โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมเราจึงต้องซื้อประกันชีวิต ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ส.ค. 2566 เวลา 06.50 น. • เผยแพร่ 09 ส.ค. 2566 เวลา 09.47 น.

คอลัมน์ : คุยฟุ้งเรื่องการเงิน ผู้เขียน : Actuarial Business Solutions [ABS]

ทำไมเราจึงต้องซื้อประกันชีวิต ? อย่างแรก เป็นการสร้างนิสัยของการออมเงินที่เหมาะสม การซื้อประกันชีวิตช่วยให้เราออมเงินได้อย่างสม่ำเสมอ เป็นการสร้างลักษณะนิสัยของการออมเงินที่ดี และช่วยให้แต่ละคนสามารถสร้างโครงการออมทรัพย์ของตัวเองได้ ผู้ถือกรมธรรม์จะได้รับการแจ้งให้ทราบว่า เมื่อถึงกำหนดที่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกัน

และเมื่อไหร่ที่เขาจะได้เงินคืนในแต่ละช่วงเวลาจนกว่าจะสิ้นสุดสัญญาของกรมธรรม์ โดยจัดเป็นเรื่องที่แน่นอน เช่น จำนวนเงินที่ฝาก ระยะเวลาที่จะต้องฝาก และจำนวนเงินที่จะมีเหลืออยู่ตลอดเวลาในแต่ละปี ถ้าหากว่าเรามีการออมเงินอยู่ในบัญชีเงินฝากหลาย ๆ ที่

และในขณะเดียวกันก็มีกรมธรรม์ประกันชีวิตด้วย จะสังเกตได้ว่าเมื่อเราต้องการใช้เงิน การเลือกที่จะปิดหรือถอนเงินออกมาจากกรมธรรม์ประกันชีวิต ควรจะเป็นทางเลือกสุดท้าย เมื่อเทียบกับการถอนเงินจากบัญชีฝากออมทรัพย์

อย่างที่สอง เป็นการลงทุนระยะยาว อีกแบบหนึ่งที่หาไม่ได้จากพันธบัตร และหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทประกันชีวิตส่วนใหญ่จะมีแบบความคุ้มครองไปจนถึงเกษียณอายุหรือตลอดชีวิต ซึ่งนั่นก็ถือว่าเป็นการลงทุนระยะยาว

อีกทั้งผลประโยชน์ที่ระบุไว้ในสัญญาก็เป็นสิ่งที่การันตีไว้อย่างดี และแอ็กชัวรี่ (actuary) ก็จะต้องตั้งวงเงินสำรองกรมธรรม์เพื่อให้บริษัทมีเงินเพียงพอ กับผลประโยชน์จ่ายคืนในอนาคตตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์คืนกลับมาอย่างแน่นอน

อย่างที่สาม ข้อดีในด้านภาษี สำหรับคนที่ต้องเสียภาษี ก็จะทราบว่าการซื้อประกันชีวิตนั้นสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท แต่หลายคนอาจจะยังไม่ทันคิดว่า เงินคืน เงินปันผล หรือผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่ได้จากกรมธรรม์ประกันชีวิตนั้นก็ให้ประโยชน์ทางด้านภาษีด้วย

เพราะไม่ต้องถูกนำไปเสียภาษี พันธบัตรหรือหุ้นที่ซื้อขายในประเทศไทยนั้นจะต้องเสียภาษีไม่ตอนซื้อก็ตอนขาย หรือทั้งตอนซื้อ และตอนขาย ซึ่งรายละเอียดนั้นอาจจะสอบถามได้จากช่องทาง การจัดจำหน่ายของเครื่องมือการลงทุนในแต่ละประเภท นอกจากนี้ภาษีมรดกก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลาย ๆ คนอาจจะมองข้ามไปหรือไม่เคยได้วางแผนเอาไว้เลย

ดังนั้น ด้วยเหตุผลที่กล่าวไว้ข้างต้น การซื้อประกันชีวิตนั้นถือได้ว่าเป็นมรดกที่ปลอดภาษี

อย่างสุดท้าย การซื้อประกันชีวิตเป็นการลงทุนเพียงอย่างเดียวที่ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถบริหารความเสี่ยง หรือบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดจากความเจ็บป่วยหรือความตาย และคำนวณไว้ล่วงหน้าว่าความเจ็บป่วยหรือความตายที่มีโอกาสมาเยือนได้ตลอดเวลา ก่อนที่ผู้ลงทุนจะสามารถสะสมรายได้ในจำนวนมากเพียงพอให้กับคนข้างหลัง

เพราะฉะนั้นแล้ว คนเราซื้อประกันชีวิต เพราะรู้ดีว่าคนเรานั้นเมื่อเกิดสักวันหนึ่งก็ต้องแก่ เจ็บ และตาย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ “ทำลายพลังในการหาเงิน (earning power) ในภายภาคหน้า” ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ผู้ที่อยู่ข้างหลังได้รับความเดือดร้อนทางการเงิน

อย่างไรก็ดีคำถามที่เจออยู่บ่อย ๆ ก็คือ “แล้วคนเราควรจะทำประกันชีวิตไว้ซักเท่าไรถึงจะพอ” ซึ่งคำตอบนั้นก็คงต้องกลับไปที่ concept เดิมที่ว่าการประกันชีวิตเป็นความคุ้มครองที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องเวลา ซึ่งถ้าคิดว่าคนข้างหลังของคนที่เสียชีวิตไปนั้น จะใช้เวลา 3 ปีในการปรับตัวหลังจากการพลังในการหาเงิน (earning power) ได้หายไป

นั่นหมายความว่า คนคนนั้นควรจะทำประกันชีวิตที่มีวงเงินคุ้มครอง เท่ากับรายได้ของคนคนนั้นถึง 3 ปี ดังนั้นคำตอบจึงไม่ตายตัว เพราะขึ้นกับคนซื้อประกันชีวิตว่ามีมุมมองอย่างไรต่อการปรับตัวของคนข้างหลังที่อาจได้รับความเดือดร้อน หากคนที่ซื้อประกันชีวิตต้องมีอันจากไปก่อนเวลาอันควร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...