โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ต่างชาติช้อป "หุ้นไทย" ตั้งแต่ต้นปี 7 หมื่นลบ. ผลตอบแทนสูงต้นๆของโลก

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ต่างชาติช้อป

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลาดทุนไทยถือว่าได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง จากความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานเศรษฐกิจไทย และเสถียรภาพทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ส่งผลให้กระแสเงินทุนต่างชาติเริ่มทยอยไหลกลับเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่สร้างผลตอบแทนโดดเด่นอันดับต้นๆ ของโลก จากปัจจัยหนุนมาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI และนโยบายภาครัฐที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ทำให้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยแล้วมากกว่าหมื่นล้านบาท หรือเงินไหลเข้ามาถึงใกล้ๆ 7 หมื่นล้านบาทแล้ว แม้ยังมีปัจจัยกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ทำให้มี Fund Flow ไหลออกไปบ้าง แต่ก็เห็นการไหลกลับเข้ามาอีกครั้ง

แม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะโดดเด่น แต่ก็ยังคงมีความผันผวน จากการกลับมาตึงเครียดอีกครั้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน อีกทั้งราคาน้ำมันก็กลับมาปรับตัวขึ้นอีกรอบ ทำให้ยังต้องระมัดระวังการลงทุนบางช่วง และต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่มองว่า Fund Flow ที่เข้ามาในช่วงที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะยาวจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันเป็นส่วนใหญ่ นายอัสสเดช กล่าว

ขณะเดียวกันตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนาตลาดทุนไทยให้เป็นแหล่งระดมทุนที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ โดยอยู่ระหว่างปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับบริษัทจดทะเบียนให้สอดคล้องกับธุรกิจ New Economy ด้วยการผ่อนคลายข้อกำหนดด้านผลกำไรย้อนหลัง 3 ปีเพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทที่มีศักยภาพแม้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเติบโตสามารถเข้าถึงตลาดทุนได้มากขึ้น

ธุรกิจยุคใหม่จำนวนมากมีศักยภาพในการเติบโตสูง แต่ลักษณะการดำเนินธุรกิจอาจยังไม่สามารถสร้างผลกำไรได้ตามเกณฑ์เดิม การปรับหลักเกณฑ์ครั้งนี้จะช่วยให้บริษัทเหล่านี้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เร็วขึ้น และทำให้ตลาดทุนไทยสามารถรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้ดียิ่งขึ้น นานอัสสเดช กล่าว

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อปรับปรุงกระบวนการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ให้มีความรวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถระดมทุนได้ทันต่อโอกาสทางธุรกิจ

สำหรับหลักเกณฑ์รองรับ New Economy ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) แล้ว และอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนของเกณฑ์ BOI 2.0 ภายในช่วงไตรมาส 3/69-ไตรมาส 4/69 เพื่อดึงดูดบริษัทที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีแนวคิดผลักดันความร่วมมือในลักษณะ พี่ช่วยน้อง โดยสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ช่วยผลักดันผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เข้าสู่ระบบ E-Tax Invoice เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Transformation และยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจของเอสเอ็มอี โดยหากบริษัทขนาดใหญ่สามารถช่วยยกระดับผู้ประกอบการใน Supply Chain ได้จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ซึ่งภาครัฐอาจพิจารณามาตรการจูงใจเพื่อสนับสนุนความร่วมมือในลักษณะนี้ต่อไป

ส่วนผลกระทบจากการที่มีประชาชนผู้ถูกตัดสิทธิจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มาจากสาเหตุการเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ และมีชื่อปรากฎเป็นกรรมการในบริษัทจดทะเบียนนั้น นายอัสสเดช กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน พร้อมอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบข้อมูลและประสานการแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถตรวจสอบข้อมูลและปิดบัญชีหลักทรัพย์ได้ หรือสามารถประสานงานโดยตรงมายังตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบและเร่งดำเนินการแก้ไขข้อมูลให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

หากประชาชนได้รับผลกระทบ ตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมทำหน้าที่ประสานงานและอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบข้อมูล เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วที่สุด นานอัสสเดช กล่าว

ขณะที่กรณีการถูกนำชื่อไปใช้เป็นกรรมการบริษัทจดทะเบียน ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ มองว่าเป็นประเด็นที่ต้องเร่งตรวจสอบอย่างจริงจัง เนื่องจากตามกฎหมาย การแต่งตั้งกรรมการ จะต้องมีการลงนามด้วยตนเอง ไม่สามารถมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนได้ จึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดในทุกกรณี

ตลาดหลักทรัพย์ฯเตรียมทำงานตรวจสอบร่วมกับกับกระทรวงการคลัง เพื่อขอข้อมูลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการของรัฐในสาเหตุดังกล่าว รวมทั้งประสานกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อตรวจสอบข้อมูลบริษัทที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย พร้อมยกระดับมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันขึ้นอีกในอนาคตนายอัสสเดช กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...