จีนกร้าว! ไม่เอาด้วยกับแผนทำสงครามเศรษฐกิจถล่มอิหร่าน แม้รัฐบาลทรัมป์ขู่ว่า ถ้าชาติไหนไม่ยอมร่วมมือก็จะถือว่าเป็นฝ่ายต่อต้านซึ่งจะถูกเล่นงานหนัก
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/08/oil-importer-china-wont-aid-trump-economic-warfare-against-iran/)
Oil importer China won’t aid Trump economic warfare against Iran
by Stephen Prager
22/08/2026
ปักกิ่งออกมาปฏิเสธอย่างฉับไว ไม่เอาด้วยกับการเรียกร้องของคณะรัฐบาลทรัมป์ ให้ร่วมมือในการนำเอามาตรการแซงก์ชั่นอย่าง “โหดที่สุดในประวัติศาสตร์” มาใช้เล่นงานอิหร่าน ถึงแม้วอชิงตันข่มขู่เอาไว้ว่าชาติไหนไม่เอาด้วยจะถือว่าคัดค้านต่อต้านอเมริกา อย่างไรก็ตาม เห็นกันว่าทรัมป์จะต้องคำนึงถึงการเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐฯในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ด้วย ในการขบคิดพิจารณาว่าจะเอาจริงหรือไม่ในการเปิดศึกทำสงครามเศรษฐกิจกับแดนมังกร ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความปั่นป่วนผันผวนอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น
รัฐบาลทรัมป์กำลังข่มขู่คุกคามที่จะดำเนินการ “เปลี่ยนแปลงระบอบปกครอง” ในอิหร่านอีกครั้งหนึ่งแล้ว โดยคราวนี้จะใช้สิ่งที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บรรยายว่าเป็น “การทำสงครามทางเศรษฐกิจ” เล่นงานเตหะราน แทนที่จะใช้แสนยานุภาพทางทหาร
แต่ในขณะที่ สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องต้องการให้โลกเล่นไปตามความพยายามของอเมริกันในการโดดเดี่ยวอิหร่าน จีนซึ่งเป็นชาติเจ้าของระบบเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก กลับสวนกลับทันควันโดยปฏิเสธไม่เข้าร่วมการรณรงค์แซงก์ชั่นเตหะรานครั้งมโหฬารของวอชิงตัน
รัฐบาลทรัมป์นั้น ประสบความล้มเหลวในการใช้วิธีการทางทหารมาบีบบังคับอิหร่านให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากเตหะรานได้เริ่มต้นจำกัดการสัญจรผ่านเส้นทางขนส่งทางน้ำสำคัญยิ่งของโลกแห่งนี้ ในการตอบโต้เอาคืนการที่สหรัฐฯจับมืออิสราเอลเปิดฉากถล่มโจมตีอิหร่านตั้งแต่สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
เมื่อวันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) เบสเซนต์ บอกกับ ซีเอ็นบีซี [1] สื่อทีวีช่องธุรกิจการเงินชื่อดังในสหรัฐฯว่า วิธีการใหม่ของวอชิงตันนี้ มุ่งนำเอา “พวกมาตรการแซงก์ชั่นที่โหดที่สุดในประวัติศาสตร์” มาบังคับใช้เล่นงานอิหร่าน เป็นการยกระดับความเข้มข้นของยุทธศาสตร์ซึ่งสหรัฐฯใช้อยู่อย่างต่อเนื่องมาแล้วหลายสิบปี และกำลังก่อให้เกิดความทุกข์ยากเดือดร้อนแก่ประชาชนอิหร่าน ทว่ายังคงล้มเหลวไม่สามารถบังคับทำให้เหล่าผู้นำของประเทศนั้นหลุดออกจากอำนาจที่พวกเขาครองมาเกือบๆ 50 ปีแล้วแต่อย่างใด
เบสเซนต์ เน้นย้ำว่ามันจะใช้ได้ผลต่อเมื่อได้รับความช่วยเหลือจาก “บรรดาพันธมิตรทั้งหมดของเรา” ในการดำเนินการให้เกิด “การโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจที่ผ่านการร่วมมือประสานงานกันครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก”
เขาประกาศอย่างเปิดเผยชัดเจนว่ามีเป้าหมายที่จะขันเกลียวกระชับแรงบีบคั้นระบอบปกครองเตหะรานมากขึ้นอีก ด้วยการทำให้เกิดความเจ็บปวดทรมานเอากับประชาชน 90 ล้านคนของประเทศนั้น, ด้วยการทำให้เกิด “อัตราเงินเฟ้ออย่างเป็นเนื้อเป็นหนังขึ้นมา ทั้งเงินเฟ้อทางด้านราคาอาหาร และเงินเฟ้อธรรมดาๆ ในอิหร่าน” เขาเปรียบเทียบ [2] ความพยายามในครั้งนี้กับการที่สหรัฐฯใช้มาตรการแซงก์ชั่นมาเค้นคอระบบเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา และ คิวบา ให้หายใจไม่ออกในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งได้ส่งผลกลายเป็นการโหมกระพือวิกฤตทางมนุษยธรรมขึ้นในทั้งสองประเทศ
เบสเซนต์ ยื่นคำขาดว่า ทุกๆ ชาติ “ถ้าหากไม่ร่วมมือกับเราก็ต้องต่อต้านคัดค้านเรา” พร้อมกับเตือนผู้ที่ปฏิเสธไม่ยอมช่วยเหลือความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯในการ “บีบคั้นทำลายให้ยับเยินต่อเศรษฐกิจ” ของอิหร่านว่า สหรัฐฯจะ “ใช้พลังอำนาจของตนอย่างเต็มที่มาบีบบังคับเล่นงานพวกท่าน”
เขาลั่นวาจาว่า ประเทศใดก็ตามที่จัดหาจัดส่ง “สายช่วยชีวิต” ให้แก่อิหร่าน ประเทศนั้นเองก็จะต้องประสบ “ความเสียหายย่อยยับทางเศรษฐกิจ” (economic oblivion)
ทางด้านอิหร่านได้ตอบโต้คำขู่เหล่านี้ ด้วยการประกาศ [3] จะทำการตอบโต้แก้เผ็ดอย่างชวนขนพองสยองเกล้า “ด้วยการเตรียมพร้อมเอาไว้แล้วตลอดทั่วทั้งภาคพื้นดิน, ทางทะเล, ทางอากาศ, การป้องกันภัยทางอากาศ, และไซเบอร์สเปซ กองทัพอิหร่านจะตอบโต้การคุกคามครั้งใหม่ของศัตรูด้วยการสนองตอบในลักษณะการบดขยี้, การลงโทษ, และการสร้างความหายนะ” นี่เป็นคำแถลงของประธานเสนาธิการกองทัพอิหร่าน พลตรี อาลี อับดอลลาฮี (Maj. Gen. Ali Abdollahi)
ด้านประธานรัฐสภาอิหร่าน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ (Mohammad Baqer Ghalibaf) ยอมรับว่าผลกระทบของการถูกแซงชั่นเพิ่มเติมมากขึ้นอีก อาจสร้างความวิบัติขึ้นมาได้จริงๆ
“เราต้องจัดทำแผนการต่างๆ เพื่อรับมือกับการแซงก์ชั่นอย่างไม่ยุติธรรมเหล่านี้ เพื่อที่เราจะสามารถเอาชนะมันได้” เขาบอก “ไม่ว่าเราจะมีแสนยานุภาพทางทหารมากมายขนาดไหนก็ตาม เราก็จะไม่สามารถอยู่รอดต่อไปได้ ถ้าหากประชาชนหิวโหย และเราไม่มีรายรับทางการเงิน, การเติบโตทางเศรษฐกิจ, และการผลิตแห่งชาติ”
ในขณะที่สหรัฐฯประกาศบังคับใช้มาตรการของตนเองในการปิดล้อมห้ามอิหรานส่งออกน้ำมัน เบสเซนต์ก็เรียกร้องจีนให้ “ยอมกระทำตามโปรแกรมนี้” ทั้งนี้จีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันที่ส่งออกจากอิหร่านเอาไว้ราวๆ 80% และ เบสเซนต์ ย้ำด้วยว่า พลังงานของจีนราวครึ่งหนึ่งนั้นมาจากทางอ่าวเปอร์เซีย
อย่างไรก็ดี หลิน เจี้ยน โฆษกผู้หนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าว [4] ระหว่างการแถลงข่าวตามปกติเมื่อวันศุกร์ (21 ส.ค.) ที่ผ่านมาว่า จีนจะไม่ให้ความร่วมมือกับความพยายามใดๆ ที่มุ่งโดดเดี่ยวอิหร่าน
“จีนเชื่อว่า การใช้วิธีการทางทหาร, การแซงก์ชั่น, และยุทธวิธีสร้างแรงกดดันต่างๆ นั้น ไม่ใช่เป็นทางออกในการคลี่คลายปัญหา” หลิน กล่าวในการตอบคำถามจากตัวแทนของสถานีโทรทัศน์รัฐบาลอิหร่านรายหนึ่ง “ตรงกันข้าม การกระทำเช่นนั้นมีแต่นำไปสู่การขยายตัวบานปลายซึ่งไม่ได้เป็นผลประโยชน์แก่ใครเลย เราเรียกร้องให้ใช้ความพยายามในการแก้ไขข้อพิพาท โดยผ่านการสนทนากันและการเจรจากัน”
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับผลที่อาจจะเกิดขึ้นมา ต่อการนำเข้าพลังงานจากอิหร่านของจีน เขาตอบโดยกล่าวย้ำว่า “จีนคัดค้านการแซงก์ชั่นฝ่ายเดียวอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งปราศจากพื้นฐานการรองรับด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ และการได้รับมอบอำนาจจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ”
เวลานี้คำถามจึงกลายเป็นว่า ทรัมป์จะทำตามคำขู่ของรัฐบาลของเขา และดำเนินการตอบโต้เล่นงานจีนหรือไม่
เรื่องนี้ดูจะเป็นเรื่องพูดง่ายกว่าทำ เนื่องจากการเปิดสงครามทางเศรษฐกิจกับแดนมังกรที่ยังคงมีฐานะเป็นชาติคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของสหรัฐฯนั้น อาจกลายเป็นการเร่งรัดให้ยิ่งเกิดความปั่นป่วนผันผวนทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสิ่ง ทรัมป์ กำลังพยายามหาทางบรรเทาเยียวยาก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้
แดนนี ซิตรินโอวิช (Danny Citrinowicz) นักวิจัยอาวุโสอยู่ที่ สถาบันเพื่อความมั่นคงแห่งชาติศึกษา (Institute for National Security Studies) ของอิสราเอล ให้ความเห็น [5] ว่า จีนไม่น่าที่จะยินยอมอย่างง่ายๆ ในการต่อสู้นี้
“จีนมีความสนใจอย่างแรงกล้าที่จะสงวนรักษาอิหร่านภายใต้ระบอบสาธารณรัฐอิสลามเอาไว้ ตลอดจนธำรงความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์กับเตหะราน และการที่เตหะรานต้องพึ่งพาอาศัยปักกิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ” เขาเขียนเช่นนี้บนโซเชียลมีเดีย “ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจใดๆ ก็ตามที ที่ทึกทักเอาไว้ในท้ายที่สุดแล้วจีนจะยินยอมเข้ามาอยู่ในแถวแนวเดียวกันกับวอชิงตัน มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นการทึกทักซึ่งวางอยู่บนสมมุติฐานที่ผิดพลาดถึงระดับรากฐาน”
ปัจจุบันการจราจรของการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าก่อนเกิดสงครามมากมายนัก โดยตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า จำนวนเรือที่แล่นผ่านทางน้ำยุทธศาสตร์แห่งนี้ในแต่ละวันยังคงอยู่ในระดับตัวเลขหลักเดียวเท่านั้น
ราคาน้ำมันดิบของโลกก็ยังคงสูงขึ้นกว่าเมื่อตอนเริ่มต้นสงครามคราวนี้อยู่ราวๆ 30% ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯยังคงแพงขึ้น [6] มากว่า 1 ดอลลาร์ต่อแกลลอน
ทว่าทรัมป์ซึ่งดูเหมือนยังไม่มีความปรารถนาที่จะยอมรับว่า การรณรงค์ของเขาได้อะไรกลับมาน้อยเกินกว่าที่จะเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ ยังคงพยายามอวดอ้างอย่างต่อเนื่อง [7] ว่าช่องแคบฮอร์มุซเวลานี้เปิดกว้างแล้ว ซึ่งต้องขอบคุณการลงมือปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ
แต่อย่างที่ เกรกอรี บริว (Gregory Brew) นักวิเคราะห์อาวุโสว่าด้วยอิหร่านและนโยบายน้ำมัน อยู่ที่ ยูเรเชีย กรุ๊ป (Eurasia Group) ได้อธิบาย [8] เอาไว้ เรื่องนี้กำลังทำให้การพูดจาของคณะรัฐบาลทรัมป์ในเรื่องที่ว่าทำไมเวลานี้จึงต้องมาให้ความสำคัญที่สุดกับการทำสงครามเศรษฐกิจอย่างไร้ความปรานีเพื่อเล่นงานอิหร่านกันอีก ฟังดูเหมือนกับเป็นความพยายามพูดจาปิดบังอำพรางความจริงอย่างวกวนชวนงุนงง
“เบสเซนต์ กับคนอื่นๆ ไม่สามารถพูดให้ชัดๆ ว่า นโยบายนี้ (การทำสงครามเศรษฐกิจสุดโหดกับอิหร่าน) ต้องการที่จะบรรลุอะไร --ซึ่งก็คือการทำให้อิหร่านยอมเปิดฮอร์มุซขึ้นมาอีกครั้ง— เพราะตามเรื่องเล่าของรัฐบาลทรัมป์นั้น อ้างว่าช่องแคบแห่งนี้เปิดขึ้นมาใหม่อยู่แล้ว” บริว กล่าว “ผลที่เกิดขึ้นก็คือ การหวนกลับไปใช้แรงกดดันสูงสุดอีก ทำให้รู้สึกว่ามันขาดไร้วัตถุประสงค์ยังไงชอบกล สหรัฐฯจึงกำลังก่อให้เกิดความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจ ซึ่งประชาชนของอิหร่านจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลจากเรื่องนี้เป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่พวกผู้นำของประเทศนี้หรอก ชนิดที่ไม่มีเหตุผลรองรับอย่างชัดเจนเลย”
(ข้อเขียนชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ข่าว คอมมอน ดรีมส์ https://www.commondreams.org/news/china-won-t-help-crush-iran)
เชิงอรรถ
[1] https://x.com/DropSiteNews/status/2090541905788694915
[2] https://x.com/IranObserver0/status/2090470870569394529
[3] https://www.reuters.com/world/middle-east/us-says-it-will-impose-toughest-sanctions-history-iran-2026-08-20/
[4] https://www.fmprc.gov.cn/eng/xw/fyrbt/202608/t20260821_12008335.html
[5] https://x.com/citrinowicz/status/2090695623401951479
[6] https://www.reuters.com/business/energy/us-end-summer-blend-gasoline-requirement-early-attempt-lower-prices-2026-08-20/
[7] https://www.reuters.com/world/middle-east/trump-says-no-talks-planned-with-iran-tehran-says-strait-hormuz-still-shut-2026-08-18/
[8] https://x.com/gbrew24/status/2090580933640339956
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO