หนี้พุ่ง-น้ำมันแพง-ดอกเบี้ยสูง! โจทย์หินรัฐบาลทรัมป์ ก่อนศึกเลือกตั้งกลางเทอม
หนี้พุ่ง-น้ำมันแพง-ดอกเบี้ยสูง! โจทย์หินรัฐบาลทรัมป์ ก่อนศึกเลือกตั้งกลางเทอม
ผ่านมาแล้วเกือบ 2 ปีหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง ด้วยการชูนโยบายหาเสียงว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาค่าครองชีพที่สูง รวมถึงการคลังของสหรัฐฯ ทว่า การทำสงครามอิหร่านและนโยบายลดภาษีในประเทศกลับทำให้สถานการณ์กลับตาลปัตร ไม่ว่าจะเป็นหนี้สาธารณะที่เพิ่งทะยานขึ้นเป็นประวัติการณ์ ราคาพลังงานที่สูง และอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านซึ่งกำลังสร้างภาระหนักให้กับประชาชน
ความวิตกจากการกู้ยืมของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างหนัก รวมถึงผลกระทบด้านเงินเฟ้อจากสงคราม ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลหรือบอนด์ยีลด์ระยะยาวของสหรัฐฯ แตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปีเมื่อวันอังคาร (18 ส.ค.) ด้านสก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดด้วยการประกาศเพิ่มการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวเป็นอย่างน้อย 2 เท่าในวันถัดมา พร้อมระบุว่ารัฐบาลจะประกาศมาตรการรับมือการขาดดุลงบประมาณในเร็ว ๆ นี้
อย่างไรก็ตาม การแทรกแซงตลาดครั้งล่าสุดแทบไม่ช่วยลดการพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์ และยังส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง จนเบสเซนต์ออกมายืนยันอีกรอบเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ตลาดกำลังวิตกเกินกว่าเหตุ ขณะที่ทรัมป์เองย้ำว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังเฟื่องฟู โดยยกตลาดหุ้นที่ทำนิวไฮเป็นเหตุผลสนับสนุน
เอสวาร์ ปราสาด ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ กล่าวว่า “การแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงของประธานาธิบดี รวมถึงความพยายามของรัฐบาลในการแทรกแซงตลาดเงินและตลาดพันธบัตร ล้วนสะท้อนบรรยากาศของความสิ้นหวัง ซึ่งยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง และทำให้ความเชื่อมั่นของตลาดแย่ลง”
หนี้พุ่ง-ขาดดุลสูง ท้าทายนโยบายเศรษฐกิจ
ความปั่นป่วนในตลาดสะท้อนให้เห็นว่า แผนเศรษฐกิจของทรัมป์กำลังไม่เป็นไปอย่างที่รัฐบาลคาดหวัง ขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย. กำลังใกล้เข้ามา
ผลสำรวจความคิดเห็นระบุว่า พรรคเดโมแครตกำลังมีคะแนนนำพรรครีพับลิกันในด้านการบริหารเศรษฐกิจ ขณะที่หนี้รัฐบาลสหรัฐฯ แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 40 ล้านล้านดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ โดยยอดการกู้ยืมเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วที่สุด หากไม่นับช่วงการระบาดของโควิด-19 เนื่องจากรายจ่ายของรัฐบาลกลางเพิ่มขึ้นจนแซงรายได้
ขณะที่การขาดดุลงบประมาณในปี 2025 ลดลงเพียงเล็กน้อย มาอยู่ที่ 5.8% ของ GDP จาก 6.4% ในปี 2024 ขณะที่การลดภาษีของทรัมป์คาดว่าจะทำให้การขาดดุลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปีข้างหน้า แม้รัฐบาลจะปรับลดงบประมาณโครงการสวัสดิการสังคม เช่น โครงการประกันสุขภาพ Medicaid และความช่วยเหลือด้านอาหารสำหรับชาวอเมริกันที่มีรายได้น้อยก็ตาม
เบสเซนต์ซึ่งเคยให้คำมั่นว่าจะลดการขาดดุลงบประมาณลงมาอยู่ที่ 3% ภายในรัฐบาลทรัมป์เทอมสอง ยังแสดงความเชื่อมั่นว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่การขาดดุลจะผ่านจุดสูงสุดแล้ว การเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้จากภาษีศุลกากรในอนาคตจะช่วยเพิ่มรายได้ให้รัฐบาล
ขณะที่ไดแอน สวอนก์ นักเศรษฐศาสตร์จาก KPMG US กล่าวว่า “เรายังคงใช้จ่ายมากกว่ารายได้ และความต้องการใช้จ่ายยังเพิ่มสูงขึ้นจากสงคราม”
ไมเคิล สเทรน ผู้อำนวยการฝ่ายศึกษานโยบายเศรษฐกิจ สถาบัน American Enterprise Institute มองว่า การลดการขาดดุลงบประมาณ รวมถึงการลดงบประมาณโครงการ Medicare และโครงการด้านสวัสดิการสังคม จะยิ่งบีบให้ทรัมป์ตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างยากลำบาก และหวังว่าสิ่งที่เบสเซนต์กล่าวจะเป็นความจริง แต่ยังมีคำถามสำคัญอีกหลายข้อถึงวิธีการลดการขาดดุลให้ได้ตามเป้า”
สงครามอิหร่านดันราคาพลังงาน กระทบคำมั่นลดค่าครองชีพ
นอกจากภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว สงครามอิหร่านยังผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น และบั่นทอนคำมั่นของผู้นำสหรัฐฯ ที่เคยหาเสียงว่าจะลดราคาพลังงานลงครึ่งหนึ่งและทำให้ต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคถูกลง
ราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 40% นับตั้งแต่สงครามปะทุ แตะ 4.11 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเมื่อวันศุกร์ (21 ส.ค.) ขณะที่น้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการขนส่งสินค้าและขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในสัดส่วนใกล้เคียงกัน แตะ 5.58 ดอลลาร์ต่อแกลลอน
ราคาน้ำมันดีเซลโดยเฉลี่ยในช่วงสมัย 2 ของทรัมป์ ขณะนี้สูงกว่าช่วงที่โจ ไบเดน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านกำลังปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในสมัยของโจ ไบเดนก็ตาม
จาเร็ต ไซเบิร์ก นักวิเคราะห์จาก TD Securities กล่าวว่า “เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลงในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 และไตรมาสแรกของปี 2026 แรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลในการแก้ปัญหาความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยก็ลดลง” แต่ตอนนี้ทำเนียบขาวไม่มีทางเลือก นอกจากต้องลดอัตราดอกเบี้ย แม้การผ่อนคลายภาระต้นทุนการกู้ยืมจะเป็นเพียงในระยะสั้นก็ตาม
เงินเฟ้อยังสูง โจทย์ใหญ่เฟด
ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อฝั่งผู้บริโภค พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ที่ 4.2% ในเดือนพ.ค. ก่อนชะลอลงมาอยู่ที่ 3.4% ในเดือนก.ค. ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) กังวลว่าเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจะกลายเป็นปัญหาเรื้อรังในระบบเศรษฐกิจ แต่เฟดยังเลือกที่จะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ตลาดเกิดความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของเฟดในการควบคุมเงินเฟ้อ
ผลกระทบจากสงครามที่ทำให้อุปทานพลังงานจากตะวันออกกลางหยุดชะงัก ยังบดบังการผลิตน้ำมันในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งทรัมป์พยายามผลักดันให้เป็นแนวทางที่ช่วยลดราคาพลังงานสำหรับชาวอเมริกัน
อาร์ต เบอร์แมน ที่ปรึกษาด้านพลังงานในเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส กล่าวว่า สงครามของทรัมป์ได้ทำลายความได้เปรียบด้านพลังงานของสหรัฐฯ
“ผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ และอาจรวมถึงรัฐบาลทุกชุดนับตั้งแต่แฟรงคลิน รูสเวลต์ ต่างมองข้ามเรื่องพลังงาน พวกเขาไม่เข้าใจเรื่องนี้เลย”
สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก แม้สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) คาดว่าการผลิตน้ำมันจะเพิ่มขึ้นเพียง 200,000 บาร์เรลต่อวันในปีนี้ ขณะที่น้ำมันราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเคยไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซจากตะวันออกกลาง ต้องหยุดชะงักลงในช่วงสงคราม
ผู้บริโภคกังวล เศรษฐกิจโตต่ำเป้า
ภาระหนี้ ต้นทุนการกู้ยืมที่สูง ตลอดจนแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากราคาพลังงานและอาหาร ยังซ้ำเติมความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ใกล้เคียงระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นยังชี้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมองว่าสถานะทางเศรษฐกิจของตนเองแย่ลงภายใต้การบริหารของทรัมป์
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวในระดับแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคชาวอเมริกันและการเร่งลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
แต่การขยายตัวของ GDP ในปีที่แล้วอยู่ที่ 2.1% ขณะที่อัตราการเติบโตเมื่อคำนวณเป็นรายปีในไตรมาส 2 ของปี 2026 นั้น อยู่ที่ 1.5% ต่ำกว่าที่ฮาวเวิร์ด ลุตนิค รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ คาดว่าจะอยู่ที่ 5-6% เป็นอย่างมากรวมถึงเป้าหมาย 3% ของเบสเซนต์
เรียบเรียงจาก Financial Times