“ศศิกานต์” หวั่น ‘พฤติกรรมเลียนแบบ’ หลัง 3 เหตุรุนแรงในโรงเรียนวันเดียว จี้รัฐยกระดับความปลอดภัยเด็กไทย ตั้งแผนรับมือระดับชาติ แนะ ‘ศธ.-สธ.’ ประสานข้อมูล เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างน้อย 1 ปี
“ศศิกานต์” หวั่น ‘พฤติกรรมเลียนแบบ’ หลัง 3 เหตุรุนแรงในโรงเรียนวันเดียว จี้รัฐยกระดับความปลอดภัยเด็กไทย ตั้งแผนรับมือระดับชาติ แนะ ‘ศธ.-สธ.’ ประสานข้อมูล เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างน้อย 1 ปี
น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และอดีตรองโฆษกรัฐบาล แสดงความกังวลต่อเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา 3 กรณีภายในวันเดียว พร้อมเตือนว่าประเด็นที่น่าห่วงที่สุดคือ “พฤติกรรมเลียนแบบ” ซึ่งอาจนำไปสู่เหตุรุนแรงซ้ำในโรงเรียนอื่น ทั่วประเทศได้
น.ส.ศศิกานต์ ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนปัญหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัยและระบบดูแลสุขภาพจิตเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะกรณีนักเรียนชั้น ม.3 อายุ 14 ปี ก่อเหตุยิงในโรงเรียนย่านนนทบุรี กรณีนักเรียนรุมทำร้ายเพื่อนและมีการใช้อาวุธปืนข่มขู่ในโรงเรียนย่านสามเสน และกรณีโรงเรียนชื่อดังในภาคใต้ต้องประกาศเรียนออนไลน์ชั่วคราว หลังอดีตครูอัตราจ้างชาวต่างชาติโพสต์ภาพอาวุธปืนข่มขู่คณะครู
“สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แค่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่คือความเป็นไปได้ที่เด็กคนอื่นจะรับรู้และเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ หากรัฐยังไม่มีระบบป้องกันที่ทำงานได้จริง” น.ส.ศศิกานต์ กล่าว
รองโฆษก รทสช. เห็นว่า รัฐควรเร่งปรับระบบคัดกรองนักเรียนกลุ่มเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้แบบประเมินที่กรอกแล้วจบ โดยกรณีล่าสุดมีข้อมูลว่าผู้ก่อเหตุมีความเครียดจากการเรียนและเคยโพสต์ภาพอาวุธปืนบนสื่อสังคมออนไลน์มาก่อน ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนที่ควรมีหน่วยงานรับผิดชอบติดตามอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ยังเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการบรรจุตำแหน่ง “นักจิตวิทยาโรงเรียน” เป็นอัตรากำลังถาวร เนื่องจากหลายโรงเรียนมีนักเรียนจำนวนมาก แต่มีครูแนะแนวจำกัดและต้องรับผิดชอบงานด้านอื่นจำนวนมาก ทำให้การดูแลเด็กที่มีภาวะเสี่ยงทำได้ไม่ทั่วถึง
น.ส.ศศิกานต์ ยังเสนอให้ทุกโรงเรียนมีการซ้อมแผนเผชิญเหตุเป็นภาคบังคับอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เช่นเดียวกับการซ้อมหนีไฟ รวมถึงจัดตั้งช่องทางร้องเรียนเหตุความรุนแรงที่เป็นอิสระจากผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อให้สามารถแจ้งเหตุได้อย่างปลอดภัยและตรวจสอบได้
ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข น.ส.ศศิกานต์ เสนอให้มีแผนเยียวยาระยะยาวอย่างน้อย 1 ปี สำหรับนักเรียน ครู และครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เด็กที่ผ่านการคัดกรองว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสามารถเข้าถึงการรักษาและการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญได้จริง
น.ส.ศศิกานต์ ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า อาวุธปืนที่ถูกใช้ในเหตุการณ์ล่าสุดไม่ใช่อาวุธเถื่อน แต่เป็นปืนที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายและถูกเก็บไว้ภายในบ้าน จึงเห็นว่ารัฐบาลควรทบทวนมาตรการควบคุมการเก็บรักษาอาวุธปืนในครัวเรือน รวมถึงบทบาทของกระทรวงมหาดไทยในการป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงอาวุธได้ง่าย
“ทุกครั้งที่เกิดเหตุรุนแรง เรามักได้ยินคำว่า ‘จะยกระดับมาตรการ’ แต่สิ่งที่สังคมต้องการคือเป้าหมายที่วัดผลได้ กรอบเวลาที่ชัดเจน และผู้รับผิดชอบที่ตรวจสอบได้” น.ส.ศศิกานต์ กล่าว
ทั้งนี้ น.ส.ศศิกานต์ ย้ำว่า ความปลอดภัยในโรงเรียนไม่ใช่เรื่องของโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานของรัฐต้องร่วมกันป้องกันอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้เหตุรุนแรงในสถานศึกษากลายเป็นเรื่องปกติของสังคมไทย พร้อมย้ำว่า “โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ครู และผู้ปกครองทุกคน”