โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อภัยพิบัติไร้ความยุติธรรม ปล่อยให้ประเทศยากจนรับผลโลกร้อน

SpringNews

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เหตุการณ์ธารน้ำแข็งถล่มและมวลน้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่ที่พัดถล่มพื้นที่ชายแดนเนปาลและเขตปกครองตนเองทิเบต คร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 1,200 ราย และทำให้นักท่องเที่ยวรวมถึงชาวบ้านสูญหายอีกหลายพันคน ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์ชิ้นสำคัญ โดยเหล่านักวิชาการและนักอนุรักษ์ นำโดย ศาสตราจารย์ ไลลา เมห์ตา จากสถาบันการศึกษาเพื่อการพัฒนา (IDS) ที่ชี้ให้เห็นว่าโศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่ใช่เพียง ’ภัยธรรมชาติ‘ แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรง และเป็นภาพสะท้อนของ ’ความอยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศ‘ (Climate Injustice) อย่างเด่นชัดที่สุดในยุคปัจจุบัน

เมื่อธรรมชาติ.. ไม่มีความยุติธรรม

เราสามารถมองเห็นความอยุติธรรมของวิกฤตสภาพอากาศได้อย่างชัดเจน ผ่านสถิติการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลก เช่น ประเทศกำลังพัฒนาในแถบเทือกเขาหิมาลัยอย่างเนปาล ซึ่งมีส่วนร่วมในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมทั่วโลกรวมกันไม่ถึง 0.1% ด้วยซ้ำ กลับต้องกลายเป็น ’แนวหน้า‘ แบกรับความสูญเสียทางชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วงที่สุด

เมื่อภาวะโลกร้อนเร่งให้อุณหภูมิบนพื้นที่สูงพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยละลายด้วยอัตราเร็วอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน มวลน้ำแข็งและโคลนมหาศาลที่พังทลายลงมาสามารถทำลายหมู่บ้าน ชุมชนเกษตรกรรม และเส้นทางคมนาคมจนย่อยยับได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยังส่งผลโดยตรงต่อ ‘ความเสี่ยงในการสูญเสียชีวิต’ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับประเทศร่ำรวย เหตุการณ์ธารน้ำแข็งถล่มในลักษณะใกล้เคียงกันที่เกิดขึ้นในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อปีที่ผ่านมา กลับไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตแม้แต่รายเดียว เนื่องจากรัฐบาลมีความพร้อมทางงบประมาณในการติดตั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning Systems) และโครงสร้างพื้นฐานป้องกันภัยพิบัติระดับสูง

ในทางกลับกัน ชุมชนเปราะบางในเนปาลและทิเบตกลับขาดแคลนเทคโนโลยีและงบประมาณในการติดตั้งระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ ประชาชนจึงต้องรับมือกับมวลน้ำและโคลนโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ประกอบกับการพัฒนานโยบายอสังหาริมทรัพย์ที่รวดเร็วในพื้นที่ราบลุ่มเนื่องจากความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ยิ่งกลายเป็นปัจจัยซ้ำเติมให้เกิดความสูญเสียมหาศาล

โศกนาฏกรรมครั้งนี้จึงจุดชนวนการเรียกร้องความรับผิดชอบจากมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะสหราชอาณาจักรและกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ที่ในอดีตมักประกาศตัวเป็นผู้นำด้านการรับมือสภาพภูมิอากาศ แต่ในทางปฏิบัติกลับปรับลดงบประมาณช่วยเหลือลงอย่างต่อเนื่อง หรือการแปลงงบเงินอุดหนุนด้านสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นเงินกู้ ซึ่งสร้างภาระหนี้สินซ้ำซ้อนแก่ประเทศกำลังพัฒนา

เหล่านักวิชาการจึงเรียกร้องให้รัฐบาลของกลุ่มประเทศร่ำรวยเร่งเปลี่ยนคำมั่นสัญญาให้กลายเป็นการกระทำที่จับต้องได้ ด้วยการจัดสรรงบประมาณเข้าสู่ ‘กองทุนความสูญเสียและความเสียหาย’ (Loss and Damage Fund) เพื่อนำมาช่วยเหลือ ชดเชย และพัฒนาระบบเตือนภัยให้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ กลุ่มนักอนุรักษ์ยังเสนอให้มีการนำหลักการพื้นฐานเรื่อง ‘การลดการปล่อยก๊าซอย่างเป็นธรรม’ กลับมาใช้อย่างจริงจัง โดยชี้ว่าประเทศที่สร้างความรวยจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลมาตลอดร้อยปี จะต้องเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอัตราที่รวดเร็วกว่าประเทศอื่น

พร้อมกันนี้ยังมีเสียงเรียกร้องให้ส่ง ‘ใบแจ้งหนี้ค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม’ ไปยังบรรดาบริษัทอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลยักษ์ใหญ่ ที่รับรู้ถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมานานนับครึ่งศตวรรษแต่กลับเพิกเฉย ตลอดจนเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีแบบก้าวหน้าจากสินค้าและบริการที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพื่อนำเม็ดเงินมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูโลกทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ก่อนที่ความอยุติธรรมนี้จะคร่าชีวิตผู้คนในประเทศเปราะบางไปมากกว่านี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...