โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

โชติวัฒน์ ประธานศาลฎีกา ฟัง-ตอบความยุติธรรม ด้วยคำพิพากษา

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ส.ค. 2566 เวลา 05.31 น. • เผยแพร่ 12 ส.ค. 2566 เวลา 00.14 น.
โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน : อิศรินทร์ หนูเมือง : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ

1 ปีก่อน โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นประธานศาลฎีกา คนที่ 48 หลังรับสนองพระบรมราชโองการ “โชติวัฒน์” ประกาศนโยบาย “รักศาล ร่วมใจ รับใช้ประชาชน”

ยุคของประธานคนที่ 48 แหวกไปจากขนบเดิม เน้นอำนวยความยุติธรรม แบบคลุกวงใน และมีคำว่า “รับใช้ประชาชน” เป็นธงนำ

“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนาพิเศษกับประมุขฝ่ายตุลาการ 60 วัน ก่อนการส่งผ่านงานคดีและความเมือง ให้กับประธานคนต่อไป

ศาลพูดน้อย ฟังมาก

“โชติวัฒน์” กล่าวว่า เราจะต้องระมัดระวังตัวในเรื่องความเป็นกลาง ไม่ทำให้ประชาชนเขาเคลือบแคลง หรือเขาสงสัยว่าเราอยู่ข้างไหน เพราะถ้าเราพูดอะไรไปพอไปสมประโยชน์ฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าอยู่ข้างนั้น พอไปสมประโยชน์อีกฝ่ายนี่ก็บอกว่าอยู่ข้างนี้ สิ่งเหล่านี้มันเป็นเครื่องที่หล่อหลอมผู้พิพากษามาตั้งแต่เป็นผู้พิพากษาหนุ่ม ๆ ท่านฟังมาก แล้วท่านไปคิดเอาเอง อะไรที่ดี ที่ถูก ที่เป็นธรรม ท่านก็ตัดสินไป

“แน่นอนผู้พิพากษาทุกคนก็เป็นมนุษย์ปุถุชน ก็มีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง เอาไว้แสดงตอนเขียนคำพิพากษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเมืองเราก็ไม่สามารถจะไปพูดอะไรได้ทั้งนั้น เพราะว่าวันนี้แม้ยังไม่มีคดี แต่วันข้างหน้าไม่รู้อะไรจะเกิด ถ้าเราพูดวันนี้อะไรไป แสดงวันนี้เห็นอะไรไป ก็เท่ากันเราไปประกาศว่าวันข้างหน้าเราจะไปอย่างนั้นนะ มาอย่างนี้นะ ตัดสินอย่างนู้นนะ”

“เพราะจะทำให้เขาพยากรณ์ หรือเข้าใจว่าพวกท่านมีความคิดเห็นแบบนี้นะ แบบนั้นนะ มันขาดความเป็นกลาง เพราะท่านไปแสดงความคิดเห็นไว้ล่วงหน้าแล้ว ถูกไหมล่ะ เราก็ไม่ควรพูด ไม่ควรแสดง”

บยส.เชื่อมศาล โลกภายนอก

แต่ศาลมีความอ่อนตัว เมื่อมีหลักสูตรแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเอกชน “โชติวัฒน์” ตอบว่า ใช่ คือหลักสูตรของศาล บยส. หลักสูตรบริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง ซึ่งเรามีมาถึงปัจจุบัน 27 รุ่น จากเดิมที่เจตนารมณ์ในการตั้งหลักสูตร ต้องการให้ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น เพื่อที่จะได้ประสานการทำงานร่วมกัน แต่พอยุคสังคมเปลี่ยนแปลงไป ลำพังเฉพาะหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม คือ ศาล อัยการ ตำรวจ ราชทัณฑ์ น่าจะน้อยไป

เราก็ต้องเปิดตัวเรา เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภายนอก ทั้งภาครัฐ ทั้งภาคเอกชน เพราะฉะนั้น โครงการของ บยส.ก็เลยขยายเพิ่มขึ้น เติบโตขึ้น

ไม่ใช่หลักสูตรคอนเน็กชั่น

เมื่อหลักสูตรต่าง ๆ ถูกมองว่าเป็นคอนเน็กชั่น ต้องบริหารไม่ให้ บยส.ถูกมองแบบนั้นหรือไม่ ประธานศาลฎีกาบอกว่า เราจะไม่ทำหลักสูตรไปสร้างให้ประชาชนหรือคนทั่วไปคิดว่าเราทำขึ้นมาเพื่อคอนเน็กชั่น เพราะว่าวงการศาล เราพยายามสอนคนของเราตลอด โดยเฉพาะผู้พิพากษาว่าให้ซื่อสัตย์ สุจริต

แล้วก็บอกกับเขาตั้งแต่ต้นเลยว่า ถ้าท่านอยากรวยท่านต้องไปทำอาชีพอื่น เพราะถ้าท่านมาเป็น โอกาสท่านจะรวยจากอาชีพ จากเงินเดือน จากรายได้ไม่ได้ มันได้จำกัด สิ่งที่คนทั่วไปไม่รู้คือ ผู้พิพากษาเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจก็ไม่ได้

“ถ้าเขาเข้าใจ เขายอมรับ ก็เท่ากับเขารู้มาแต่ต้นเมื่อเขาเข้ามาเป็นผู้พิพากษา 5 ปี 10 ปี 20 ปี อาจจะรู้จักคนเยอะ อาจจะมีคอนเน็กชั่นบ้าง เราห้ามเขาไม่ได้ แต่เราสอนเขาว่า ท่านต้องมีระยะห่าง การมีเพื่อนเราห้ามท่านไม่ได้ เพราะท่านจะอยู่คนเดียวในโลกนี้เป็นไปไม่ได้ ท่านก็มีเพื่อนได้ ไปทานอาหารกับเพื่อนได้”

“สมมุติว่าเพื่อนท่านมีคดีเขามาขอให้ท่านช่วย ท่านก็ต้องปฏิเสธ ว่าท่านช่วยไม่ได้ ถ้าท่านไปช่วยเพื่อนท่านท่านต้องผิด ถ้าเราจับได้เราจะต้องตั้งกรรมการสอบวินัยท่าน ท่านจะถูกให้ออก ไล่ออกก็แล้วแต่”

ต้องกำหนดกรอบไว้เคร่งครัด “โชติวัฒน์” บอกว่า“เคร่งครัด แต่ไม่เท่าพระหรอกครับ”

หลักตัดสินคดีการเมือง

ในช่วงที่การเมืองเกิดความขัดแย้ง มีหลายคดีที่ขึ้นสู่ชั้นศาลยุติธรรม ประธานศาลฎีกากล่าวถึงหลักอำนวยความยุติธรรมในคดีความคิดต่างทางการเมืองว่า

ผมจะพูดเอาแบบสั้น ๆ ตรง ๆ ประเด็น คดีมี 2 ฝ่าย ถ้าเราตัดสินให้ฝ่ายไหนชนะ ฝ่ายนั้นก็ชื่นชมเรา ตัดสินให้ฝ่ายไหนแพ้ ฝ่ายนั้นก็ด่าเรา เป็นสัจธรรม เราเข้าใจ และยอมรับ

แต่สิ่งที่สำคัญที่เราบอกกับคนของเราตลอด เรามีวิธีที่เราจะแสดงหรืออธิบายดีที่สุดก็คือเขียนในคำพิพากษา เพราะฉะนั้น ในคำพิพากษาของท่านจะต้องให้เขียนให้ดี ให้ละเอียดชัดเจน ทั้งเหตุ ทั้งผล ว่าท่านตัดสินให้ฝ่ายนี้แพ้เพราะอะไร ตัดสินให้ฝ่ายนี้ชนะเพราะอะไร ถ้าท่านเขียนด้วยเหตุผลชัดเจนแล้ว ก็ตอบสังคมได้

และเพื่อที่จะ backup ผู้พิพากษาว่าเขาซื่อสัตย์ สุจริตนะ ว่าเขาตัดสินอย่างนี้เพราะอะไร ตัดสินอย่างนั้นเพราะอะไร เพราะว่ามันจะต้องโดนตรวจสอบต่อไปเมื่อมีฎีกาขึ้นศาลสูง ส่วนที่แพ้จะพอใจไม่พอใจเราห้ามเขาไม่ได้

“ประชาชนเขาจะไม่เข้าใจเขาก็อยากจะให้เราไปอธิบาย เราอธิบายไม่ได้ เราต้องอธิบายในคำพิพากษา เราจะไปเป็น speaker โต้กับคนนั้นคนนี้ไม่ได้ ขืนทำอย่างนั้นก็เท่ากับเราลงไปเป็นคู่ความที่ 3 ทำได้ดีที่สุดเท่านั้น แล้วเราต้องนิ่ง ถ้าไม่พอใจก็ใช้สิทธิอุทธรณ์ ฎีกา แต่บางเรื่องเราก็จะใช้โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรมมาชี้แจง แต่เราไม่สามารถให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนมาอธิบาย”

“ยิ่งคดีการเมืองเรายิ่งต้องระวัง เรายิ่งระวังมาก แล้วก็ทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อเราพิจารณา เมื่อเราตัดสิน ต้อง base on กฎหมายหมด จะตัดสินว่าผิด ผิดเพราะอะไร มาตราไหน เพราะอะไร ต้องอธิบายให้หมด ผมบอกผู้พิพากษาทุกท่านว่า ถ้าท่านไม่ base on กฎหมายนะท่านจะตกเป็นจำเลย เขาจะฟ้องท่านแน่นอน ที่ศาลอาญาทุจริตทุกวันนี้ผู้พิพากษาเราก็โดนฟ้องเป็นร้อย”

“แต่บอกกับผู้พิพากษา ให้กำลังใจว่าท่านไม่ต้องห่วงถ้าท่านซื่อสัตย์ สุจริต มีเหตุมีผล ก็ปล่อยเขา แต่ท่านก็ต้องเข้าใจว่าคนทำงานบางครั้งทุ่มเทตั้งใจทำแล้วมาโดนฟ้องเสียเองมันเสียกำลังใจมาก ทั้ง ๆ ที่ไม่สมควร เพราะเขารู้อยู่แก่ใจว่าไม่ได้ทำอะไร”

ปลูกจิตสำนึกรับใช้ประชาชน

ในช่วงที่ “โชติวัฒน์” ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา มีนโยบาย “รักศาล ร่วมใจ รับใช้ประชาชน” เอาศาลเชื่อมคนนอกมากขึ้นในลักษณะของการทำงาน พลิกให้ศาลยุติธรรมรับใช้ประชาชน เร่งสะสางคดีทุกข์ร้อนของประชาชนให้รวดเร็วมากขึ้น

“นโยบายนี้ ก็คิดอยู่นาน กว่าจะตกผลึกเป็นอย่างนี้ โดยเป้าหมายสุดท้ายของผม คือการสร้างความเชื่อมั่นศรัทธาให้ประชาชนเกิดกับองค์กรศาลยุติธรรม”

เราบอกว่าเราต้องการเป้าหมายสุดท้าย แล้วเราต้องทำอย่างไร ผมก็ต้องเริ่มตั้งแต่สร้างจิตสำนึกให้บุคลากรทุก ๆ ฝ่าย ให้เขามีความรักองค์กร ปลุกจิตสำนึกเขา การที่เขาเป็นผู้พิพากษา เป็นเจ้าหน้าที่ วันที่เขาเข้ามา เขาดีใจเขาอยากเป็น เขาสมัครใจ เขารัก แต่พอทำไป ทำไป ทำไป ความรักมันก็อาจจะจืดจาง ถึงเวลาที่เราจะไปปลุกเขาให้ตื่น แสดงให้ประชาชนเขาเห็นได้

ในวันที่ 1 ตุลาคมปีที่แล้ว ที่ผมเข้ามารับตำแหน่งแล้วก็ประกาศนโยบาย แบ่งศาลออกเป็น 3 กลุ่ม “กลุ่มศาลสีเขียว” คือศาลที่ทำงานได้เกณฑ์มาตรฐาน คือพิจารณาพิพากษาคดีได้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับแต่ยื่นฟ้อง 100% ในวันที่ผมรับตำแหน่งมีศาลสีเขียว 70 กว่าศาล จาก 270 กว่าศาล และเป็น “ศาลสีเหลือง” คือศาลที่เกินมาตรฐานไปเล็กน้อย พิจารณาพิพากษาคดีได้แล้วเสร็จเกินกว่า 1 ปี นิดหน่อย สามารถเปลี่ยนเป็นสีเขียวได้ง่าย 20-30 ศาล

ที่เหลือ 170 กว่าศาล เป็น “ศาลสีแดง มีคดีค้างเกิน 2 ปี แม้มีคดีเดียวก็เป็นสีแดง แต่ก็เรียกว่าแดงจาง ๆ ถ้าเกินกว่านั้นเยอะ ๆ ก็แดงเข้ม แต่เราก็เรียกแดงหมด ไม่ได้แบ่งแดงเข้ม แดงจาง

แต่หลังจากเราออกนโยบาย หลังจากเราออกไปตรวจเยี่ยมศาลจังหวัดต่าง ๆ ผมต้องเดินทางทุกเดือน ต้องไปพบให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างความเข้าใจ และขอความร่วมมือ

“ผ่านมา 9 เดือน เราเพิ่มศาลสีเขียวเกือบ 50 ศาล ศาลสีเหลืองเพิ่ม 22 ศาล ศาลสีแดงลดเหลือ 100 ศาล และจากเดือนที่ 10 ซึ่งยังไม่ได้รวมก็เปลี่ยน ทุกเดือนจะเพิ่มสีเขียวตลอด เพิ่มไปตลอด คาดว่าเมื่อสิ้นเดือนกันยายนที่ผมลงจากตำแหน่งเราอาจจะไปถึง 150-160 ศาล ในกลุ่มศาลสีเขียว”

“ตัวเลขนี้ผมทำขึ้นไม่ได้ มันทำโดยฝ่ายเทคโนโลยี ณ วันนี้ศาลท่านเปลี่ยนเป็นสีเขียวได้แล้วนะ เป็นโครงการหนึ่งที่ทำให้เกิดการแข่งขันการทำงานของศาลต่าง ๆ”

จัดแข่งขันศาล

อีกโครงการหนึ่งที่เป็นความภาคภูมิใจของประธานศาลฎีกาคือ นโยบายคัดเลือกศาลดีเด่นเพื่อประชาชน โดยแยกกลุ่มจากกลุ่มศาลจังหวัด แข่งกับศาลจังหวัด กลุ่มศาลแขวงแข่งกับศาลแขวง กลุ่มศาลเยาวชนแข่งกับศาลเยาวชน

และศาลแต่ละภาคอธิบดีศาลจะเป็นผู้เลือกศาลดีเด่นของภาคตัวเองภาคละ 2 ศาล มาแข่งกันทั่วประเทศ ซึ่งการแข่งขันเหล่านี้ทำให้เห็นถึงความสามารถ และตัวชี้วัดก็จะมาจากกลุ่มศาลสีเขียว สีเหลือง สีแดง พร้อมกับมีรายละเอียดลงลึก เพราะสำนักงานศาลยุติธรรมเขาจะส่งคณะกรรมการออกไปตรวจหน้างานจริง

“โชติวัฒน์” เล่าว่า ในครั้งที่ 1 มีการแข่งไปแล้ว กลุ่มศาลจังหวัด ศาลที่ได้ที่ 1 คือศาลจังหวัดตาก ปรากฏว่าหัวหน้าศาลเป็นสุภาพสตรี ผมเอาจุดนี้มาเป็นจุดขายด้วย ผมบอกกับผู้พิพากษาทั่วประเทศว่า ท่านสุภาพบุรุษพึงระวังตัว ณ วันนี้สถานการณ์ของท่านไม่ง่ายเหมือนเดิมแล้ว มีสุภาพสตรีมาแข่งขันกับท่าน และทำหน้าที่ได้ดีประสบความสำเร็จ ได้ที่ 1 ของประเทศ ไม่ใช่เรื่องง่าย

นอกจากนี้ ยังมีหัวหน้าศาลปีที่ 3 ซึ่งคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) วางหลักว่า ให้ผู้พิพากษาทุกคนเป็นหัวหน้าศาลได้คนละ 2 ปีเท่านั้น แต่ในปีที่ผ่านมาเราเรียกคนเข้าอบรมจำนวนมาก แต่มีผู้ประสงค์ออกหัวหน้าศาลน้อยไม่พอกับความต้องการ

ถามในที่ประชุม ก.ต.ว่าจะทำอย่างไร ผมจึงเสนอวิธีแก้ว่า เราไม่สามารถเรียกคนถัดไปมาอบรมได้ทัน เพราะจะต้องอบรมตั้ง 3 เดือน เราก็เอาหัวหน้าศาลปีที่ 2 คัดมา เพราะขาดคนแค่ 13 ศาล เราก็คัดหัวหน้าศาลที่เก่ง ๆ ไม่ใช่แค่คัดคน แต่คัดศาลที่ยาก ศาลที่มีคดีเยอะ ค้างนาน เรียงมา 13 ศาล เช่น ภูเก็ต พิษณุโลก นครราชสีมา สงขลา

แล้วเราให้ ก.ต.คัดคนเก่งของเราที่เป็นหัวหน้าศาลปีที่ 2 โดยสมัครใจ ก.ต.ก็เลือก 13 คนไปลง และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอีกคือ ทั้ง 13 คนรู้ว่าจะไปดำรงตำแหน่งไหน เขาติดต่อไปที่ ผอ.ศาลนั้น ๆ หมด ขอข้อมูล ทำการบ้านก่อน มันไม่เคยเกิดขึ้นในวงการศาลเลย ว่าหัวหน้าศาลจะเตรียมตัวขนาดนี้เชียวหรือนี่

การเปลี่ยนแปลงแค่ 6 เดือน ทั้ง 13 ศาลดีขึ้นหมด ศาลจังหวัดพิษณุโลก จากศาลสีแดงมาเป็นศาลสีเขียวแล้ว เป็นศาลแรกใน 13 ศาลที่เป็นสีเขียว

ฝากสานต่อนโยบาย

ประธานศาลฎีกา ที่กำลังอำลาตำแหน่งในปลายเดือนกันยายนนี้ ฝากทิ้งท้ายว่า จริง ๆ แล้วความสำเร็จที่เราเห็นเป็นรูปธรรม เหมือนกับว่ามันค่อย ๆ เกิดขึ้นเอง พอเดินหน้าไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นความทุ่มเท ความตื่นตัว ของบุคลากรของเราในทุก ๆ ที่

ถ้าถามว่ายังมีอะไรที่ค้างคาใจ ที่ยังอยากจะทำต่อ ขอให้เดินไปข้างหน้าตามแนวทางนี้ไปเรื่อย ๆ อะไรที่ดีก็คงไว้ สนับสนุนให้เดินต่อไป มันได้รับการพิสูจน์มาแล้วตลอด 1 ปี ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี ส่วนใหญ่อย่างที่เห็นสำเร็จเป็นรูปธรรม

ไม่ว่าโครงการหัวหน้าศาลปีที่ 3 คิดหน้างานทั้งนั้น เจอปัญหา เราเลือกแก้ปัญหา แต่กลายเป็นซัพพอร์ตเรามากขึ้นไปอีก และกลุ่มสีศาลก็สำคัญ เกิดการเปรียบเทียบ เกิดการแข่งขัน มันตอบทุกสิ่งทุกอย่าง

การขาดแคลนหัวหน้าศาล จริงอยู่ปีหน้าจะไม่มีการขาดแคลนหัวหน้าศาล แต่เมื่อเราพิสูจน์แล้วว่าโครงการนี้ดี สร้างคนของเราขึ้นมาเป็นผู้นำที่พร้อม และแก้ปัญหาในศาลยาก ๆ ได้ เราจะไปยกเลิกโครงการทำไม เราน่าจะยังคงไว้ คัดศาลที่ยาก ที่เป็นสีแดง มาเป็น 13 ศาล เพื่อให้หัวหน้าศาลปีที่ 3 ปีต่อไปมาแก้

เราต้องเอาคนเก่งของเราที่ทำงาน 2 ปี คัดแค่ 13 คน ไปทำงานในศาลที่ยังเป็นสีแดง แดงจัด ๆ เพื่อให้เขาไปทำงาน เขาอยากไป เพราะเขาต้องการแสดงผลงาน แสดงความสามารถ มันมาถูกทาง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...