โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

หนี้พุ่ง-น้ำมันแพง-ดอกเบี้ยสูง! โจทย์หินรัฐบาลทรัมป์ ก่อนศึกเลือกตั้งกลางเทอม

efinanceThai

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

หนี้พุ่ง-น้ำมันแพง-ดอกเบี้ยสูง! โจทย์หินรัฐบาลทรัมป์ ก่อนศึกเลือกตั้งกลางเทอม

หนี้พุ่ง-น้ำมันแพง-ดอกเบี้ยสูง! โจทย์หินรัฐบาลทรัมป์ ก่อนศึกเลือกตั้งกลางเทอม

ผ่านมาแล้วเกือบ 2 ปีหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง ด้วยการชูนโยบายหาเสียงว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาค่าครองชีพที่สูง รวมถึงการคลังของสหรัฐฯ ทว่า การทำสงครามอิหร่านและนโยบายลดภาษีในประเทศกลับทำให้สถานการณ์กลับตาลปัตร ไม่ว่าจะเป็นหนี้สาธารณะที่เพิ่งทะยานขึ้นเป็นประวัติการณ์ ราคาพลังงานที่สูง และอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านซึ่งกำลังสร้างภาระหนักให้กับประชาชน

ความวิตกจากการกู้ยืมของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างหนัก รวมถึงผลกระทบด้านเงินเฟ้อจากสงคราม ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลหรือบอนด์ยีลด์ระยะยาวของสหรัฐฯ แตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปีเมื่อวันอังคาร (18 ส.ค.) ด้านสก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดด้วยการประกาศเพิ่มการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเป็นอย่างน้อย 2 เท่าในวันถัดมา พร้อมระบุว่ารัฐบาลจะประกาศมาตรการรับมือการขาดดุลงบประมาณในเร็ว ๆ นี้

อย่างไรก็ตาม การแทรกแซงตลาดครั้งล่าสุดแทบไม่ช่วยลดการพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์ และยังส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง จนเบสเซนต์ออกมายืนยันอีกรอบเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ตลาดกำลังวิตกเกินกว่าเหตุ ขณะที่ทรัมป์เองย้ำว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเฟื่องฟู โดยยกตลาดหุ้นที่ทำนิวไฮเป็นเหตุผลสนับสนุน

เอสวาร์ ปราสาด ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ กล่าวว่า “การแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงของประธานาธิบดี รวมถึงความพยายามของรัฐบาลในการแทรกแซงตลาดเงินและตลาดพันธบัตร ล้วนสะท้อนบรรยากาศของความสิ้นหวัง ซึ่งยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง และทำให้ความเชื่อมั่นของตลาดแย่ลง”

หนี้พุ่ง-ขาดดุลสูง ท้าทายนโยบายเศรษฐกิจ

ความปั่นป่วนในตลาดสะท้อนให้เห็นว่า แผนเศรษฐกิจของทรัมป์กำลังไม่เป็นไปอย่างที่รัฐบาลคาดหวัง ขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย. กำลังใกล้เข้ามา

ผลสำรวจความคิดเห็นระบุว่า พรรคเดโมแครตกำลังมีคะแนนนำพรรครีพับลิกันในด้านการบริหารเศรษฐกิจ ขณะที่หนี้รัฐบาลสหรัฐฯ แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 40 ล้านล้านดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ โดยยอดการกู้ยืมเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วที่สุด หากไม่นับช่วงการระบาดของโควิด-19 เนื่องจากรายจ่ายของรัฐบาลกลางเพิ่มขึ้นจนแซงรายได้

ขณะที่การขาดดุลงบประมาณในปี 2025 ลดลงเพียงเล็กน้อย มาอยู่ที่ 5.8% ของ GDP จาก 6.4% ในปี 2024 ขณะที่การลดภาษีของทรัมป์คาดว่าจะทำให้การขาดดุลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปีข้างหน้า แม้รัฐบาลจะปรับลดงบประมาณโครงการสวัสดิการสังคม เช่น โครงการประกันสุขภาพ Medicaid และความช่วยเหลือด้านอาหารสำหรับชาวอเมริกันที่มีรายได้น้อยก็ตาม

ภาพ: Financial Times

เบสเซนต์ซึ่งเคยให้คำมั่นว่าจะลดการขาดดุลงบประมาณลงมาอยู่ที่ 3% ภายในรัฐบาลทรัมป์เทอมสอง ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่การขาดดุลจะผ่านจุดสูงสุดแล้ว การเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้จากภาษีศุลกากรในอนาคตจะช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐบาล

ขณะที่ไดแอน สวอนก์ นักเศรษฐศาสตร์จาก KPMG US กล่าวว่า “เรายังคงใช้จ่ายมากกว่ารายได้ และความต้องการใช้จ่ายยังเพิ่มสูงขึ้นจากสงคราม”

ไมเคิล สเทรน ผู้อำนวยการฝ่ายศึกษานโยบายเศรษฐกิจ สถาบัน American Enterprise Institute มองว่า การลดการขาดดุลงบประมาณ รวมถึงการลดงบประมาณโครงการ Medicare และโครงการด้านสวัสดิการสังคม จะยิ่งบีบให้ทรัมป์ตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างยากลำบาก และหวังว่าสิ่งที่เบสเซนต์กล่าวจะเป็นความจริง แต่ยังมีคำถามสำคัญอีกหลายข้อถึงวิธีการลดการขาดดุลให้ได้ตามเป้า”

สงครามอิหร่านดันราคาพลังงาน กระทบคำมั่นลดค่าครองชีพ

นอกจากภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว สงครามอิหร่านยังผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น และบั่นทอนคำมั่นของผู้นำสหรัฐฯ ที่เคยหาเสียงว่าจะลดราคาพลังงานลงครึ่งหนึ่งและทำให้ต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคถูกลง

ภาพ: Financial Times

ราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 40% นับตั้งแต่สงครามปะทุ แตะ 4.11 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเมื่อวันศุกร์ (21 ส.ค.) ขณะที่น้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการขนส่งสินค้าและขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกัน แตะ 5.58 ดอลลาร์ต่อแกลลอน

ราคาน้ำมันดีเซลโดยเฉลี่ยในช่วงสมัย 2 ของทรัมป์ ขณะนี้สูงกว่าช่วงที่โจ ไบเดน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านกำลังปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในสมัยของโจ ไบเดนก็ตาม

จาเร็ต ไซเบิร์ก นักวิเคราะห์จาก TD Securities กล่าวว่า “เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลงในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 และไตรมาสแรกของปี 2026 แรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลในการแก้ปัญหาความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยก็ลดลง” แต่ตอนนี้ทำเนียบขาวไม่มีทางเลือก นอกจากต้องลดอัตราดอกเบี้ย แม้การผ่อนคลายภาระต้นทุนการกู้ยืมจะเป็นเพียงในระยะสั้นก็ตาม

ภาพ: Financial Times

เงินเฟ้อยังสูง โจทย์ใหญ่เฟด

ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภค พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ที่ 4.2% ในเดือนพ.ค. ก่อนชะลอลงมาอยู่ที่ 3.4% ในเดือนก.ค. ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กังวลว่าเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจะกลายเป็นปัญหาเรื้อรังในระบบเศรษฐกิจ แต่เฟดยังเลือกที่จะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ตลาดเกิดความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของเฟดในการควบคุมเงินเฟ้อ

ผลกระทบจากสงครามที่ทำให้อุปทานพลังงานจากตะวันออกกลางหยุดชะงัก ยังบดบังการผลิตน้ำมันในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งทรัมป์พยายามผลักดันให้เป็นแนวทางที่ช่วยลดราคาพลังงานสำหรับชาวอเมริกัน

อาร์ต เบอร์แมน ที่ปรึกษาด้านพลังงานในเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส กล่าวว่า สงครามของทรัมป์ได้ทำลายความได้เปรียบด้านพลังงานของสหรัฐฯ

“ผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ และอาจรวมถึงรัฐบาลทุกชุดนับตั้งแต่แฟรงคลิน รูสเวลต์ ต่างมองข้ามเรื่องพลังงาน พวกเขาไม่เข้าใจเรื่องนี้เลย”

สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก แม้สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) คาดว่าการผลิตน้ำมันจะเพิ่มขึ้นเพียง 200,000 บาร์เรลต่อวันในปีนี้ ขณะที่น้ำมันราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเคยไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากตะวันออกกลาง ต้องหยุดชะงักลงในช่วงสงคราม

ผู้บริโภคกังวล เศรษฐกิจโตต่ำเป้า

ภาระหนี้ ต้นทุนการกู้ยืมที่สูง ตลอดจนแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากราคาพลังงานและอาหาร ยังซ้ำเติมความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ใกล้เคียงระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นยังชี้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมองว่าสถานะทางเศรษฐกิจของตนเองแย่ลงภายใต้การบริหารของทรัมป์

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวในระดับแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวอเมริกันและการเร่งลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

แต่การขยายตัวของ GDP ในปีที่แล้วอยู่ที่ 2.1% ขณะที่อัตราการเติบโตเมื่อคำนวณเป็นรายปีในไตรมาส 2 ของปี 2026 นั้น อยู่ที่ 1.5% ต่ำกว่าที่ฮาวเวิร์ด ลุตนิค รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ คาดว่าจะอยู่ที่ 5-6% เป็นอย่างมากรวมถึงเป้าหมาย 3% ของเบสเซนต์

เรียบเรียงจาก Financial Times

ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...