โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ยาแก้แพ้สำหรับแม่ตั้งครรภ์ ควรเลือกใช้อย่างไร ให้ปลอดภัยต่อทารกในครรภ์?

GedGoodLife

อัพเดต 04 ม.ค. 2567 เวลา 16.05 น. • เผยแพร่ 10 ส.ค. 2566 เวลา 04.32 น. • GED good life ชีวิตดีดี

“ยาแก้แพ้ตัวนี้ใช้ในคนท้องได้ไหมคะ?” “ยาจะมีผลอะไรกับเด็กไหมคะ?” 2 คำถามยอดฮิตของคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอาการภูมิแพ้ เพราะ การใช้ยาในสตรีมีครรภ์เป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะใช้ยาอะไรไม่ได้เลย มาดูกันว่า ยาแก้แพ้สำหรับแม่ตั้งครรภ์ ที่ใช้แล้วปลอดภัยต่อลูกในครรภ์มากที่สุด ควรเลือกใช้ยาอะไร? พร้อมวิธีหลีกเลี่ยงภูมิแพ้ระหว่างตั้งครรภ์

อัลเลอร์นิค ชนิดเม็ด (Allernix™ tablet) ยาบรรเทาอาการแพ้

แม่ท้องกินยาแก้แพ้ได้ไหม?

แม่ท้องสามารถกินยาแก้แพ้ได้ แต่ควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ที่ดูแลครรภ์ และเนื่องจากยาแก้แพ้ตามท้องตลาดก็มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน เช่น chlorpheniramine (CPM), loratadine, cetirizine และ fexofenadine เป็นต้น อาจทำให้คุณแม่สับสน เลือกไม่ถูก และบางตัวก็ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้รักษาอาการแพ้ในช่วง 3 เดือนแรกที่กำลังตั้งครรภ์ จึงเป็นเหตุผลที่แม่ท้องควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา

“ลอราทาดีน” ยาแก้แพ้สำหรับแม่ตั้งครรภ์

แม้ว่า “ยาคลอร์เฟนิรามีน” สามารถช่วยแก้อาการแพ้ในหญิงตั้งครรภ์ได้ แต่ข้อเสียเปรียบที่สำคัญของยานี้คือ กินแล้วทำให้เกิดอาการง่วงนอน จึงได้มีการพัฒนายาแก้แพ้ชนิดใหม่ คือ ยาลอราทาดีน (loratadine)” ที่ทำให้ง่วงนอนน้อยลง และมีความปลอดภัยสูง และยังเป็นยาที่ทางสมาคม American College of Allergy, Asthma & Immunology (ACAAI) แนะนำให้ใช้ในระหว่างตั้งครรภ์ได้

ดร. ภก. นิติ สันแสนดี อาจารย์พิเศษ ผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์สุขภาพ ได้ให้ข้อมูลว่า “ยาลอราทาดีน” จัดเป็นยาในกลุ่ม B* ในทุกช่วงระยะของตั้งครรภ์ ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ และเมื่อมารดารับประทานยาแก้แพ้นี้ ตัวยาจะผ่านไปยังน้ำนมน้อยมาก จึงสามารถให้นมบุตรในระหว่างที่ใช้ยานี้ได้ แต่ควรเฝ้าระวังอาการที่ไม่พึงประสงค์ของทารก และไม่ควรใช้ยาต่อเนื่องระยะยาวในระหว่างที่ให้นมบุตร

*U.S. Food and Drug Administration ได้จัดกลุ่มความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์ไว้ 5 ประเภท คือ A, B, C, D และ X ซึ่ง category A จัดว่าปลอดภัยสุด และ X อันตรายที่สุดตามลำดับ (ยาแก้แพ้ที่ปลอดภัยต่อแม่ตั้งครรภ์ที่สุด จะอยู่ในกลุ่มB)

อ่านเพิ่มเติม -> รู้มั้ย ยาลอราทาดีน คืออะไร รักษาอาการอะไรได้บ้าง?

ยาแก้แพ้สำหรับแม่ตั้งครรภ์

ในระยะ “สามเดือนแรก” ของการตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งที่จะใช้ยาใดใด

เพราะช่วง 3 เดือนแรก (First trimester) เป็นระยะที่มีการก่อร่างสร้างอวัยวะต่าง ๆ หากมีสิ่งใดที่มากระทบกระเทือนโอกาสเกิดความผิดปกติก็จะสูงที่สุด ยาที่ใช้ได้จะมีจำกัดมาก ๆ โดยภาพรวมแล้วหากจำเป็นต้องใช้ยาใด ๆ ขอแนะนำให้ปรึกษาเภสัชกร คุณพยาบาล หรือแพทย์ก่อนทุก ๆ ครั้ง จะดีต่อตัวคุณแม่ และทารกในครรภ์ที่สุด

ยาแก้ภูมิแพ้ที่ควรหลีกเลี่ยงระหว่างตั้งครรภ์

  • เซทิริซีน (cetirizine) – ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในไตรมาสที่ 1 ส่วนไตรมาสอื่นควรใช้อย่างระมัดระวัง เนื่องจากข้อมูลการใช้ในหญิงมีครรภ์มีจำกัด
  • เฟกโซเฟนาดีน (fexofenadine) – ควรหลีกเลี่ยงเนื่องจากข้อมูลการใช้ในหญิงมีครรภ์มีจำกัด ส่วนข้อมูลจากสัตว์ทดลองคาดว่ายามีความเสี่ยงปานกลางที่จะส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์
  • ยาหดหลอดเลือด (decongestant) – ควรหลีกเลี่ยงใน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เพราะมักจะมีผลข้างเคียงต่อทารก
  • บรอมเฟนิรามีน (Brompheniramine) – จัดเป็นยาแก้แพ้ที่อยู่ในประเภท C ที่แม่ท้องควรระวังในการใช้ยานี้
  • การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ (allergen immunotherapy) – ไม่แนะนำให้เริ่มต้นการรักษานี้ หากกำลังตั้งครรภ์ หรือวางแผนว่าจะมีครรภ์ เพราะมีความเสี่ยงของการแพ้อย่างรุนแรง

ข้อพึงระวัง : ไม่แนะนำให้ผู้ป่วยทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังขณะตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงจากการแพ้อย่างรุนแรง (anaphylaxis) แม้จะพบได้น้อยมากก็ตาม

วิธีหลีกเลี่ยงภูมิแพ้ขณะตั้งครรภ์

หากคุณแม่ท่านใดที่มีอาการแพ้ขณะตั้งครรภ์ นอกจากเรื่องการใช้ยาแล้ว การป้องกันอาการแพ้ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ควรใส่ใจ การปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้ สามารถช่วยให้ห่างไกลจากภูมิแพ้ได้

1. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ – เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่แม่ตั้งครรภ์ควรรู้ว่าตนเองแพ้อะไร เมื่อรู้แล้วก็ควรหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้นั้น ๆ

2. สวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่เสมอ – เมื่อต้องออกไปเผชิญกับฝุ่นควันนอกบ้าน โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 แม่ตั้งครรภ์จำเป็นต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่เสมอ เพื่อป้องกันฝุ่นพิษเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และยังช่วยปกป้องลูกน้อยในครรภ์อีกด้วย

3. ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ – เป็นวิธีที่ช่วยลดอาการคัดจมูก และมีน้ำมูกมากอย่างได้ผล น้ำเกลือที่ผ่านเข้าไปในจมูกจะชะล้างน้ำมูก หนอง และสารที่ไม่ต้องการออกจากโพรงจมูก ทำให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวกขึ้นและหายจากโรคได้เร็วขึ้น

4. นอนศีรษะสูง – เพื่อระบายน้ำมูก

5. ติดตั้งเครื่องกรองอากาศไว้ในห้องนอน หรือภายในบริเวณบ้าน – เครื่องกรองอากาศ เป็นอีกหนึ่งไอเทมที่ชาวภูมิแพ้ควรมีติดบ้านไว้ โดยเฉพาะในห้องนอน เพราะจะช่วยให้ฝุ่นควันในห้องลดน้อยลง โอกาสเกิดภูมิแพ้ก็ลดลงตามไปอีกด้วย

6. ไม่เครียดจนเกินไป และนอนพักผ่อนให้เพียงพอ – รู้หรือไม่!? ผลการศึกษาจากงานวิจัย 21 ใน 25 เรื่อง พบว่าภาวะเครียดในมารดาที่ตั้งครรภ์ ส่งผลทำให้ลูกเป็นภูมิแพ้ชนิดต่าง ๆ เช่นโรคหืด ผื่นแพ้ผิวหนัง จมูกอักเสบภูมิแพ้ เนื่องจากภาวะจิตใจของคุณแม่นั้นมีผลต่อระบบอิมมูนของร่างกายของคุณลูกใน ครรภ์ ทำให้เกิดเป็นภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้น (จากวารสาร Allergy ปี 2016) จึงสรุปได้ว่า “ยิ่งแม่เครียด ก็ยิ่งแพ้ไปถึงลูก” จึงควรหลีกเลี่ยงไม่เครียดจนเกินไปขณะตั้งครรภ์

อ้างอิง : 1. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 1/2 2. babycenter 3. รพ.กรุงเทพ 4. acaai

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...