โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับตาดีล 2 ยักษ์ PTTGC-SCGC ร่วมทุนปิโตรเคมี มูลค่า 6 หมื่นล้านบาท คาดปลายเดือน ก.ย. นี้ มีความชัดเจน ดันกำลังผลิตขึ้น Top 10 โลก

THE STANDARD

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
จับตาดีล 2 ยักษ์ PTTGC-SCGC ร่วมทุนปิโตรเคมี มูลค่า 6 หมื่นล้านบาท คาดปลายเดือน ก.ย. นี้ มีความชัดเจน ดันกำลังผลิตขึ้น Top 10 โลก

ท่ามกลางความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมโลกที่กำลังเผชิญกับพายุความไม่แน่นอนรอบทิศทาง ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตพลังงาน ซัพพลายเชนชะงักงัน และปัญหากำลังการผลิตปิโตรเคมีล้นตลาด รวมทั้งสถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ได้เริ่มเห็นผู้เล่นรายใหญ่ของประเทศ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC กับบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ต้องเร่งปรับตัว

ประเด็นสำคัญ

  • เปิดไทม์ไลน์และขั้นตอนการทำงาน
  • บิ๊กดีลร่วมทุน PTTGC-SCGC หนุนขึ้น Top 10 โลก
  • ลดหนี้แสนล้าน สลัดความกังวลระยะสั้น
  • ผลงาน Q2/69 ฟื้นตัวแกร่ง ด้วยกลยุทธ์ ‘Integrated Value Chain’
  • แผน PTTGC สร้างสมดุลใหม่ 70:30 ภายในปี 73 มุ่งสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
  • ‘Holistic Optimization’ และ ‘พลังนวัตกรรมของคนในองค์กร’
  • รับมือความเสี่ยงปัจจัยภายนอกและนโยบายรัฐ

ในงานแถลงผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ PTTGC ได้เปิดเผยความคืบหน้าในการศึกษาความเป็นไปได้ทางกลยุทธ์ระหว่าง PTTGC กับ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC บริษัทย่อยในกลุ่ม ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCC เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ ครอบคลุมพอลิเอทิลีน – PE และพอลิโพรพิลีน – PP) ในประเทศไทย

โดยผู้เชี่ยวชาญในวงการปิโตรเคมีให้สัมภาษณ์ให้ข้อมูลกับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า ประเมินว่าดีลการร่วมของ PTTCG กับ SCGC ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ จะเป็นดีลที่มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 60,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นดีลที่มีมูลค่าที่สุดดีลหนึ่งในปีนี้

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ด้านศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC ให้ข้อมูลว่า ศึกษาการตั้งบริษัทร่วมทุนกับ PTTGC (GC) ว่ามีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยให้เป็นเสาหลักที่สามารถส่งมอบวัตถุดิบสู่ผู้ประกอบการปลายน้ำได้อย่างยั่งยืน ดังนี้

  • กรอบความร่วมมือและกำลังการผลิต โดยการศึกษาครั้งนี้ครอบคลุมเฉพาะทรัพย์สินและธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยเป็นหลัก โดยเน้นที่กลุ่มเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน (PE) และโพลีโพรพิลีน (PP) หากการรวมตัวเกิดขึ้น จะทำให้บริษัทร่วมทุนแห่งใหม่มีกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกรวมกันกว่า 6 ล้านตัน จากปัจจุบันที่แต่ละฝ่ายมีกำลังผลิตฝ่ายละประมาณ 3 ล้านตัน และมีกำลังการผลิตสารตั้งต้นรวมกว่า 7 ล้านตัน
  • การประเมินทรัพย์สินและสัดส่วนการถือหุ้น ในหลักเกณฑ์ในการพิจารณาสัดส่วนการถือหุ้นจะไม่ได้ดูจากมูลค่าทางบัญชี (Book Value) หรือขนาดของสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่จะใช้หลักการทางการเงินเพื่อประเมินจาก ‘ความสามารถในการทำกำไร’ ของสินทรัพย์ทั้งสองฝ่าย แล้วนำมาคำนวณอัตราส่วนการถือหุ้นที่เหมาะสมของแต่ละบริษัทในโครงสร้างใหม่

ส่วนกรณีของบริษัทร่วมทุนปลายน้ำที่มีพาร์ทเนอร์ต่างชาติร่วมถือหุ้นอยู่ด้วยนั้น จะถูกนำมารวมอยู่ในการศึกษาครั้งนี้ แต่การดำเนินการจริงจะต้องมีการหารือและได้รับการอนุมัติจากพาร์ทเนอร์เหล่านั้นตามเงื่อนไขของแต่ละสัญญา

เปิดไทม์ไลน์และขั้นตอนการทำงาน

  • ระยะที่ 1 ศึกษาความเป็นไปได้ จะมีความชัดเจนออกมาช่วงปลายเดือนกันยายน หรือปลายไตรมาส 3 นี้ เพื่อประเมินความเป็นไปได้และผลประโยชน์ร่วมกัน หากพบว่าคุ้มค่า จึงจะตัดสินใจเดินหน้าต่อ
  • ระยะที่ 2 จัดตั้งบริษัทร่วมทุน หากตกลงไปต่อ จะเข้าสู่ขั้นตอนการขออนุมัติตามกฎหมาย ออกแบบโครงสร้างการบริหารงานร่วมกัน ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาเตรียมการไม่ต่ำกว่า 1 ปี หรือ ประมาณ 13-15 เดือน

จุดเริ่มต้นของการหารือเกิดขึ้นผ่านคนกลางที่เรียกว่า ‘Clean Team’ เพื่อให้ทั้งสองบริษัทซึ่งอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถประเมินผลประโยชน์เบื้องต้นได้โดยไม่ขัดต่อกฎระเบียบการเปิดเผยข้อมูล ความมุ่งหมายสำคัญคือการเอาตัวรอดจากภาวะอุตสาหกรรมโลกที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งในอดีตประเทศฟิลิปปินส์เคยมีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีแต่สุดท้ายต้องปิดตัวลง การรวมตัวกันจึงเป็นทางออกเพื่อไม่ให้ซ้ำรอย

เมื่อประเมินส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในไทย เม็ดพลาสติก PP รวมกันจะอยู่ที่ประมาณ 25% และ PE จะรวมกันเกิน 60%

โลโก้ PTTGC และ SCGC บนภาพพื้นหลังการจับมือและกราฟหุ้น 1

ศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC

ศักดิ์ชัย อธิบายว่าอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างรวดเร็วและมีผู้เล่นรายใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา การทำให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตได้นั้น ไม่สามารถมองแค่ระดับประเทศหรือภูมิภาคได้อีกต่อไป แต่ต้องมีความแข็งแกร่งระดับโลก โดยการผนึกกำลังนี้จะดึงจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมาสร้าง Synergy ในประเทศไทย คือ

  • PTTGC อยู่ในกลุ่ม ปตท. มีความแข็งแกร่งในด้านวัตถุดิบต้นน้ำ (Upstream) มีความยืดหยุ่นของโครงข่ายก๊าซและของเหลว รวมถึงมีศักยภาพด้านเครือข่ายการจัดหา (Trading) ที่เชื่อมโยงแหล่งวัตถุดิบได้ทั่วโลก
  • SCGC มีความโดดเด่นในด้านผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ (Downstream) โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่ม HVA มีทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่สามารถสร้างนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับระดับสากล

สำหรับวัตถุประสงค์เชิงลึกในการเดินหน้าศึกษาการร่วมทุนระหว่าง SCGC และ PTTGC (GC) เกิดจากบทเรียนอันรุนแรงของวัฏจักรขาลงในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีรอบนี้ ที่ผู้ผลิตต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันสูงและมาร์จินที่ตกต่ำอย่างหนักตามกลไกตลาดโลก หากไม่มีการปรับตัว ก็อาจมีความเสี่ยงที่จะซ้ำรอยประเทศฟิลิปปินส์ที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีต้องปิดตัวไปหลังจากดำเนินการมา 20-30 ปี

การนำจุดแข็งของทั้งสองบริษัทที่มีกำลังการผลิตอยู่แล้วมาผสานกัน จึงมีเป้าหมายสำคัญคือ ‘การลดการขาดทุน’ ในยามที่ตลาดเผชิญสถานการณ์ย่ำแย่ เพราะในอดีตเมื่อสถานการณ์ไม่ดี ทั้งสองบริษัทต่างก็ต้องเผชิญกับการขาดทุนเช่นเดียวกัน การรวมกันจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่ง ทำให้เอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์วิกฤต และคาดหวังว่าหากวัฏจักรธุรกิจกลับมาเป็นขาขึ้น การรวมตัวนี้จะยิ่งทำให้บริษัทสามารถทำผลงานและเติบโตได้ดียิ่งขึ้นไปอีก

บิ๊กดีลร่วมทุน PTTGC-SCGC หนุนขึ้น Top 10 โลก

ด้านณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTGC เปิดเผยในงานแถลงข่าวระบุว่า หากการศึกษานี้ประสบความสำเร็จและเกิดการร่วมทุนขึ้นจริง จะส่งผลให้ธุรกิจร่วมทุนนี้ขึ้นแท่นเป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ชั้นนำในอาเซียน โดยมีกำลังการผลิตรวมกันใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่เป็นการมองยาวไปถึงระยะยาว 10-20 ปีข้างหน้า เพื่อสร้างเสถียรภาพและลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) เนื่องจากเม็ดพลาสติกและพอลิเมอร์ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานและวัตถุดิบต้นน้ำที่สำคัญของอุตสาหกรรมในประเทศ

นอกจากนี้ การบูรณาการร่วมกันของทั้งสองบริษัททำได้ง่ายและเหมาะสมอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เนื่องจากโรงงานของทั้งสองฝ่ายตั้งอยู่ใกล้เคียงกันในพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งจะช่วยสร้าง Operational Synergy มหาศาล และลดต้นทุนการผลิตโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยการจัดอันดับ Top 10 ของโลกนั้นจะวัดจากกำลังการผลิตรวมทั้งหมดเมื่อเทียบกับผู้เล่นในระดับสากล ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถสรุปผลการศึกษาทางกลยุทธ์ดังกล่าวได้ภายในปลายไตรมาส 3 ปี 2569 หรือภายในเดือนกันยายนนี้

โลโก้ PTTGC และ SCGC บนภาพพื้นหลังการจับมือและกราฟหุ้น 2

ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PTTGC

ลดหนี้แสนล้าน สลัดความกังวลระยะสั้น

ด้านเสถียรภาพทางการเงินและการบริหารโครงสร้างทุน ทิติพงษ์ จุลพรศิริดี

รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี PTTGC ได้ชี้แจงถึงแผนงานบริหารจัดการหนี้สินที่ทำอย่างเข้มงวดตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ถือหุ้นและนักลงทุนว่า PTTGC มีฐานการเงินที่แกร่งพอในทุกสภาวะอุตสาหกรรม

PTTGC ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการปรับลดหนี้สินไปได้ถึง 116,000 ล้านบาท ส่งผลให้ปัจจุบัน หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย (Interest-bearing Debt) จากเงินกู้และหุ้นกู้ลดลงมาเหลืออยู่ที่ประมาณ 150,000 – 160,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนปี 2564 ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะกับสภาวะธุรกิจในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน PTTGC มีกระแสเงินสดในมือที่แข็งแกร่งมากถึง 50,000 กว่าล้านบาท ขณะที่บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในปีหน้า อยู่ที่ราว 20,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น และในปี 2571 มีภาระหนี้ครบกำหนดชำระเพียงไม่กี่พันล้านบาท สะท้อนว่าสภาพคล่องที่มีอยู่เพียงพอต่อการชำระหนี้ระยะสั้นทั้งหมดอย่างปลอดภัย และช่วยลดความกังวลด้านสภาพคล่องออกไปโดยสิ้นเชิง

นอกจากนี้ GC ยังได้วางกลยุทธ์ทางการเงินที่รัดกุมผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้

  • แผนออกหุ้นกู้ระยะยาว เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ใหม่ระยะเวลา 7 ปี และ 10 ปี เพื่อนำเงินมาปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว (Refinancing) และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) รองรับทิศทางการขยายธุรกิจในอนาคต
  • ลดต้นทุนทางการเงิน ด้วยระเบียบวินัยทางการเงิน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายทางการเงิน (Finance Costs) ปรับลดลงไปได้เกือบ 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • Asset Monetization ดำเนินกลยุทธ์สร้างมูลค่าจากสินทรัพย์ที่อยู่นอกกลุ่มธุรกิจหลัก (Non-core Assets) เช่น การทำดีลขายท่าเรือและถังเก็บผลิตภัณฑ์ (Jetty & Tank) ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดหนี้ โดย GC ยังคงสิทธิ์ในการใช้งานสินทรัพย์ดังกล่าวตามปกติโดยไม่มีภาระในฐานะเจ้าของ ซึ่งช่วยเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ให้สูงขึ้น
  • เสริมแกร่งสภาพคล่องร่วมกับ PTT ร่วมมือกับบริษัทแม่อย่าง PTT ในการขยายระยะเวลาชำระค่าวัตถุดิบ ช่วยสร้าง Buffer สภาพคล่องโดยรวมพุ่งสูงถึง 80,000 ล้านบาท
โลโก้ PTTGC และ SCGC บนภาพพื้นหลังการจับมือและกราฟหุ้น 3

ทิติพงษ์ จุลพรศิริดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี PTTGC

ผลงาน Q2/69 ฟื้นตัวแกร่ง ด้วยกลยุทธ์ ‘Integrated Value Chain’

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 ของ PTTGC สามารถโชว์ตัวเลขที่กลับมาเติบโตได้อย่างโดดเด่น โดยมี Adjusted EBITDA อยู่ที่ 26,932 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบกว่า 2 ปี โดยเพิ่มขึ้นถึง 81% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 12,208 ล้านบาท ส่งผลให้ในครึ่งปีแรกของปี 2569 บริษัทมี Adjusted EBITDA รวม 41,777 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิสะสมอยู่ที่ 15,440 ล้านบาท

โดยผลประกอบการในรอบนี้ที่ออกมาดี ไม่ได้เกิดจากความโชคดีของราคาตลาด แต่เกิดจากจุดแข็งทางโครงสร้างพื้นฐานของ PTTGC ดังนี้

  • โครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Value Chain) ที่เชื่อมโยงธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทำให้บริหารจัดการความต่อเนื่องในการผลิตได้ดีเยี่ยม
  • ความยืดหยุ่นสูงด้านวัตถุดิบ (Feedstock Flexibility) สามารถเลือกใช้วัตถุดิบได้หลากหลายทั้งก๊าซและของเหลวตามสภาวะตลาด และบริษัทฯ ยังมีแผนเตรียมนำเข้าอีเทนต้นทุนต่ำจากสหรัฐฯ ในปี 2572 เพื่อเสริมความได้เปรียบระยะยาว
  • การกระจายแหล่งวัตถุดิบที่หลากหลาย ทำให้ PTTGC ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งและซัพพลายน้ำมันดิบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้บริษัทสามารถเดินเครื่องผลิตโรงงาน (Operating Rate) ได้เต็มประสิทธิภาพ
โลโก้ PTTGC และ SCGC บนภาพพื้นหลังการจับมือและกราฟหุ้น 4

ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ของ PTTGC

แผน PTTGC สร้างสมดุลใหม่ 70:30 ภายในปี 73 มุ่งสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

ในแง่ของพอร์ตโฟลิโอธุรกิจระยะยาว (ปี 2569-2573) GC มุ่งเป้าทรานส์ฟอร์มสัดส่วนธุรกิจจากเดิมที่เป็นผลิตภัณฑ์สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) 80% และผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) 20% ไปสู่ สมดุลใหม่ 70:30 ภายในปี 2573 เพื่อขยับตัวเข้าหาธุรกิจที่มีกำไรต่อหน่วยสูงขึ้นและคาร์บอนต่ำ โดยมีความคืบหน้าใน 4 กลุ่มหลัก ดังนี้

  • Upstream & Biorefinery (โรงกลั่นชีวภาพ) โดย PTTGC ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยี Co-processing นำน้ำมันพืชใช้แล้ว (Used Cooking Oil: UCO) เข้ามาเป็นส่วนผสมในกระบวนการกลั่น โดยเพิ่มกำลังการผลิตจาก 20,000 ตันต่อปี เป็น 80,000 ตันต่อปี เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ลูกค้า ทั้งนี้ บริษัทยังมีความพร้อมในเทคโนโลยีการผลิตน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) และรอคอยความชัดเจนด้านกฎระเบียบของภาครัฐเพื่อเดินหน้าอย่างเต็มตัว
  • Specialty Chemicals (allnex) ซึ่งธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษภายใต้ allnex ทำผลงานในครึ่งแรกของปี 2569 ได้ดีกว่าแผน และในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ตัดสินใจลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตสารเพิ่มคุณภาพผิวเคลือบ Sagging Control Agent (SCA) ที่มาบตาพุด ซึ่งถือเป็นฐานการผลิต SCA แห่งแรกนอกทวีปยุโรป เพื่อป้อนสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังเดินหน้าขยายกำลังการผลิตในฐานผลิตระดับโลกอย่าง China Hub (Jiaxing) และ India Hub (Mahad) อย่างต่อเนื่อง
  • Green & Bio ซึ่งมีโครงการโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพ PLA ครบวงจรของ NatureWorks ที่นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ (NBC) ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการทดสอบเดินเครื่องผลิตแล้ว นอกจากนี้ PTTGC ยังร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์ญี่ปุ่น เพื่อนำเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงในการหมัก(Fermentation Technology) มาผลิตเคมีภัณฑ์จากธรรมชาติเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเส้นใยคุณภาพสูง โดยตั้งเป้าสร้างโรงงานระดับ Commercial Scale ภายในปี 2573
  • MTP Transformation โดยแผนบูรณาการพื้นที่มาบตาพุดให้เป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมมูลค่าสูงระดับเอเชียแปซิฟิก รองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เครื่องมือแพทย์และดูแลสุขภาพ (Healthcare) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
โลโก้ PTTGC และ SCGC บนภาพพื้นหลังการจับมือและกราฟหุ้น 5

‘Holistic Optimization’ และ ‘พลังนวัตกรรมของคนในองค์กร’

เบื้องหลังของการลดต้นทุนที่ได้ผลลัพธ์ชัดเจนของ GC มาจากการทำ Holistic Optimization และการผสานเทคโนโลยี AI ดิจิทัลผ่านแนวทาง Digital 3 Smarts (Smart Plant, Smart Sales, Smart Work Process)

โดนผลลัพธ์จากการดำเนินงานด้านประสิทธิภาพนี้วัดค่าได้จริง โดยในปี 2568 บริษัทสามารถเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายไปได้ถึง 7,000 ล้านบาท สูงเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 5,500 ล้านบาท

ขณะที่ปี 2569 ตั้งเป้าเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายอีก 4,000 ล้านบาท ซึ่งในครึ่งปีแรกสามารถบรรลุผลสำเร็จไปแล้วมากกว่า 50% ของเป้าหมาย โดยตั้งเป้าหมายระยะยาวในการสร้าง EBITDA Uplift เพิ่มขึ้นถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ภายในปี 2573

นอกจากระบบเทคโนโลยีแล้ว GC ยังขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมองค์กรภายใต้แนวคิด GC StandOut Through INnovation ซึ่งเปิดโอกาสให้พนักงานส่งไอเดียนวัตกรรมและการทำงานร่วมกันข้ามสายงาน โดยภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี พนักงานสามารถนำเสนอไอเดียเพิ่มประสิทธิภาพและลดรายจ่ายได้มากกว่า 1,000 ไอเดีย ซึ่งทั้งหมดได้รับการรวบรวมและกระตุ้นการทำงานผ่านแพลตฟอร์มภายในบริษัทอย่างต่อเนื่อง

รับมือความเสี่ยงปัจจัยภายนอกและนโยบายรัฐ

แม้ตัวเลขผลประกอบการจะพลิกกลับมาเป็นบวกได้อย่างแข็งแกร่งในไตรมาสนี้ แต่ผู้บริหารของ PTTGC ยืนยันว่าไม่ได้มองสถานการณ์ในแง่ดีเกินไป (Conservative View)

ในด้านภาวะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีล้นตลาด (Oversupply) ซีอีโอ PTTGC ประเมินว่า สถานการณ์ซัพพลายล้นจะยังคงดำเนินต่อไปอีกประมาณ 2-3 ปีข้างหน้า เนื่องจากมีกำลังการผลิตใหม่ๆ ที่กำลังก่อสร้างและเตรียมทยอยเข้าสู่ตลาด

อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณผู้เล่นรายใหม่ชะลอและไม่ประกาศโครงการ

ก่อสร้างโรงงานใหม่ๆ เพิ่มขึ้นแล้วเนื่องจากกังวลเรื่องซัพพลายล้นตลาด ซึ่ง PTTGC ได้เตรียมความพร้อมและปรับโครงสร้างต้นทุนเพื่อรองรับวัฏจักรนี้ไว้แล้ว

ส่วนประเด็นคำถามเรื่องนโยบายดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นดีเซล เพื่อสนับสนุนกองทุนน้ำมันตามพระราชกำหนดของภาครัฐ บริษัทร่วมสนับสนุนนโยบายตามกฎหมาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...