานศาสนาไว้ วัดอรรคมเหสีเจ้า ก็หื้อ (ให้) อาราธนาสงฆ์เจ้าทั้งหลายมีประมาณ 100 ตน มาชุมนุมในฐานะที่นี้ เพื่อหื้อแล้วคำอนุญาตแห่งพระญาเจ้า หื้อแปลงรูป สร้างพระ สร้างวัด บุญทั้งมวลนี้ จงหื้อจำเริญสุข ต่อเท่าเถิงแดนนิรพานเทอญ”

เปรียบเทียบกับข้อความในจารึกวัดตะโปทาราม

พ่อหนานศรีเลากล่าวแก่ดิฉันว่า จารึกดังกล่าวมีคนในพื้นที่เวียงกุมกามขุดได้พร้อมกับกรุพระพิมพ์ดินเผาจำนวนหนึ่ง นำมาส่งมอบให้ท่านราวสองปีก่อน (ถือเป็นโบราณวัตถุที่ไม่ได้พบโดยเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร จากการขุดค้นทางโบราณคดี)

พ่อหนานศรีเลายินดีรับทั้งแผ่นจารึกและกลุ่มพระพิมพ์ดินเผามาศึกษา เมื่อทำการอ่านอย่างละเอียดหลายรอบจนแล้วเสร็จ ท่านได้นำจารึกนั้นไปมอบให้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เพื่อเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติต่อไป

พ่อหนานศรีเลากล่าวว่า จารึกชิ้นนี้ยังไม่เคยได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่หรือหยิบมาพูดคุย ถกเถียงโดยนักวิชาการด้านล้านนามาก่อนเลย ทั้งๆ ที่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ ท่านก็พยายามเชิญคณาจารย์ นักวิชาการผู้สนใจเรื่องล้านนาศึกษามาพูดคุยถ่ายทอดข้อมูลหลายท่านแล้ว

สิ่งที่พ่อหนานศรีเลาตื่นเต้นดีใจก็คือ การปรากฏ “ลายแทง” หรือ “รหัส” หลายประโยค หลายวลี หลายวรรคตอน ในจารึกใหม่ชิ้นนี้ ที่สามารถนำไปเทียบเคียงได้กับข้อความที่ปรากฏในจารึกหลักสำคัญยิ่งคือจารึกตะโปทาราม

นับแต่ถ้อยคำแรกที่ใช้เป็นวลีเปิดประเด็น จารึกวัดอรรคมเหสีใช้ว่า

“ดูกรา ชาวเจ้าและนักบุญทั้งหลาย ในกาลเมื่อพระพุทธเป็นเจ้าประดิษฐานศาสนาไว้”

ในขณะที่วัดตะโปทารามเขียนว่า

“ดูกรา ชาวเจ้านักบุญทั้งหลาย ในกาลเมื่อพระพุทธศรีศากยมุนีโคตมะเป็นเจ้าประดิษฐานศาสนาไว้”

ข้อความถัดมา จารึกวัดอรรคมเหสีระบุว่า

“อาราธนาสงฆ์เจ้าทั้งหลายมีประมาณ 100 ตน มาชุมนุมในฐานะที่นี้”

ของวัดตะโปทารามเขียนด้วยสำนวนเดียวกันว่า

“เมื่อนั้นอะตะปาเทวีก็หื้ออาราธนาสังฆะทั้งหลายมีประมาณ 100 ตน (จากนั้นเป็นชื่อของพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ 5 รูป) มาชุมนุมในฐานะที่นี้”

ถัดมา จารึกค้นพบใหม่ที่เวียงกุมกามเขียนว่า

“เพื่อหื้อแล้วคำอนุญาตแห่งพระญาเจ้า หื้อแปลงรูป สร้างพระ สร้างวัด”

เมื่อเทียบกับจารึกตะโปทารามซึ่งเขียนว่า

“แล้วอะตะปาเทวีก็ขออนุญาตแห่งพระญาเจ้า พระญาเจ้าก็หื้ออนุญาต แล้วหื้อสร้าง (ศาสนวัตถุ) ประเทศที่นี้”

ข้อความสุดท้ายของจารึกดินเหนียวเวียงกุมกามเขียนว่า

“บุญทั้งมวลนี้ จงหื้อจำเริญสุข ต่อเท่าเถิงแดนนิรพานเทอญ”

ท่อนจบของจารึกวัดตะโปตารามเขียนว่า

“บุญทั้งมวลนี้ จุ่งหื้อจำเริญแก่พระเป็นเจ้า… จุ่งจักหื้อจำเริญสุข ต่อเท่าถึงแก่นิรพาน เทอญ”

ข้อควรวิเคราะห์ ความเหมือนในความต่าง

เมื่อดิฉันได้อ่านข้อความของจารึกทั้งสองชิ้นเปรียบเทียบกัน คำต่อคำ วลีต่อวลี ประโยคต่อประโยค ก็เห็นด้วยกับพ่อหนานศรีเลาว่า คนเขียนต้องเป็นคนเดียวกันแน่นอน มิใช่ว่าสำนวนดังกล่าวจักเป็นสำนวนมาตรฐานกลาง ที่ปรากฏในจารึกทุกหลักก็หาไม่

โดยเฉพาะร่องรอยของผู้สั่งให้ทำจารึกทั้งสองหลักใช้คำว่า “อรรคมเหสี” เป็นผู้มีอำนาจบารมีอย่างมาก ถึงขนาดที่ว่าสามารถอาราธนาพระสังฆราชาชั้นผู้ใหญ่ทั่วเชียงใหม่มารวมตัวกันได้ถึง 100 รูป ซึ่งข้อความเช่นนี้ไม่พบในจารึกหลักอื่นๆ

จารึกทั้งสองหลักมีความเหมือนในความต่างดังนี้

1 วัสดุที่ใช้แตกต่างกัน ของวัดตะโปทารามทำด้วยศิลา แต่ที่เวียงกุมกามทำด้วยดินเผา สีส้มอมเทามองเผินๆ แล้วคล้ายเนื้อปูน (ต้องขออภัยต่อผู้อ่านที่ในบทความนี้ไม่มีภาพประกอบตัวจารึกค้นพบใหม่ดังกล่าว เนื่องจากพ่อหนานศรีเลามอบจารึกจริงให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ไปแล้ว ภาพถ่ายที่ท่านมี ต้นฉบับไม่ค่อยชัดเจนเท่าใดนัก)

2 จารึกวัดตะโปทารามระบุศักราช แต่ของเวียงกุมกามไม่บอกปีที่จาร

3 จารึกวัดตะโปทารามมีขนาดใหญ่มาก เขียนข้อความเต็มทั้งสองด้าน ด้านแรก 23 บรรทัด และด้านหลัง 22 บรรทัด ถือว่าให้รายละเอียดชื่อบุคคล เหตุการณ์ สถานที่มากกว่าจารึกที่ได้จากเวียงกุมกามซึ่งเขียนไว้แบบย่นย่อเพียง 9 บรรทัด

4 จารึกวัดตะโปทาราม ระบุว่าสร้างโดย อรรคมเหสี (เขียน อรรค แบบสันสกฤต ไม่ได้ใช้ว่า อัคร แบบบาลี) และต่อมาก็บอกว่า อรรคมเหสีผู้นี้ชื่อ นางอะตะปาเทวี ส่วนของที่เวียงกุมกามระบุว่าเป็นวัดที่สร้างโดย อรรคมเหสี เช่นเดียวกัน

แถมวัดที่สร้างยังเรียกว่า วัดอรรคมเหสีเจ้า อีกด้วย ซึ่งตั้งอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่งในบริเวณเวียงกุมกาม เพียงแต่จารึกดินเหนียวไม่เอ่ยนามว่า อรรคมเหสีองค์นี้ชื่ออะตะปาเทวีแบบตรงๆ

ข้อควรพิจารณาและการศึกษาต่อยอด

หากสมมุติว่าจารึกที่พบใหม่ในเวียงกุมกามนี้เป็นของพระนางอะตะปาเทวี ผู้เป็นอรรคมเหสีของพระญายอดเชียงรายจริง ก็เท่ากับว่าเราได้พบหลักฐานชิ้นสำคัญเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ โดยเรายังต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อไปอีกหลายประเด็น อาทิ

การใช้คำว่า “อรรคมเหสี” นั้น หมายความว่าอย่างไรกันแน่ สรุปแล้วสถานะของพระนางอะตะปาเทวี อยู่สูงกว่า พระนางโป่งน้อย (สิริยศวดี แม่พระเมืองแก้ว) ผู้เป็นอัครชายาของพระยอดเชียงรายอีกองค์หรือเช่นไร? (ประเด็นนี้ยังมีการถกเถียงกันอยู่ บ้างว่าอะตะปาเทวีกับโป่งน้อยคือคนเดียวกัน?)

นอกเหนือไปจากบทบาทในการสร้างวัดร่ำเปิง (ตะโปทาราม) แล้ว จารึกวัดอรรคมเหสีที่ค้นพบใหม่ ยังทำให้เราทราบว่า พระนางผู้เป็นอรรคมเหสีของพระญายอดเชียงรายองค์นี้ยังไปสร้างวัดแห่งหนึ่งในเวียงกุมกามอีกด้วย

โดยเราไม่อาจมองข้ามบทบาทและความสำคัญของเวียงกุมกามไปได้เลย แม้ว่าเชียงใหม่จะเป็นราชธานีแทนที่เวียงกุมกามอย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม ทว่าในสถานการณ์ช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน ยามเชียงใหม่มีภัยคุกคาม (เช่น ตอนที่พระไชยราชาแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพขึ้นมา “มหาเทวี” บางกลุ่มก๊วนก็ใช้เวียงกุมกามเป็นจุดหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า) พบว่าเจ้านายชนชั้นสูงมักไปหลบซ่อนตัวแถวเวียงกุมกาม คล้ายเป็นเซฟเฮาส์

ซึ่งเราไม่อาจทราบได้ว่า การมาสร้างวัดอรรคมเหสีของพระนางอะตะปาเทวีที่เวียงกุมกามนี้ มาด้วยเหตุผลใด หนีศึกหลบซ่อนตัวอะไรด้วยหรือไม่

การค้นพบกลุ่มโบราณวัตถุประเภท “พระพิมพ์ดินเผา” จำนวนมากพร้อมกับจารึกดินเหนียวสองแผ่น ที่มีรูปทรงและวัสดุแบบเดียวกัน สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้อะไรได้บ้างหรือไม่ เนื่องจากพระพิมพ์กลุ่มนี้ มีองค์ประกอบศิลปะที่แปลกแตกต่างไปจากพุทธศิลป์ล้านนาที่พบกันทั่วไปโดยสิ้นเชิง

กล่าวคือ พระพุทธรูปตอนกลางนั่งบนบัลลังก์สูงมาก ปรกโพธิ์ด้านหลังก็เน้นลวดลายที่แตกเส้นสายรายรวงเป็นกิ่งก้านช่อใบที่ดูโดยรวมแล้วคล้าย “ตาข่าย” ถักทอ

จุดเด่นคือฐานพระทุกองค์มักมีขีดสี่เส้นเสมอ จากการสอบถามพ่อหนานศรีเลาว่า “เซียนพระ” ให้ความเห็นอย่างไรต่อพระพิมพ์กลุ่มนี้ ท่านตอบว่า

“เซียนพระมีความเห็นแตกออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกบอกว่าไม่เคยเห็นพระพิมพ์ล้านนาที่มีรูปลักษณ์ประหลาดเช่นนี้มาก่อน จึงไม่ให้ราคา บางคนถึงขนาดตีเก๊ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง นำเนื้อดินไปพิสูจน์แล้วพบว่าเก่าถึง 500 ปีจริง เพียงแต่ไม่วายสงสัยว่าทำไมพิมพ์ทรงจึงแปลกพิสดารปานนั้น”

เป็นไปได้หรือไม่ว่า พระพิมพ์รูปแบบแปลกตากลุ่มนี้ เป็นอิทธิพลของศิลปะ “จีนห้อ” หรือกลุ่มคนจากสิบสองปันนา แถบยูนนาน อันเป็นถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอนของนางอะตะปาเทวี ที่เราเคยตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่า พระนางน่าจะเป็นสตรีต่างแดนที่พระยอดเชียงรายมีจิตปฏิพัทธ์มากกว่าพระมเหสีโป่งน้อย?

เรื่องพระพิมพ์ดินเผาที่ค้นพบใหม่กลุ่มนี้ ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบกับพระพิมพ์ในกลุ่มจีนใต้ต่อไป •

ปริศนาโบราณคดี | เพ็ญสุภา สุขคตะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...