“สมุย” กับเรื่องราวความยั่งยืน เกาะสีเขียว….ทะเลสีคราม
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ “Boutique Footprints” แนวคิดการสื่อสารด้านความยั่งยืนของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ที่เชื่อว่าทุกการเดินทางสามารถสร้างคุณค่าได้มากกว่าการพาผู้โดยสารไปถึงจุดหมาย ไม่ใช่เพียงแค่การให้บริการ แต่ครอบคลุมถึงผู้คน ชุมชน สิ่งแวดล้อม ณ จุดหมายปลายทางที่ดำเนินธุรกิจอยู่ ซึ่ง “เกาะสมุย” ถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญ และเป็นพื้นที่ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างการเดินทาง การท่องเที่ยว ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ได้อย่างชัดเจน
เรื่องราวของสวนกาแฟหนึ่งเดียวบนเกาะสมุยเริ่มต้นขึ้น หลังจาก พี่สุด-สุทธิพร ทองอินทร์ เจ้าของ ชาวหมุย คอฟฟี่ ฟาร์ม ไปเอาต้นกาแฟมาจากชุมพรแล้วมาปลูกแทรกระหว่างต้นทุเรียนในสวนที่อยู่บนเขา ความพิเศษไม่ได้อยู่ที่ต้นกาแฟกลางสวนทุเรียน แต่เป็นการดูแลเอาใจใส่โดยปลูกแบบออแกนิก ให้ฟ้าและฝนช่วยดูแล ด้วยสภาพอากาศบนเขาแหลมใหญ่ที่ค่อนข้างเย็นสบายกว่าพื้นราบด้านล่าง กาแฟจึงเติบโตงอกงาม
จากการปลูกมากสู่ขั้นตอนการเก็บ ที่ยังคงใช้วิธีค่อย ๆ เก็บผลกาแฟที่กำลังสุกแดงเต็มที่ ไม่สุกทั้งพวงก็เลือกเก็บ หากสุกพร้อมกันก็สามารถรูดลงใส่กระชุได้เลย ก่อนจะนำมาตากให้แดดและลมช่วยทำให้แห้ง จนได้ที่แล้วจึงมาสู่จั้นตอนการกระเทาะเปลือก ที่เรียกได้ว่าเป็นขั้นตอนเดียวที่อาศัยเครื่องจักรมาทุ่นแรง เพราะการฟัดเปลือกออกหลังจากนั้นก็ยังกลับมาใช้แรงคนในการสะบัดกระจาด ให้ลมช่วยพัดพาเปลือกที่กระเทาะออก จากนั้นจึงมาสู่ขั้นตอนการคัดเมล็ด ตามด้วยการคั่วด้วยกะทะ
ขั้นตอนทั้งหมดที่ว่านั้น เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางท่องเที่ยวที่ “ชาวหมุย คอฟฟี่ ฟาร์ม” รังสรรค์ขึ้น เพือ่พานักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมสวน ทั้งจิบกาแฟที่คั่วใหม่ ๆ สด ๆ และหากมาถึงในช่วงที่ทุเรียนกำลังออกผล ก็มีทุเรียนให้มากินแกล้มกันด้วย ว่ากันว่า เทคนิคการจิบกาแฟแกล้มทุเรียนนี้ นักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ที่มาเยือนได้เป็นผู้ค้นพบและทดลองเป็นคนแรก ก่อนจะนำมาสู่เอกลักษณ์พิเศษของสวนกาแฟแห่งนี้ที่มักชวนให้ผู้มาเยือนคนอื่น ๆ ลองบ้าง จะชอบทุเรียนแบบไก่ฉีกค่อนข้างแข็ง กรอบนอกนุ่มใน หรือแบบสุกพร้อมกินสไตล์คนใต้ แค่เอ่ยปากบอก สมาชิกชาวสวนก็จะปีนขึ้นไปเคาะไปตัดลงมาฉีกให้ทันที
ฟินกับกาแฟและทุเรียน รวมถึงผลไม้อื่น ๆ ทั้งลางสาด มังคุด ไปจนถึงขนมโค ที่เจ้าของสวนเตรียมไว้ให้แล้ว ก็ได้เวลาออกกำลัง พี่สุด พาค่อย ๆ เดินไต่ลงไปตามลาดชันของเน้นเขามองหาต้นกาแฟที่ลูกกำลังสุกพอดี พร้อมกับสาธิตการเก็บ เดินคุยเดินเก็บไปเรื่อย ๆ จนลงไปถึงน้ำตกที่ไหลผ่านพื้นที่สวน ไฮไลท์ของเส้นทาง เพราะนักท่องเที่ยวที่มามักจะจอดยาวอยู่ริมน้ำตก พี่สุดจึงเอาชุดโต๊ะเก้าอี้ปิกนิกมาตั้งคอยท่า ก่อนจะแนะนำสิ่งที่ห้ามพลาดเมื่อมาถึง
นั่นก็คือ การเอาเท้าลงไปแช่ในน้ำตกที่ไหลเอื่อย ๆ ครู่เดียวปลาเล็กปลาน้อยที่อยู่ในน้ำตกนั้นก็จะพากันกรูเข้ามาหา แล้วเสียงกรี๊ดกร๊าดก็ตามมาด้วยความจั๊กกระเดียมยามที่ฝูงปลาพากันมาตอดหนังกำพร้าที่นิ่วเท้า บอกเลยว่าไม่ใช่ทุกคนที่ปลาจะมาตอด ไม่รู้ด้วยเหตุผลใด เพราะบางคนก็ถูกรุม บางคนก็เจอเมินใส่ว่ายผ่านไปซะงั้น แต่ที่แน่ ๆ หากใครมีแผลที่เท้าไม่แนะนำให้ลงเอาเท้าจุ่มให้ปลาตอด เพราะอาจจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้
พี่สุดเล่าว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยี่ยมเยือนจะชอบมาก เพราะหากครอบครัวไหนมีลูกมาด้วย ที่นี่ก็คือสนามเด็กเล่นที่เป็นสระน้ำขนาดย่อม ขณะที่พ่อแม่นั่งอ่านหนังสือรอให้ลูกเล่นให้หนำใจ ที่สวนจึงมีบริการอาหารพื้นบ้านเสริมด้วย หากว่านักท่องเที่ยวจะนั่งชิลกันยาว ๆ ที่น้ำตก
เรื่องราวของชาวหมุย คอฟฟี่ ฟาร์ม ถูกบรรจุให้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางความยั่งยืนของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ด้วยการสนับสนุนสินค้าจากผู้ประกอบการท้องถิ่น เช่นเดียวกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมเท่องเที่ยวอย่าง “โรงแรมอนันตรา ลาวานา เกาะสมุย” ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างของผู้ประกอบการที่มีการดำเนินนโยบายด้านความยั่งยืนอย่างจริงจังและต่อเนื่องยาวนาน
ด้วยความที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีแนวปะการังธรรมชาติขนาดใหญ่ช่วยปกป้องชายหาด ทำให้รอดพ้นจากการกัดเซาะของคลื่นลมในช่วงฤดูมรสุม ต่างจากพื้นที่โดยรอบของหาดเฉวงที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ความโชคดีทางธรรมชาตินี้ได้เปลี่ยนมาเป็นความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ในการดูแลและปกป้องระบบนิเวศ ทำงานในพื้นที่โดยเน้นการพึ่งพาและอยู่ร่วมกับชุมชนประมงท้องถิ่นอย่าง “กลุ่มประมงแหลมสน” เมื่อชาวประมงช่วยเก็บขยะในทะเลเพื่อให้นักท่องเที่ยวเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย การช่วยแบบไม่ได้หวังผลตอบแทน นำมาสู่การจุดประกายให้โรงแรมมุ่งมั่นพัฒนาโมเดลบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืนร่วมกับชุมชน
แนวทางหลักที่โรงแรมดำเนินการมาอย่าต่อเนื่องตั้งแต่แรกเริ่มก็คือ การบริหารจัดการระบบน้ำแบบระบบปิด 100% เพราะโรงแรมไม่มีระบบท่อระบายน้ำสาธารณะ และไม่ปล่อยน้ำทิ้งลงสู่ทะเล แต่ละวันน้ำกว่า 30,000 ลิตร หรือปริมาณใช้น้ำรวมราว 3,500,000 ลิตรต่อเดือน ถูกนำมาบำบัดและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ทั้งหมด น้ำเสียจากแผนกต่าง ๆ ของโรงแรมจะถูกส่งเข้าบ่อบัดใหญ่บริเวณลานจอดรถ และบ่อบำบัดย่อยอีก 5–6 จุดรอบโรงแรม
น้ำที่บำบัดแล้วจะถูกปล่อยลงสู่หลุมขุดลึก 1.5 เมตร ที่รองพื้นด้วยถ่านไม้ไผ่ หิน และกรวด เพื่อให้ซึมลงสู่รากไม้ ในช่วงเวลา 19.00-05.00 น. เป็นระบบบำบัดน้ำชั้นใต้ดินระดับตื้น ประยุกต์มาจากธนาคารน้ำใต้ดินร่วมกับเทคนิคเกษตรจากแอฟริกา เพื่อแก้ปัญหาน้ำผิวดินระเหยจากความร้อน ขณะที่ล้างกรองจากสระว่ายน้ำส่วนตัวและพูลวิลล่าซึ่งเดิมถูกทิ้งอย่างเสียเปล่า ถูกนำมาปรับสภาพดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์และกาก EM แล้วส่งกลับไปใช้รดน้ำสนามหญ้าจนเขียวชอุ่ม
ส่วนน้ำตกเทียมที่ทำให้หลายคนเข้าใจว่าเป็นน้ำตกจริง คืออีกหนึ่งเทคนิคการบำบัดน้ำเสียด้วยการเติมออกซิเจน ซึ่งมีแผนจะปรับภูมิทัศน์บ่อน้ำตกเทียม 3 บ่อ ให้เป็นศูนย์กลางกักเก็บน้ำฝนและน้ำบำบัดขั้นสุดท้าย เติมออกซิเจนและใช้พืชน้ำช่วยกรอง เพื่อหมุนเวียนน้ำไปใช้ในระบบภูมิทัศน์ทั้งหมดของโรงแรมต่อไป
สำหรับขยะเศษอาหาร ทั้งหมดถูกเปลี่ยนมาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ผ่านการทำน้ำหมักจุลินทรีย์ (EM) และนำมาใช้กับต้นไม้น้อยใหญ่ในพื้นที่โรงแรม ไม่เพียงเท่านั้นน้ำหมักอีเอ็มยังนำไปใช้สลายคราบแคลเซียมและ หินปูนในระบบท่อเพื่อป้องกันท่ออุดตัน และนำไปเติมในบ่อน้ำและบ่อบำบัดเพื่อรักษาสภาพน้ำได้ด้วย ส่วนเปลือกไข่ที่มีราว 4–5 กก./วัน จะนำไปตาก คั่ว และบดละเอียดเพื่อใช้เพิ่มแคลเซียมให้ดินและทำน้ำยากันมด กากกาแฟนำไปตากแห้ง ผสมกับกากอีเอ็มและปุ๋ยคอกเพื่อทำปุ๋ยบำรุงดิน ทั้งยังเปิดเครื่องย่อยลูกมะพร้าวให้โรงแรมอื่นในสมุยมาใช้งานได้ฟรีเพื่อจัดการขยะอินทรีย์อย่างเป็นระบบ
โรงแรมยังเชื่อมโยงงานสิ่งแวดล้อมเข้ากับชุมชนและสังคมในหลายมิติไม่ว่าจะเป็นโครงการจัดการขยะทะเลเกาะมัดหลัง โดยร่วมมือกับชุมชนประมงแหลมสนและผู้นำชุมชน ออกเก็บขยะมรสุมที่พัดมาจากต่างประเทศปีละหลายตัน ก่อนจะนำขยะทะเล เช่น เชือกเรือเก่า มาแปรรูปเป็นงานศิลปะ ของตกแต่ง และต้นคริสต์มาสรีไซเคิลสูง 7 เมตรของโรงแรม พร้อมทั้งขยายผลโดยนำวิทยากรเข้าไปฝึกอาชีพให้ผู้ต้องขังในเรือนจำ เพื่อสร้างรายได้และเตรียมความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคม
โครงการปลูกปะการังเทียม ร่วมกับชุมชนและนักวิจัย โดยใช้โครงสร้างลวดผสมเปลือกหอยบดจากห้องอาหาร เพื่อให้ตัวอ่อนปะการังเกาะติดได้ง่ายขึ้น ซึ่งมีการจัดกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการศึกษาปะการัง นำปะการังตายคืนสู่ธรรมชาติ และร่วมติดตามผลการเจริญเติบโตของปะการัง ขณะเดียวกันก็การสร้างนิเวศปลอดภัยให้สัตว์ด้วยการกำหนดกฎเหล็กห้ามย้ายหรือรบกวนรังนกเด็ดขาด และผลจากการเลิกใช้สารเคมีทำให้เกิดไส้เดือนและแมลงในดินกลายเป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติของนกอพยพ นกอินทรีทะเล หรือนกออก รวมถึงกระรอก 5 ครอบครัวใหญ่ที่อาศัยอยู่ร่วมกับแขกโดยไม่หวาดกลัว
ยังไม่หมดเพียงเท่านั้นเพราะยังมีการฟื้นฟูพืชท้องถิ่นอย่าง "คนทีสอทะเล" พืชชายหาดดั้งเดิมที่เกือบสูญพันธุ์จากการพัฒนาท่องเที่ยว กลับมาเพาะชำและปลูกฟื้นฟู คนทีสอทะเลเป็นพืชทนแล้งสูง รากช่วยยึดหน้าทราย ใบแห้งนำมาทำเป็นยาดมโบราณหรือรมควันไล่ยุงได้ และเม็ดยังมีสรรพคุณทางยาด้วย
และนี่คือเรื่องราวของสายการบิน โรงแรม และผู้ประกอบการท้องถิ่น ที่ร่วมกันดูแลเกาะดูแลบ้านของพวกเขา วันนี้สมุยจึงไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทาง มีโอกาสไปครั้งหน้าลองค้นหาว่า เบื้องหลังจุดหมายปลายทางที่นักเดินทางทั่วโลกรักแห่งนี้ มีผู้คนและเรื่องราวอะไรที่ช่วยกันรักษาเสน่ห์ของเกาะแห่งนี้ไว้ แล้วทุกจุดหมายที่เราเดินทางไป สามารถทิ้งร่องรอยที่ดีอะไรไว้ได้บ้าง