โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

Aschenbrenner อัจฉริยะการลงทุนอาจเป็นสาเหตุที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้กลายเป็นสุสานนักลงทุน'เม่า'ในชั่วข้ามคืน

The Better

อัพเดต 21 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER

1. หลังจากที่มหาอำนาจเซมินคอนดักเตอร์ทำ 'สงครามชิป' ระหว่างกัน เกาหลีใต้ก็เป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของสงครามนี้ในฐานะผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของโลก ทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเกาหลีจึงคึกคักตั้งแต่ต้นปี 2026 พร้อมกับการพุ่งขึ้นของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ โดยเฉพาะหุ้นของ Samsung Electronics และ SK Hynix

2. อย่างไรก็ตาม เมื่อตลาดหุ้นบูมขึ้นมาก็เกิดฟองสบู่ก็ก่อตัวขึ้นด้วย ท่ามกลางสถานการณ์นี้ ความผันผวนของตลาดทวีความรุนแรงขึ้นจากการลงทุนแบบใช้เลเวอเรจอย่างบ้าคลั่งซึ่งนี่ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุหลัก โดยสัญญาณเตือนได้ปรากฏให้เห็นหลายครั้งแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าไม่เพียงแต่นักลงทุนต่างชาติเท่านั้น แต่นักลงทุนรายย่อยก็หันมาขายหุ้นเช่นกัน เริ่มต้นจากการปรับลดคาดการณ์รายได้ของบริษัท Broadcom ของสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ความไม่มั่นใจเกี่ยวกับการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็เริ่มปรากฏขึ้นในหมู่นักลงทุน

3. นอกจากนี้ ผลประกอบการของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศและสหรัฐฯ ที่ต่ำกว่าความคาดหวังของตลาดมากเกินไป ความขัดแย้งเกี่ยวกับการถือหุ้นแบบวงกลมของ Nvidia ในอุตสาหกรรม AI (คือเครือข่ายผู้ผลิตชิปลงทุนในสตาร์ทอัพ AI และผู้ให้บริการคลาวด์ที่ตกลงกันว่าจะใช้เงินทุนเหล่านั้นเพื่อซื้อฮาร์ดแวร์ของ Nvidia ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามในตลาดเกี่ยวกับอุปสงค์เทียม) การลดลงของความสามารถในการแข่งขันของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศและสหรัฐฯ รวมถึงการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานที่เกิดจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อ ทั้งหมดนี้รวมกันทำให้ดัชนี KOSDAQ ร่วงลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน และดัชนี KOSPI ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน

4. อีกปัจจัยมาจากการผงาดของบริษัทจีนที่น่าตกตะลึง โดยเฉพาะการเข้าจดทะเบียนและผลประกอบการที่ทำลายสถิติของบริษัทเซมิคอนดักเตอร์จีน ChangXin Memory Technologies(CXMT) จนทำให้เกิดคำถามว่า "CXMT เป็นภัยคุกคามที่แท้จริงต่อการครองตลาดหน่วยความจำของ Samsung และ SK hynix หรือไม่?" โดยเฉพาะสถานการณ์ที่สวนทางการของบริษัทจีนและเกาหลี คือ CXMT สามารถระดมทุนได้ 12.56 ล้านล้านจากการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม แต่หนึ่งวันต่อมา หุ้นของ Samsung Electronics ปิดตลาดลดลงประมาณ 13% จากวันก่อนหน้า ขณะที่หุ้นของ SK hynix ร่วงลงประมาณ 14%

5. การดิ่งลงของตลาดรุนแรงมากจนดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ต้องใช้มาตรการกลไกตัดวงจร (Circuit breakers กฎฉุกเฉินที่ระงับการซื้อขายเพื่อหยุดยั้งการขายแบบตื่นตระหนก) ซึ่งเคยถูกใช้งานเพียง 6 ครั้งในรอบ 27 ปี แต่กลับถูกใช้งานถึง 9 ครั้งในปี 2026 เพียงปีเดียว ส่งผลให้เกิดสถิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวันที่ 28 และ 29 กรกฎาคม โดยมีการใช้งานกลไกตัดวงจรในดัชนี KOSPI ติดต่อกันสองวัน นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นในประเทศที่ทั้งกลไก Sidecar (กลไกการหยุดซื้อขายชั่วคราวที่ใช้เพื่อลดความผันผวนของการซื้อขายแบบโปรแกรม)และ Circuit breakers ถูกใช้งานพร้อมกันในสองวันติดต่อกันทั้งในดัชนี KOSPI และ KOSDAQ

6. ผลที่ตามมาคือ มูลค่าการลงทุนประมาณ 2,800 ล้านล้านวอนหายไปจากตลาดหุ้นเกาหลี ณ วันที่ 30 กรกฎาคม ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่ทำจุดสูงสุดก่อนหน้านี้ เพียงสองวันต่อมา ในวันที่ 31 กรกฎาคม Samsung Electronics หนึ่งในสี่บริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด พุ่งขึ้น 27% ขณะที่ SK Hynix, Samsung Electro-Mechanics และ SK Square ก็พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดประจำวัน (+30%) ระหว่างการซื้อขาย ดัชนี KOSPI ฟื้นตัวกลับมาแตะระดับ 6,600 จุด ทำสถิติเพิ่มขึ้นรายวันสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 18%

7. เนื่องจากนักลงทุนรายย่อยต้องแบกรับผลกระทบจากความผันผวนอย่างรุนแรงนี้ จึงเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านี่คือปรากฏการณ์ "Roller KOSPI" ที่ล่อให้ 'แมลงเม่า' หรือนักลงทุนรายย่อยเข้ามาติดกับ และหุ้นบริษัทเซมิคอนดักเตอร์กลายเป็น "เครื่องมือเสี่ยงโชค" และตลาดหุ้นกลายเป็นคาสิโนไปแล้ว

8. นอกจากเงื่อนไขในหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และ AI เอาแน่เอานอนไม่ได้เป็นทุนเดิมอยุ่แล้ว ยังมีสิ่งที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก คือ การเก็งกำไรของนักลงทุนรายวันและแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ และการพึ่งพาเลเวอเรจในการซื้อข่ายหุ้นอย่างหนัก (เลเวอเรจ หรือ Leverage คือ การใช้เงินทุนส่วนน้อยยืมเงินหรือเครดิตจากโบรกเกอร์มาช่วยเพิ่มพลังซื้อ เพื่อลงทุนหรือควบคุมสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินตัวเองหลายเท่า) ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ราคาหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์มีอัตราการลดลงเช่นกัน แต่เกาหลีสถานการณ์ย่ำแย่กว่าที่อื่นเพราะไม่เพียงตลาดจะพึ่งพาเซมิคอนดักเตอร์อย่างมากอยู่แล้วเท่านั้น หุ้น Samsung และ SK Hynix ยังใช้เลเวอเรจสูงดูดซับเงินลงทุนส่วนใหญ่ ทำให้ฐานราคาหุ้นที่แท้จริงอ่อนแอลง

หรือว่าจะเป็นเพราะชายที่ชื่อ'แอสเชนเบรนเนอร์ '
มีการคาดว่า อีกสาเหตุของการผันผวนรุนแรงของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ มาจากการโจมตีโดยเจาะจงต่อเลโอโปลด์ แอสเชนเบรนเนอร์ (Leopold Aschenbrenner) ผู้จัดการกองทุนหน้าใหม่ เช่น Global Economic สื่อของเกาหลีใต้ชี้ว่า "ผู้ร้ายที่แท้จริงเบื้องหลังเหตุการดิ่งลงของ SK Hynix คือการการบีบให้ขายกองทุน AI ของ เลโอโปลด์" ซึ่งเลโอโปลด์ สเชนเบรนเนอร์ ผู้นี้เป็นอดีตนักวิจัยของ OpenAI ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักลงทุนอัจฉริยะจากการบริหารกองทุนเฮดจ์ฟันด์ AI ที่ทำผลตอบแทนสะสมได้ถึง 1,000% ภายในเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งใช้เวลาเปิดตัวเพียงไม่ถึงสองปี

เมื่อแอสเชนเบรนเนอร์ เริ่มก้าวเข้ามาเป็นผู้นำอย่างเต็มตัวในภาคเทคโนโลยี เขากลับขายชอร์ตหุ้นบริษัทซอฟต์แวร์ โดยอ้างว่าบริษัทเหล่านั้นจะล้มเหลวทั้งหมด ในขณะเดียวกันก็เข้าซื้อหุ้นบริษัทฮาร์ดแวร์ AI ในระยะยาว และในที่สุดก็เปิดเผยพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของเขา แอสเชนเบรนเนอร์มีความมั่นใจอย่างมาก โดยใช้เลเวอเรจสูงถึงสี่เท่าหรือมากกว่านั้นในหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ และยังถือหุ้น SK Hynix ในอัตราเลเวอเรจ 4 เท่าอีกด้วย สินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการของเขามีมูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ Fโดยกองทุนของแอสเชนเบรนเนอร์ใช้เลเวอเรจในการลงทุนสูงถึง 400% เพื่อเก็งกำไรในฮาร์ดแวร์ AI และ "ปัญหาคอขวด" ในห่วงโซ่อุปทาน

เมื่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้ร่วงอย่างหนักในสัปดาห์นี้ กองทุนเฮดจ์ฟันด์ด้าน AI ของแอสเชนเบรนเนอร์ที่ชื่อ Situational Awareness ประสบกับความสูญเสียอย่างมหาศาลหลังจากลงทุนอย่างหนักและใช้เลเวอเรจสูงในหุ้นโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้น SK Hynix ของเกาหลีใต้ การเทขายหุ้นเทคโนโลยีอย่างฉับพลันทำให้เกิดการเรียกหลักประกันเพิ่มเติมอย่างรุนแรง และกองทุนของเขาขาดทุน 67% ในเดือนกรกฎาคม จนบังคับให้เขาต้องขายหุ้นในพอร์ตการลงทุนสาธารณะทั้งหมดให้กับ Citadel บริษัทการลงทุนยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างเร่งด่วน

Global Economic สื่อของเกาหลีใต้รายงานว่า "การขายสินทรัพย์โดยบังคับเนื่องจากการเรียกหลักประกันเพิ่มเติมของกองทุนเลเวอเรจปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ถูกระบุว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคาหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกร่วงลงอย่างรวดเร็วเมื่อเร็วๆ นี้" และขี้ว่า "ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ (บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก รวมถึง SK Hynix ร่วงลงอย่างมากในช่วงเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากการรวมกันของภาระอัตราดอกเบี้ยที่สูงและความกังวลเกี่ยวกับการลงทุน ขณะที่สื่อเกาหลีตีความการลดลงของราคาหุ้นว่าเป็นผลมาจากทฤษฎีฟองสบู่ AI แต่การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าสาเหตุที่แท้จริงคือการขายหุ้นแบบบังคับโดยกลไกของแรงกดดันทางการเงิน"

หลังจากที่ Citadel เข้าครอบครองสถานะการลงทุนทั้งหมด และทันทีหลังจากที่แอสเชนเบรนเนอร์ปิดสถานะการลงทุนทั้งหมดในวันที่ 31 กรกฎาคม หุ้นที่เคยร่วงลงก็พุ่งขึ้นกว่า 20% ด้วยเหตุนี้ บางคนจึงตั้งทฤษฎีสมคบคิดว่า การตกต่ำของตลาดหุ้นเกาหลีใต้เกิดจากการ "ล่า" แอสเชนเบรนเนอร์โดยวอลล์สตรีท ซึ่งรวมถึง Citadel ด้วย Global Economic ชี้ว่า "เนื่องจากแรงกดดันในการขายลดลงจากการเข้าซื้อกิจการของ Citadel ผลประกอบการที่ Samsung Electronics ประกาศออกมาจึงส่งผลให้ตลาดเซมิคอนดักเตอร์ฟื้นตัว ในรายงานผลประกอบการ Samsung Electronics ระบุว่ากำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 1,814% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และทำรายได้รายไตรมาสสูงสุดเป็นประวัติการณ์"

นั่นหมายความว่า พื้นฐานหุ้นเซมิคอนดักเตอร์นั้นแข็งแกร่งจริง แต่ที่ปั่นป่วนเพราะตลาดหุ้นเกาหลีใต้กลายเป็นแค่ "สนามไล่ล่า" ให้กับพ่อมดการเงินรายอื่นๆ ที่ต้องการ "เก็บ" แอสเชนเบรนเนอร์ไม่ให้เป็นดาวรุ่ง และผลที่ตามมาคือเขากลายเป็นดาวร่วงในเวลาอันสั้น พร้อมๆ กับ 'เม่า' มากมายที่ทุ่มเทกับการใช้เงินออมและใช้เลเวอเรจในการเล่นหุ้น

ที่พบว่าในเวลาไม่กี่วันพวกเขาไม่เหลืออะไรเลย

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - Dwarkesh Patel / Youtube

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...