โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ปัสสาวะบ่อย" แค่ไหนเรียกบ่อย? เกิดจากอะไร เป็นโรคอะไรได้บ้าง ไม่ใช่แค่เบาหวาน!

sanook.com

เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
ปัสสาวะบ่อย แค่ไหนเรียกบ่อย? เช็ก 4 สาเหตุสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เกิดจากอะไร เป็นโรคอะไรได้บ้าง?

ปัสสาวะบ่อย แค่ไหนเรียกบ่อย? เช็ก 4 สาเหตุสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เกิดจากอะไร เป็นโรคอะไรได้บ้าง?

ดื่มน้ำไปไม่นานก็ต้องเข้าห้องน้ำ หรือกลางคืนต้องลุกมาปัสสาวะจนพักผ่อนไม่เต็มที่ อาการเหล่านี้อาจเกิดจากการดื่มน้ำมาก อากาศเย็น คาเฟอีน แอลกอฮอล์ หรือยาบางชนิดได้ แต่หากเป็นต่อเนื่องทั้งที่พฤติกรรมไม่ได้เปลี่ยนไป ก็ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงเรื่องน่ารำคาญ

ปัสสาวะบ่อยอาจสัมพันธ์กับโรคได้หลายกลุ่ม ตั้งแต่เบาหวาน ความผิดปกติของไต ต่อมลูกหมากโต ไปจนถึงปัญหากล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน อย่างไรก็ตาม อาการเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นโรคใด จำเป็นต้องพิจารณาปริมาณปัสสาวะ อาการร่วม และผลตรวจจากแพทย์ประกอบกัน

ปัสสาวะบ่อยแค่ไหนจึงถือว่าผิดปกติ?

จำนวนครั้งที่ปัสสาวะตามปกติแตกต่างกันไปตามปริมาณน้ำที่ดื่ม อากาศ กิจกรรม อายุ และยาที่ใช้ โดยทั่วไป การปัสสาวะมากกว่า 8 ครั้งใน 24 ชั่วโมงมักถูกใช้เป็นเกณฑ์เบื้องต้นของภาวะปัสสาวะบ่อย แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่เกินจำนวนนี้จะมีโรค

สิ่งที่ควรสังเกตมากกว่าตัวเลข คือความถี่เพิ่มขึ้นจากปกติของตัวเองหรือไม่ ต้องรีบเข้าห้องน้ำจนรบกวนการทำงานหรือการนอนหรือไม่ รวมถึงปัสสาวะแต่ละครั้งออกมากหรือน้อย เพราะรายละเอียดเหล่านี้ช่วยแยกสาเหตุได้ดีกว่าการนับจำนวนครั้งเพียงอย่างเดียว

ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะมาก และปัสสาวะกลางคืน ต่างกันอย่างไร?

  • ปัสสาวะบ่อย คือเข้าห้องน้ำถี่กว่าปกติ แต่อาจออกครั้งละน้อยหรือมากก็ได้
  • ปัสสาวะปริมาณมาก คือร่างกายผลิตปัสสาวะรวมมากผิดปกติ มักพบร่วมกับกระหายน้ำ เช่น ในผู้ป่วยเบาหวานบางราย
  • ปัสสาวะกลางคืนบ่อย คือจำเป็นต้องตื่นจากการนอนเพื่อไปปัสสาวะ อาจเกี่ยวข้องกับต่อมลูกหมาก กระเพาะปัสสาวะ โรคไต เบาหวาน การนอนหลับ หรือการดื่มน้ำช่วงค่ำ
  • ปวดปัสสาวะเร่งด่วน คือรู้สึกปวดขึ้นมาทันทีและกลั้นได้ยาก มักพบในภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกินหรือความผิดปกติของอุ้งเชิงกราน

1. เบาหวาน ทำไมจึงทำให้ปัสสาวะบ่อยและกระหายน้ำ?

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนไตดูดกลับไม่หมด น้ำตาลบางส่วนจะออกมากับปัสสาวะและดึงน้ำตามออกไปด้วย ผู้ป่วยจึงอาจปัสสาวะครั้งละมากและบ่อยขึ้น พร้อมรู้สึกกระหายน้ำกว่าปกติ โดยเฉพาะในผู้ที่ยังไม่ทราบว่าตัวเองเป็นเบาหวานหรือควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี

อาการที่อาจพบร่วมกัน ได้แก่ หิวบ่อย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ มองเห็นไม่ชัด แผลหายช้า และติดเชื้อได้ง่าย หากปัสสาวะบ่อยร่วมกับกระหายน้ำมากหรือมีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดและค่า HbA1c ตามคำแนะนำของแพทย์

2. ไตเสื่อม ทำให้ปัสสาวะบ่อยได้จริงหรือ?

โรคไตเรื้อรังบางระยะอาจทำให้ไตสูญเสียความสามารถในการทำให้ปัสสาวะเข้มข้น ผู้ป่วยจึงอาจปัสสาวะบ่อยขึ้น โดยเฉพาะช่วงกลางคืน แต่โรคไตไม่ได้ทำให้ทุกคนมีอาการแบบเดียวกัน บางรายแทบไม่มีอาการในระยะแรก ขณะที่ระยะรุนแรงอาจมีปัสสาวะลดลงได้

สัญญาณที่ควรสังเกตร่วมกัน ได้แก่ ปัสสาวะเป็นฟองมากผิดปกติ ปัสสาวะมีเลือดปน หนังตาหรือขาบวม เหนื่อยง่าย ซีด คัน เบื่ออาหาร และความดันโลหิตสูง การวินิจฉัยต้องอาศัยการตรวจเลือดดูค่าครีอะตินีนและ eGFR รวมถึงตรวจปัสสาวะหาโปรตีนหรืออัลบูมิน ไม่ควรสรุปว่าเป็นไตเสื่อมจากอาการปัสสาวะบ่อยเพียงอย่างเดียว

3. ต่อมลูกหมากโต ปัสสาวะบ่อยแต่ละครั้งออกน้อย

ต่อมลูกหมากโตพบได้มากขึ้นตามอายุ โดยต่อมลูกหมากที่ขยายตัวอาจกดเบียดท่อปัสสาวะ ทำให้กระเพาะปัสสาวะต้องออกแรงบีบตัวมากขึ้นและระบายปัสสาวะได้ไม่หมด ผู้ป่วยจึงรู้สึกอยากปัสสาวะบ่อย แม้แต่ละครั้งจะออกไม่มาก โดยเฉพาะช่วงกลางคืน

อาการร่วมที่พบบ่อย ได้แก่ ปัสสาวะเริ่มไหลช้า สายปัสสาวะอ่อนหรือสะดุด ต้องเบ่ง ปัสสาวะหยดหลังเสร็จ และรู้สึกว่ายังถ่ายไม่สุด หากปล่อยให้การอุดกั้นรุนแรง อาจเกิดปัสสาวะค้าง ติดเชื้อ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ หรือกระทบการทำงานของไตได้

4. กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อน ทำให้ปัสสาวะบ่อยได้อย่างไร?

กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานมีหน้าที่ช่วยพยุงกระเพาะปัสสาวะ มดลูก ลำไส้ และช่วยควบคุมการกลั้นปัสสาวะ เมื่อกล้ามเนื้อส่วนนี้อ่อนแรง ผู้ป่วยอาจมีปัสสาวะเล็ดเวลาไอ จาม หัวเราะ หรือยกของหนัก รวมถึงปวดปัสสาวะเร่งด่วนและเข้าห้องน้ำบ่อย

ผู้หญิงหลังคลอด ผู้สูงอายุ ผู้มีน้ำหนักเกิน ผู้ที่ไอเรื้อรังหรือท้องผูกจนต้องเบ่งเป็นประจำ มีความเสี่ยงมากขึ้น บางรายอาจมีอวัยวะในอุ้งเชิงกรานหย่อนร่วมด้วย ทำให้รู้สึกถ่วงบริเวณช่องคลอด มีก้อนยื่น หรือปัสสาวะไม่หมด การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอาจช่วยได้ แต่ควรได้รับการประเมินให้ถูกตำแหน่งและถูกวิธีจากแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด

ปัสสาวะบ่อย ยังเกิดจากสาเหตุอะไรได้อีก?

นอกจาก 4 ภาวะข้างต้น อาการปัสสาวะบ่อยยังเกิดจากสาเหตุอื่นได้อีกหลายอย่าง บางสาเหตุเป็นเพียงพฤติกรรมชั่วคราว ขณะที่บางภาวะจำเป็นต้องได้รับการรักษา จึงควรสังเกตลักษณะอาการร่วมอย่างละเอียด

  • ดื่มน้ำมาก โดยเฉพาะในช่วงก่อนนอน
  • ดื่มกาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลัง หรือแอลกอฮอล์
  • รับประทานยาขับปัสสาวะหรือยาบางชนิด
  • ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
  • กระเพาะปัสสาวะไวเกิน
  • ตั้งครรภ์
  • นิ่วในทางเดินปัสสาวะ
  • ความเครียดหรือความวิตกกังวล
  • โรคทางระบบประสาทบางชนิด
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • โรคหัวใจหรือภาวะบวมที่ทำให้ของเหลวกลับเข้าสู่กระแสเลือดขณะนอน

ฉี่บ่อยแต่ฉี่นิดเดียว ต่างจากฉี่บ่อยครั้งละมากอย่างไร?

หากปัสสาวะบ่อยแต่ละครั้งออกเพียงเล็กน้อย อาจนึกถึงกระเพาะปัสสาวะอักเสบ กระเพาะปัสสาวะไวเกิน ต่อมลูกหมากโต หรือภาวะปัสสาวะค้าง หากมีอาการแสบขัด ปวดท้องน้อย ปัสสาวะขุ่น หรือมีกลิ่นผิดปกติร่วมด้วย ควรตรวจหาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

แต่หากปัสสาวะบ่อยและออกครั้งละมาก โดยเฉพาะเมื่อกระหายน้ำมากด้วย อาจสัมพันธ์กับเบาหวาน การดื่มน้ำมาก ยาขับปัสสาวะ หรือความผิดปกติของฮอร์โมนและการควบคุมสมดุลน้ำ ความแตกต่างของปริมาณปัสสาวะจึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ควรบอกแพทย์

ปัสสาวะกลางคืนกี่ครั้งจึงควรไปตรวจ?

การตื่นมาปัสสาวะคืนละ 1 ครั้งอาจพบได้ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่ดื่มน้ำช่วงค่ำ แต่หากต้องตื่นคืนละหลายครั้งจนรบกวนการนอน หรืออาการเพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างชัดเจน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ

ปัสสาวะกลางคืนบ่อยไม่ได้เกิดจากโรคทางเดินปัสสาวะเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับเบาหวาน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคหัวใจ โรคไต ขาบวม ยาขับปัสสาวะ หรือการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ในช่วงเย็น

ปัสสาวะบ่อยแบบไหนควรรีบพบแพทย์?

  • ปัสสาวะมีเลือดปนหรือเป็นสีแดงโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ปัสสาวะแสบขัด มีไข้ หนาวสั่น หรือปวดหลังบริเวณเอว
  • ปวดปัสสาวะมากแต่ปัสสาวะไม่ออก หรือท้องน้อยโป่งตึง
  • กระหายน้ำมาก ปัสสาวะปริมาณมาก น้ำหนักลด หรืออ่อนเพลียผิดปกติ
  • มีอาการบวม หอบเหนื่อย ปัสสาวะเป็นฟอง หรือปัสสาวะลดลง
  • ปัสสาวะบ่อยจนรบกวนการนอน การทำงาน หรือการใช้ชีวิตประจำวัน
  • ควบคุมปัสสาวะไม่ได้ หรือมีอาการอ่อนแรงและชาบริเวณขาร่วมด้วย

หากมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดสีข้างรุนแรง สับสน อาเจียนมาก ปัสสาวะไม่ออก หรือมีเลือดออกจำนวนมาก ควรไปโรงพยาบาลโดยเร็ว เพราะอาจเป็นภาวะอุดกั้นหรือการติดเชื้อรุนแรงที่ต้องได้รับการรักษาทันที

แพทย์ตรวจอะไรบ้างเมื่อมีอาการปัสสาวะบ่อย?

แพทย์จะสอบถามจำนวนครั้ง ปริมาณปัสสาวะ ระยะเวลาที่เป็น ปริมาณน้ำและคาเฟอีนที่ดื่ม ยาประจำตัว รวมถึงอาการร่วม ผู้ป่วยอาจได้รับคำแนะนำให้จดบันทึกเวลาปัสสาวะ ปริมาณโดยประมาณ และเครื่องดื่มที่ดื่มตลอด 2-3 วัน เพื่อช่วยประเมินรูปแบบของอาการ

การตรวจอาจประกอบด้วยการตรวจปัสสาวะ ตรวจระดับน้ำตาล ตรวจการทำงานของไต และตรวจร่างกายเพิ่มเติมตามเพศและอาการ หากสงสัยต่อมลูกหมากโต แพทย์อาจประเมินต่อมลูกหมาก ปริมาณปัสสาวะค้าง หรือส่งตรวจอัลตราซาวนด์ ส่วนผู้ที่มีปัญหาอุ้งเชิงกรานอาจต้องได้รับการตรวจจากแพทย์เฉพาะทาง

ปัสสาวะบ่อย ดูแลตัวเองเบื้องต้นอย่างไร?

  • จดบันทึกเวลาที่ดื่มน้ำและเวลาปัสสาวะอย่างน้อย 2-3 วัน
  • ลดกาแฟ ชา แอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มชูกำลัง โดยเฉพาะช่วงเย็น
  • กระจายการดื่มน้ำตลอดวัน หลีกเลี่ยงการดื่มปริมาณมากก่อนนอน
  • ไม่กลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน
  • ควบคุมน้ำหนักและป้องกันอาการท้องผูก
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง และไม่หยุดยาขับปัสสาวะด้วยตัวเอง
  • ฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอย่างถูกวิธี หากได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

ไม่ควรลดการดื่มน้ำอย่างรุนแรงเพียงเพราะกลัวเข้าห้องน้ำบ่อย เพราะอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ ปัสสาวะเข้มข้น และเพิ่มการระคายเคืองของกระเพาะปัสสาวะ การปรับปริมาณน้ำควรคำนึงถึงสภาพอากาศ กิจกรรม โรคประจำตัว และคำแนะนำของแพทย์

ปัสสาวะบ่อยไม่ใช่โรคเดียว ต้องดูปริมาณและอาการร่วม

ปัสสาวะบ่อยอาจเกิดจากเบาหวาน ไตเสื่อม ต่อมลูกหมากโต หรือความผิดปกติของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน แต่ก็อาจมาจากการติดเชื้อ กระเพาะปัสสาวะไวเกิน ยา เครื่องดื่ม หรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวันได้ อาการนี้จึงไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคใดโรคหนึ่งได้ด้วยตัวเอง

หากอาการเกิดขึ้นต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นจากเดิม หรบกวนการนอนและการใช้ชีวิต ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่อมีเลือดปน แสบขัด มีไข้ ปวดเอว น้ำหนักลด บวม หรือปัสสาวะไม่ออก การตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้รักษาได้ตรงจุดและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...