โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ครึ่งหนึ่งของคนอ้วนในไทยเป็นกลุ่ม 'วัยทำงาน' เหตุนั่งนาน กินไม่ดี

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 11 ส.ค. เวลา 04.21 น. • เผยแพร่ 11 ส.ค. เวลา 11.21 น.

ปัจจุบันคนทั่วโลกมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยกรมควบคุมโรคคาดการณ์ว่าในปี 2578 จะมีผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนกว่า 1.9 พันล้านคน ส่วนประเทศไทยเองก็มีคนที่อยู่ในกลุ่มนี้เกือบครึ่งประเทศ อ้างอิงจากผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567–2568) ที่พบว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปมีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนถึงร้อยละ 45.0 และอ้วนลงพุงร้อยละ 44.7 ซึ่งครึ่งหนึ่งของคนอ้วนในไทยเป็นกลุ่มวัยทำงาน

โดยเมื่อน้ำหนักเริ่มขึ้น คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็มักเริ่มจากการกินให้น้อยลงและออกกำลังกายให้หนักขึ้นเพื่อให้เห็นผลเร็วที่สุด ซึ่งฟังดูสมเหตุสมผล แต่กลับเป็นวิธีที่ทำให้ลดน้ำหนักไม่สำเร็จในระยะยาว

วันนี้ พญ.ธนพร พุทธานุภาพ แพทย์เฉพาะทางโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ รพ.วิมุต พหลโยธิน จะมาแชร์วิธีลดน้ำหนักที่ไม่ต้องอดอาหารจนเสียสุขภาพ ซึ่งต้องเริ่มจากการเข้าใจว่าอะไรทำให้ร่างกายของเราอ้วนง่ายและลดยาก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

'ดื่มน้ำเปล่า' ปริมาณเท่าใด? ถึงจะไม่เสี่ยง 'ไตวาย ไตอักเสบ'

'โรคอ้วน' เสี่ยง 'สมองแก่ก่อนวัย' ดูแลสมอง ไม่ใช่เรื่องของคนแก่

ส่องสาเหตุที่ทำให้ “วัยทำงานอ้วนง่าย”

พญ.ธนพร พุทธานุภาพ อธิบายว่า วัยทำงานมีหลายปัจจัยที่ทำให้น้ำหนักขึ้นง่ายและลดยาก ได้แก่ การเผาผลาญลดลงจากอายุที่มากขึ้น การนั่งอยู่กับที่นาน ๆ จนได้ใช้พลังงานน้อย พอถึงช่วงพักก็มักกินอาหารแปรรูปและฟาสต์ฟู้ดที่มีไขมันสูง เพราะสะดวกและประหยัดเวลาที่สุด ร่างกายจึงได้รับพลังงานเกินจนกลายเป็นไขมันส่วนเกิน

ในบางคนอาจอดมื้อเช้าหรือมื้อกลางวันแล้วไปกินหนักทีเดียวตอนดึก ก็อาจหิวสะสมและกินเกินตัวโดยไม่รู้ตัว ทั้งยังเสี่ยงได้โปรตีนต่อวันไม่พอจนกล้ามเนื้อค่อย ๆ ลดลง ซึ่งทำให้การเผาผลาญน้อยลงไปด้วย และสุดท้ายคือความเครียดสูงและการนอนไม่เพียงพอ

"อ้วนลงพุง" ภัยเงียบที่ตัวเลขบนตาชั่งไม่ได้บอก

เมื่อไขมันเริ่มสะสม หลายคนที่น้ำหนักตัวยังอยู่ในเกณฑ์แต่เริ่มมีพุงมักคิดว่ายังไม่น่าเป็นห่วง เพราะไขมันที่สะสมในช่องท้องและพอกตามอวัยวะภายในอันตรายกว่าไขมันใต้ผิวหนังมาก โดยสัมพันธ์กับโรคเบาหวาน ไขมันพอกตับที่อาจลุกลามจนตับแข็ง ไตวายเรื้อรัง และโรคหัวใจ

ขณะที่โรคอ้วนโดยรวมยังเพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ข้อเข่าเสื่อม ไปจนถึงมะเร็งเต้านมและมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

“ลดเร็ว ไม่เท่ากับ ลดดี”หยุดก่อนเสี่ยงโยโย่

เมื่อน้ำหนักขึ้นเยอะ ชาวออฟฟิศหลายคนอาจรีบลดน้ำหนักด้วยความคิดว่า "ลดได้เร็วคือลดได้ดี" ซึ่งอาจเห็นผลจริงในช่วงแรก แต่ระยะยาวสิ่งที่หายไปกลับไม่ใช่ไขมัน แต่เป็นมวลกล้ามเนื้อ พอกล้ามเนื้อลดลง ร่างกายจะเข้าโหมดจำศีลเพื่อประหยัดพลังงาน ฮอร์โมนหิวและฮอร์โมนความเครียดพุ่งขึ้น สุดท้ายจึงกินมากกว่าเดิมและน้ำหนักเด้งกลับ หรือที่เรียกกันว่าโยโย่เอฟเฟกต์

นอกจากนี้ การลดน้ำหนักเร็วเกินไปยังกระทบฮอร์โมนเพศหญิงจนประจำเดือนมาไม่ปกติ และทำให้ขาดวิตามินและแร่ธาตุจนผมร่วงและผิวแห้ง ดังนั้นจึงควรสังเกตตัวเองว่ากำลังลดน้ำหนักผิดวิธีหรือเปล่า โดยหากน้ำหนักลงแต่พุงไม่ลด ประจำเดือนผิดปกติ อ่อนเพลียมาก ผมร่วง เหนื่อยง่าย หรือหน้าซีดลง ควรหยุดลดด้วยตัวเองแล้วปรึกษาแพทย์ทันที

"ปรึกษาแพทย์" ก่อนเริ่มลดน้ำหนัก

พญ.ธนพร พุทธานุภาพ แนะนำว่าผู้ที่น้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนสามารถปรึกษาแพทย์ได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มลด โดยไม่ต้องรอให้มีอาการผิดปกติ เพื่อคัดกรองว่ามีโรคที่ทำให้น้ำหนักขึ้นซ่อนอยู่หรือไม่ เช่น ภาวะไทรอยด์ต่ำ พร้อมตรวจโรคที่มาจากความอ้วนอย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูงไปพร้อมกัน

โดยที่โรงพยาบาลวิมุตจะเริ่มจากการตรวจวัดมวลร่างกายเพื่อประเมินก่อนวางแผนลดน้ำหนัก มีนักกำหนดอาหารช่วยดูแลมื้ออาหาร และมีการรักษาด้วยยาฉีดกลุ่มฮอร์โมนอิ่ม (GLP1RA และ dual GIP/GLP1RA) ซึ่งช่วยในการรักษาโรคอ้วน และป้องกันโรคเรื้อรังจากโรคอ้วนได้ เมื่อใช้อย่างถูกต้องในผู้ที่เหมาะสมและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

ปรับพฤติกรรมง่าย ๆ ไม่กลับมาอ้วนซ้ำ

แม้เราสามารถรักษาโรคอ้วนได้ แต่การป้องกันย่อมดีกว่าเสมอ โดยเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำได้ทุกวัน เช่น เลี่ยงของหวานและขนมระหว่างมื้อ กินโปรตีนให้เพียงพอประมาณ 1.2-1.6 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และเลือกเมนูตุ๋น ต้ม ย่าง แทนของทอด

ส่วนการออกกำลังกายแนะนำการคาร์ดิโอ เช่น เดินเร็วหรือปั่นจักรยาน สัปดาห์ละประมาณ 150 นาที ควบคู่กับเวทเทรนนิ่งสัปดาห์ละ 2 วัน เพื่อรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ระหว่างที่ไขมันลดลง

สำหรับวัยทำงานหรือคนที่ไม่ค่อยมีเวลา พยายามลุกยืนเดินสั้น ๆ ทุก 30 นาที ขึ้นบันไดแทนลิฟต์ หรือเดินให้เร็วขึ้นตอนออกไปกินข้าว ก็ช่วยเพิ่มการใช้พลังงานในแต่ละวันได้

ที่สำคัญ อย่าวัดผลจากตัวเลขน้ำหนักเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูมวลไขมัน มวลกล้ามเนื้อ รอบเอว และผลเลือดควบคู่กันไป เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือการลดไขมันส่วนเกินในร่างกาย

"เข้าใจว่าวัยทำงานไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง หลายคนจึงใช้วิธีลัดเพื่อให้ถึงตัวเลขน้ำหนักที่อยากได้เร็วที่สุด พอถึงแล้วก็หยุดดูแล สุดท้ายทุกอย่างจึงกลับมาเหมือนเดิม อยากให้เข้าใจว่าโรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องค่อย ๆ ดูแลกันไป หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การลดให้เร็ว แต่เป็นการปรับพฤติกรรมเพื่อไม่ให้กลับมาอ้วนซ้ำ โดยเริ่มทำทีละนิดเท่าที่ไหว แล้วทำต่อไปเรื่อย ๆ และถ้าไม่แน่ใจว่าควรเริ่มตรงไหน การเข้ามาปรึกษาแพทย์ตั้งแต่ต้นจะช่วยให้เจอแนวทางที่เหมาะกับตัวเอง เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว" พญ.ธนพร กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...