โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพเก่าเล่าตำนาน : ฐานทัพลึกลับ ดิเอโก การ์เซีย โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก

MATICHON ONLINE

อัพเดต 31 ก.ค. 2566 เวลา 05.31 น. • เผยแพร่ 31 ก.ค. 2566 เวลา 07.38 น.

นี่คือ…ฐานทัพทางทหารที่ “เข้มงวดที่สุด” อยู่กลางมหาสมุทรอินเดีย เป็นของมหาอำนาจสหรัฐ บนเกาะดิเอโก การ์เซีย (Diego Garcia)

ภารกิจของทหารสหรัฐบนเกาะ ดิเอโก การ์เซีย คือ เป็นสถานีสนับสนุนกองทัพเรือสหรัฐ ให้การสนับสนุนที่สำคัญแก่กองกำลังสหรัฐและพันธมิตรที่ส่งกำลังไปยังมหาสมุทรอินเดีย สนับสนุนกองกำลังหลายหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่รับผิดชอบของ CENTCOM, AFRICOM, EUCOM และ PACOM เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการฉุกเฉินในต่างประเทศ

ตั้งแต่โบราณกาลนานมา…มหาอำนาจทั้งหลายต้องแย่งยึด เช่า ดินแดนชายฝั่งทะเล เกาะ มาครอบครอง เพื่อจะทำให้เกิด “การต่อระยะ” การทำงาน ทั้งทางทะเล และทางอากาศ

กลาโหมสหรัฐ หมายตา ปักหมุด เล็งมาที่เกาะแห่งนี้เพื่อจะทำภารกิจอันเป็นผลประโยชน์ของสหรัฐ เป็น “ที่มั่น” ให้การสนับสนุนด้านส่งกำลังบำรุง (Logistics)

มหาอำนาจสหรัฐจัด-สร้างข่ายการทำงานเหมือนใยแมงมุม ที่กระจายไปครอบคลุมพื้นที่โลกเป็นของสหรัฐ หรือสามารถใช้ดินแดนของพันธมิตรได้ตลอดเวลา

ดิเอโก การ์เซีย มีลักษณะที่ตั้งแบบ “ปลายหอก” สำหรับกองกำลังทหารสหรัฐ คำขวัญคือ “หนึ่งเกาะ หนึ่งทีม หนึ่งภารกิจ”

มหาอำนาจอังกฤษเคยมาครอบครองดินแดนนี้มาก่อน…

เกาะขนาด 17 ตารางไมล์แห่งนี้ อยู่ในหมู่เกาะชากอส (Chagos) ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่สันดอนขนาดใหญ่ ดิเอโก การ์เซียเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดจากทั้งหมด 55 เกาะ ค้นพบโดยนักสำรวจชาวโปรตุเกสในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 และเชื่อว่าชื่อเกาะมาจากกัปตันเรือ หรือนักเดินเรือของนักสำรวจยุคแรก

เรื่องราวของเกาะแห่งนี้ เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ในเวลานั้น ชาวยุโรปนำทาสจากแอฟริกามาทำงานในสวนมะพร้าวของฝรั่งเศส-มอริเชียส ยุคต่อมาเป็นการเข้ามาของแรงงานจากอินเดีย

ภายใต้สนธิสัญญาปารีส ค.ศ.1814 เกาะหลายแห่งในมหาสมุทรอินเดียภายใต้การควบคุมของฝรั่งเศส “ถูกยก” ให้เป็นของอังกฤษ รวมทั้งเกาะมอริเชียสและหมู่เกาะชากอส

พ.ศ.2508 อังกฤษเข้าควบคุมหมู่เกาะชากอส ซึ่งมีดิเอโก การ์เซียเป็นส่วนหนึ่ง จากอาณานิคมของเกาะมอริเชียส ขับไล่ประชากรกว่า 1,000 คน ออกจากพื้นที่เพื่อตั้งฐานทัพ

มีการฟ้องร้องต่อสหประชาชาติ เป็นคดีความ อังกฤษหันไปคุยกับบิ๊กเบิ้มอเมริกา…ให้มาตั้งฐานทัพเพื่อ “อำพราง” ปัญหา

พ.ศ.2511 มอริเชียส ซึ่งได้รับเอกราชจากอังกฤษ ยืนยันว่าหมู่เกาะนี้เป็นของตนเอง และศาลสูงสุดของสหประชาชาติได้ตัดสินว่าการบริหารดินแดนของอังกฤษนั้น “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” และต้องยุติลง แต่อังกฤษเพิกเฉย…

มีการเจรจาลับ ระหว่าง “คู่หู” อเมริกา-อังกฤษ

ตามข้อตกลง สหรัฐจะได้ใช้อาณานิคมใหม่ “โดยไม่มีค่าใช้จ่าย” นี่เป็นนิยายอีกเรื่องหนึ่ง ในนาทีที่เป็นความลับ สหรัฐตกลงที่จะล้างหนี้ทางทหารของอังกฤษจำนวน 14 ล้านดอลลาร์อย่างลับๆ โดยหลีกเลี่ยงความจำเป็นในการขอเงินทุนจากสภาคองเกรส ในการแลกเปลี่ยน อังกฤษตกลงที่จะใช้ “มาตรการบริหาร” ที่จำเป็น

ในปี พ.ศ.2514 หลังจากการเจรจา กลาโหมสหรัฐตัดสินใจจัดตั้งศูนย์สนับสนุนกองทัพเรือบนเกาะนี้ มีผลใช้ไปจนถึงปี พ.ศ.2579

มกราคม พ.ศ.2514 หน่วย Seabees ของกองทัพเรือสหรัฐถูกส่งไปยังเกาะแห่งนี้ เริ่มสร้างฐานทัพสหรัฐขนาดมหึมา เป็นที่ตั้งของกองบัญชาการ 15 หน่วย

การเข้าไปยังเกาะถูกจำกัด เข้มงวด โดยต้องได้รับการอนุญาตจากผู้บัญชาการกองบัญชาการกองเรือสนับสนุน สำหรับบุคลากรทางทหารและพลเรือนทุกคนต้องอยู่ในราชการ เป็นทหารหรือพลเรือนของกระทรวงกลาโหมเท่านั้น

ไม่อนุญาตให้ “คู่สมรส” ของทหารประจำการและพลเรือนของกระทรวงกลาโหมมาพักอาศัย บนเกาะมีประชากรทั้งหมด 2,438 คน กองกำลังร่วม 396 คน และพลเรือนกว่า 2,000 คน

ตัวเกาะยาวประมาณ 38 ไมล์จากปลายจรดปลาย และมีความสูงเฉลี่ย 4 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล สูงสุด 22 ฟุต

เกาะเขตร้อนอันเขียวขจีแห่งนี้ เป็นที่อยู่อาศัยของประชากรนานาชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้รับเหมาชาวฟิลิปปินส์และชาวมอริเชียส รวมถึงกองทัพอังกฤษและสหรัฐ

บุคลากรทางทหารและพลเรือนทั้งหมดที่อาศัยอยู่บนเกาะนี้อยู่ภายใต้กฎหมายและการบริหารของ BIOT ซึ่งกฎหมายเหล่านี้แตกต่างจากกฎหมายในสหรัฐอเมริกา

(British Indian Ocean Territory หรือ BIOT เป็นชื่ออย่างเป็นทางการของหมู่เกาะแห่งนี้)

การไปประจำการบนเกาะแห่งนี้ ต้องยาวนานอย่างน้อย 1 ปี อาจต่ออายุให้เจ้าหน้าที่และบุคลากรที่เกณฑ์ บุคลากรพลเรือน บางคนประจำการบนเกาะแห่งนี้มานานกว่า 15 ปี

ไม่อนุญาตให้นำรถส่วนตัวขึ้นบนมาบนเกาะ วิธีการขนส่งหลักคือ รถประจำทาง จักรยาน และเดินมีรถรับส่งฟรีทุก 15 นาที 05.00 น.-เที่ยงคืน และทุก 30 นาที หลังเที่ยงคืน-05.00 น. รถบัสเดินทางเป็นระยะๆ ทั่วพื้นที่ที่อยู่อาศัยของเกาะ มีเพียงรถแท็กซี่และยานพาหนะของหน่วยงานราชการเท่านั้น จักรยานเป็นที่นิยมมาก

แต่มีกฎบางอย่างที่ต้องรู้… จักรยานยนต์ต้องใช้กริ่งหรือแตร และไฟหน้าสีขาวและไฟสีแดงด้านหลัง ต้องสวมหมวกกันน็อกที่มีสายรัดคางเมื่อขี่ตลอดเวลา

ด้วยความเข้มงวด ห่างไกล ไม่ค่อยมีใครรู้จักฐานทัพแห่งนี้จึงตกเป็นข่าวเรื่อง…เป็น “คุกมืด” สำหรับการกักขัง ซ้อมทรมาน ทารุณกรรมแก่บรรดากองโจรที่เป็นฝ่ายตรงข้ามของกองทัพสหรัฐตลอดมา

ช่วงสงครามในตะวันออกกลาง เครื่องบินสหรัฐ ถูกส่งออกจากฐานทัพบนเกาะนี้ เพื่อไปทิ้งระเบิดในอัฟกานิสถานและอิรัก

ฐานทัพทหารที่มีชื่อว่า Camp Thunder Cove มีเจ้าหน้าที่สนับสนุนของสหรัฐระหว่าง 3,000-5,000 คน รวมทั้งกองทหารบางส่วนจากอังกฤษ

อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐและนักบินเครื่องบินลาดตระเวน P-3 Orion ชื่อบิลล์ เพรสตันเคยถูกส่งไปยังฐานทัพสหรัฐบนเกาะดิเอโก การ์เซียซึ่ง “ลับมาก” ในมหาสมุทรอินเดียถึง 2 ครั้งในช่วงปี 1970 เมื่อเขาอายุ 25 ปี และเปิดเผยว่าการอาศัยอยู่ที่นั่นรู้สึกเหมือนอยู่บนด่านทางจันทรคติ – และเขาใช้ตำแหน่งของดวงอาทิตย์เพื่อค้นหามัน

เกาะแห่งนี้…เป็นฐานยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับเรือของกองทัพเรือ เครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกล เรือบรรทุกน้ำมัน และยุทโธปกรณ์ทางทหารอื่นๆ ที่มีภารกิจนำพวกเขาไปยังแอฟริกา เอเชีย และตะวันออกกลาง

เป็น 1 ในสถานที่ลงจอดฉุกเฉินของกระสวยอวกาศ และเป็นที่ตั้งเสาอากาศภาคพื้นดิน 1 ใน 3 แห่งของระบบกำหนดตำแหน่งบนโลก รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นของ “เครือข่ายเฝ้าระวังอวกาศ” ของสหรัฐอเมริกา

การเคลื่อนไหวทางทหารของสหรัฐอเมริกาบนเกาะแห่งนี้ ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างอินเดีย-สหรัฐอเมริกา พรรคการเมืองต่างๆ ในอินเดียเรียกร้องให้มีการรื้อฐานทัพทหารหลายครั้ง เนื่องจากเห็นว่าการที่กองทัพเรือสหรัฐอยู่บนเกาะนี้เป็นอุปสรรคต่อสันติภาพในมหาสมุทรอินเดีย

อเมริกาพยายามถนอม-รักษาความสัมพันธ์กับอินเดียเสมอมา เพราะถ้า “ขัดแย้ง” กับอินเดีย สหรัฐจะสูญเสียความสะดวกสบายในการเดินเรือในท้องทะเลแห่งนี้

ดิเอโก การ์เซีย เคยเป็นสถานที่ฝึกซ้อมทางเรือหลายครั้งระหว่างกองทัพเรือสหรัฐและกองทัพเรืออินเดีย ระหว่างปี พ.ศ.2544-2547

เป็นศูนย์กลางการขนส่งที่สำคัญในช่วง 20 ปีที่อเมริกาเข้าแทรกแซงทางทหารในอัฟกานิสถาน

ผู้สังเกตการณ์ชาวอังกฤษและชาวอเมริกันบางคนกังวลว่า “จีน” จะเข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่เกิดจากการถอนกำลังทหารของสหรัฐและอังกฤษจากเกาะนี้

ท่านผู้อ่านยังจำกรณีการหายไปของเที่ยวบิน MH370 ของมาเลเซียแอร์ไลน์เมื่อปี พ.ศ.2557 ได้มั้ยครับ…

สนามบินบนเกาะลึกลับ ห่างไกลแห่งนี้ ถูกกล่าวหาว่า สหรัฐบังคับให้เที่ยวบินนี้มาลงจอดที่นี่…แล้ว “จัดการ”

สหรัฐปฏิเสธคำกล่าวอ้างว่าเครื่องบินซึ่งบรรทุกผู้โดยสาร 239 คน ลงจอดในดินแดนของตน

ณ ที่ตั้งจุดยุทธศาสตร์สหรัฐ ตรงนี้ อเมริกาเฝ้าติดตามการรุกรานทางทะเลของจีนและอิหร่าน วอชิงตันจะไม่มีวันปล่อยพื้นที่ตรงนี้ให้หลุดมือเป็นอันขาด

หลังการถอนทหารของสหรัฐออกจากอัฟกานิสถานที่นี่คือป้อมปราการอันแข็งแกร่ง ลึกลับ ยากแก่การเข้าถึง

สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบัน…เกาะนี้คือ “กล่องดวงใจ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...