โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัฐบาลสอบโกงท้องถิ่น จบแบบคาใจ จี้ลากคอ’บิ๊กการเมือง’สยบข้อครหา

ไทยโพสต์

อัพเดต 14 สิงหาคม 2569 เวลา 4.30 น. • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิกฤตการณ์ทุจริตการสอบแข่งขันพนักงานและข้าราชการส่วนท้องถิ่นครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งพบผู้กระทำผิดในการแก้ไขคะแนนสอบสูงถึง 5,925 คน จนนำไปสู่กระบวนการเพิกถอนผู้ที่ถูกบรรจุเข้ารับราชการ กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดของรัฐบาล ว่าจะสามารถกวาดล้างโครงข่ายนี้ ให้สิ้นซากได้จริง หรือสุดท้ายจะเป็นเพียงแค่การลูบหน้าปะจมูก

มหกรรมการโกงระดับชาตินี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของคนสอบตกที่อยากสอบผ่าน แต่คือภาพสะท้อนของความล้มเหลวที่หยั่งรากลึกในระบบราชการไทย ขบวนการนี้ถูกออกแบบและวางแผนมาอย่างแยบยลตั้งแต่การกำหนดขอบเขตของงาน หรือ "ทีโออาร์" ที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานของ ก.พ. การจัดการเอกสารที่หละหลวม ไปจนถึงกระบวนการจัดจ้างและจัดสอบ ซึ่งเต็มไปด้วยช่องโหว่ที่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มผู้มีอิทธิพลอย่างชัดเจน

สอดรับกับผลสอบชุด คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ภายใต้การนำของ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ ที่พบความผิดเกือบทุกกระบวนการ

ตั้งแต่การกำหนดอัตราตำแหน่งที่บวมขึ้นอย่างผิดปกติ จาก 8,545 อัตรา แต่มีการบรรจุจริงกระโดดไปถึง 15,520 อัตรา การจัดทำทีโออาร์ที่มอบอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดให้ผู้รับจ้าง จนนำไปสู่การนำงานตรวจผลสอบไปให้ผู้รับจ้างช่วงดำเนินการ และที่เลวร้ายที่สุดคือ การพบหลักฐานร่องรอยทางดิจิทัล หรือ Digital Footprint ในการสั่งการให้บุคคลภายนอกที่ไม่มีอำนาจหน้าที่เข้าไปแก้คะแนนสอบ เปลี่ยนจากตกเป็นผ่าน และเพิ่มคะแนนเพื่อดึงอันดับขึ้น

โดยรายงานฉบับนี้ได้ถูกส่งต่อให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ซึ่งได้ลงนามเห็นชอบและสั่งการให้ดำเนินคดีทั้งทางอาญา แพ่ง วินัย และจริยธรรมแบบถอนรากถอนโคน เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม บทสรุปของการดำเนินการในขณะนี้กลับสร้างความรู้สึกให้กับสังคมว่า นี่คือการแก้ปัญหาที่จบแบบไม่จบ และยังคงเป็นที่คาใจอย่างหนัก การเตรียมเพิกถอนข้าราชการที่กระทำผิดกว่า 5,000 คน หรือการทบทวนบทบาทของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น อาจยังไม่ได้ขุดรากไปถึงต้นตอ

ด้วยมูลค่าความเสียหายที่ประเมินไว้สูงถึง 4,500 ล้านบาท และอัตราการเรียกรับเงินค่าจ้างโกงสอบที่ตกหัวละ 3-8 แสนบาท เม็ดเงินมหาศาลระดับนี้ย่อมต้องมีเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงไปถึงระดับสั่งการ สังคมจึงตั้งคำถามตัวโตว่า ตัวการใหญ่ที่แท้จริงคือใคร และจะสามารถลากคอผู้บงการระดับสูงมารับโทษได้หรือไม่

ประเด็นที่ทำให้ความเคลือบแคลงใจของสังคมพุ่งทะยานสูงสุด เมื่อ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย (มท.4) ยอมรับด้วยตนเองว่า ขบวนการนี้มีกลุ่มอิทธิพลหรือ “บ้านใหญ่” ในบางพื้นที่เข้าไปมีส่วนพัวพันจริง และมีการส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช.ดำเนินการเชิงลึกแล้ว

เมื่อผู้มีอำนาจระดับรัฐมนตรีออกมายอมรับถึงการมีอยู่ของเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นระดับ "บ้านใหญ่" รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยจึงมีความชอบธรรมและหน้าที่ผูกพันที่จะต้องลากคอคนกลุ่มนี้มาลงโทษให้ได้

หากสุดท้ายแล้วไม่สามารถนำตัวผู้บงการเบื้องหลังมาดำเนินคดีได้ ประชาชนย่อมไม่มีทางเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรมของรัฐ และจะมองว่านี่คือ มวยล้มต้มคนดู เป็นเพียงการทำงานเพื่อตัดตอนความผิด ลดกระแสสังคมชั่วคราว แต่ลึกๆ แล้วคือการอุ้มพวกพ้องและกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย

น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลอันน่าตกใจว่า หลังจากการล้างไพ่เพิกถอนรายชื่อบัญชีข้าราชการที่มีการแก้กระดาษคำตอบ รายชื่อของบุคคลที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจกลับหลุดหายไปอย่างน่ากังขา ไม่ว่าจะเป็นพี่ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ลูกของอดีตเลขาธิการของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รวมถึงน้องของคนใกล้ชิด นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)

สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามตัวโตว่า กระบวนการกวาดล้างครั้งนี้หยุดอยู่แค่การคัดรายชื่อเด็กฝากออก แล้วปล่อยให้เอเจนซีหรือนักการเมืองผู้ยัดเงินและฝากฝังลอยนวลไปอย่างนั้นหรือ

สอดคล้องกับมุมมองของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่ชี้ให้เห็นว่า นี่ไม่ใช่อาชญากรรมการโกงสอบธรรมดา แต่เป็น “อาชญากรรมเพื่อช่วยเหลืออาชญากร” ซึ่งกำลังเป็นบททดสอบสำคัญว่า กระบวนการยุติธรรมไทยจะกล้าสาวลึกจากผู้ลงมือ ไปถึงผู้จ้างวาน ผู้รับผลประโยชน์ และผู้บงการทางการเมือง หรือจะยอมจำนนและหยุดชะงักเมื่อเส้นทางการสืบสวนเดินไปเฉียดใกล้ผู้มีอำนาจ

ไม่เว้นแม้แต่ นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย และประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ได้กระทุ้งอย่างหนักให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เร่งส่งรายชื่อผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดให้หน่วยงานระดับท็อปอย่าง ป.ป.ช., ปปง., DSI, ป.ป.ท. และตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อบูรณาการลากไส้เส้นทางการเงิน และลากคอผู้บงการมาลงโทษให้ถึงที่สุดโดยไม่มีข้อยกเว้น

ขณะที่ภาคประชาชน โดย กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล และ นายนัสเซอร์ ยีหมะ ร่วมกับ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 ส.ค. เพื่อขอให้ขยายขอบเขตการสอบวินัยร้ายแรงกรณีทุจริตการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น สอบในเชิงลึกและหาผู้เกี่ยวข้องเพิ่ม หวังสาวถึงกระบวนการทั้งหมด

โดยเรียกร้องให้สอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ได้แก่ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ (ขณะดำรงดำรงตำแหน่งอธิบดี สถ. 17 พ.ย.2567-28 ก.ค.2568) นายศิริพันธ์ ศรีกงพลี รองอธิบดี สถ. ผู้ร่วมร่าง TOR นายมนัส สุวรรณรินทร์ อดีตผู้ตรวจราชการ สถ. ผู้ร่วมร่าง TOR รวมทั้งคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ที่เป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย กรม สถ. และที่เป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น

ท้ายที่สุดหากบทสรุปของมหากาพย์การทุจริตครั้งนี้ จบลงเพียงแค่การไล่ข้าราชการผู้น้อยออก และปล่อยให้ "บ้านใหญ่" หรือนักการเมืองระดับสั่งการยังลอยนวล ไม่เพียงแต่ทำลายระบบราชการให้พังพินาศ แต่ยังทำลายศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลจนไม่อาจกอบกู้คืนมาได้.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...