โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปี 2014 เวียดนามลุกฮือเผาโรงงานจีน จุดแตกหักจากจีนตั้งแท่นขุดเจาะน้ำมันลุกน้ำน่านน้ำ

Reporter Journey

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Reporter Journey

ปี 2014 เวียดนามลุกฮือเผาโรงงานจีน จุดแตกหักจากจีนตั้งแท่นขุดเจาะน้ำมันลุกน้ำน่านน้ำ

#THEStORieS ย้อนร้อยเหตุประท้วงเผาโรงงานจีนในเวียดนามปี 2014 น้ำผึ้งหลายหยดจากจีนอ้างสิทธิ์ตั้งแท่นขุดเจาะน้ำมันนอกชายฝั่งเวียดนามแค่ 150 ไมล์อ้างเป็นน่านน้ำจีน คนเวียดนามไม่ทนเผาโรงงานวอดจนคนจีนผวาหนีตายเข้าเขมร กลายเป็นจุดเริ่มต้นแก้กฎหมายลงทุนเข้มงวดโดยเฉพาะกับทุนจีน
-----------------------------------------------
กลางเดือนพฤษภาคม 2014 ควันไฟที่ลอยขึ้นเหนือนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดบิ่ญเยือง (Bình Dương) และด่งนาย (Đồng Nai) ทางตอนใต้ของเวียดนาม ไม่ได้เป็นเพียงเปลวไฟที่เผาผลาญโรงงานหลายร้อยแห่งเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความโกรธแค้นที่สะสมมานาน ซึ่งถูกจุดชนวนโดยข้อพิพาททะเลจีนใต้ระหว่างเวียดนามกับจีน แล้วบานปลายจนกลายเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ความไม่สงบทางสังคมที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เวียดนามยุคใหม่

เหตุการณ์ครั้งนั้นทิ้งบทเรียนสำคัญไว้กับรัฐบาลฮานอย ทั้งในแง่การบริหารจัดการความรู้สึกชาตินิยม และในแง่การรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจเวียดนามมาจนถึงปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นของวิกฤตย้อนไปถึงวันที่ 2 พฤษภาคม 2014 เมื่อบริษัทน้ำมันแห่งชาติจีน (CNOOC) เคลื่อนย้ายแท่นขุดเจาะน้ำมันมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ชื่อ Hai Yang Shi You 981 เข้าไปตั้งในน่านน้ำห่างจากเกาะไทรทัน (Triton Island) ในหมู่เกาะพาราเซล (Paracel) ห่างจากชายฝั่งเวียดนามราว 150 ไมล์ทะเล พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะที่ทั้งจีนและเวียดนามต่างอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกัน โดยจีนยึดครองหมู่เกาะพาราเซลอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 1974

เวียดนามตอบโต้ด้วยการส่งเรือหน่วยยามฝั่งและเรือประมงกว่า 30 ลำเข้าไปพยายามขัดขวางการปฏิบัติงานของแท่นขุดเจาะ ขณะที่จีนใช้เรือคุ้มกันกว่า 130 ลำและเครื่องบินหลายสิบลำเข้าประกบ ส่งผลให้เกิดการปะทะกันด้วยการพุ่งชนและฉีดน้ำแรงดันสูงใส่กันหลายครั้งตลอดเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่านี่คือความตึงเครียดที่รุนแรงที่สุดระหว่างสองประเทศนับตั้งแต่เหตุปะทะที่แนวปะการังจอห์นสันเซาท์ในปี 1988 ซึ่งทหารเวียดนามเสียชีวิต 64 นาย

ความเคลื่อนไหวของจีนครั้งนี้ถูกมองในเวียดนามว่าเป็นการรุกล้ำอธิปไตยอย่างโจ่งแจ้ง และกลายเป็นชนวนที่จุดกระแสชาตินิยมให้ลุกลามอย่างรวดเร็วในหมู่ประชาชน

จากการชุมนุมโดยรัฐบาลอนุญาต สู่การจลาจล

วันที่ 11 พฤษภาคม 2014 รัฐบาลเวียดนามอนุญาตให้มีการชุมนุมประท้วงต่อต้านจีนในหลายเมืองใหญ่ ทั้งฮานอย ดานัง เกิ่นเทอ และโฮจิมินห์ซิตี ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะโดยปกติรัฐบาลคอมมิวนิสต์เวียดนามไม่อนุญาตให้มีการชุมนุมสาธารณะที่ไม่ได้จัดโดยรัฐ การเปิดไฟเขียวครั้งนี้สะท้อนความต้องการของฮานอยที่จะแสดงความไม่พอใจต่อปักกิ่งผ่านแรงกดดันจากประชาชน

แต่สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในวันที่ 13-14 พฤษภาคม เมื่อการชุมนุมในจังหวัดบิ่ญเยืองและด่งนาย ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีนิคมโรงงานลงทุนต่างชาติหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ขยายจำนวนคนเข้าร่วมจนพุ่งสูงถึงราว 20,000 คน ก่อนที่การชุมนุมโดยสงบจะแปรเปลี่ยนเป็นการจลาจล รองประธานคณะกรรมการประชาชนจังหวัดบิ่ญเยือง นายเจิ่น วัน นาม ให้สัมภาษณ์ว่าฝูงชนเริ่มพังประตูโรงงานและจุดไฟเผาโรงงานอย่างน้อย 15 แห่งในคืนเดียว

กลุ่มผู้ประท้วงชาวเวียดนามก่อจลาจลโดยมีการจุดไฟเผาโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมรวมถึงไล่ล่าคนงานชาวจีน อีกทั้งยังโจมตีตำรวจ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 คน และมีราว 100 คนได้รับบาดเจ็บ ในกลุ่มผู้เสียชีวิต 21 คน มีคนงานชาวเวียดนาม 5 คน และผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นชาวจีน 16 คน เหตุจลาจลยังได้ลุกลามจากตอนใต้มายังตอนกลางของประเทศ ส่งผลให้คนจีนจำนวนมากต้องหนีตายข้ามพรมแดนเข้ามายังประเทศกัมพูชา

จุดแตกหักที่ห่าติ๋ญ โศกนาฏกรรมที่โรงงานเหล็กฟอร์โมซา

เหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในคืนวันที่ 14 พฤษภาคม ที่โรงงานเหล็กฟอร์โมซา ห่าติ๋ญ (Formosa Ha Tinh) ในเขตวุงอ๊าง จังหวัดห่าติ๋ญ ภาคกลางของเวียดนาม ซึ่งดำเนินการโดยกลุ่มทุนไต้หวัน Formosa Plastics Group และมีการจ้างแรงงานต่างชาติกว่า 2,600 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานจีนกว่า 1,500 คน ความบาดหมางระหว่างคนงานท้องถิ่นกับแรงงานต่างชาติสะสมมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยในปี 2013 เคยมีเหตุพนักงานบัญชีชาวไต้หวันถูกแทงเสียชีวิตในความขัดแย้งลักษณะเดียวกัน

คืนนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมกว่า 1,000 คนบุกเข้าไปในโรงงาน จุดไฟเผาเตาหลอมและอาคารหลายหลัง พร้อมทั้งไล่ล่าทำร้ายแรงงานชาวจีน ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากรายงานข่าวมีความคลาดเคลื่อนกันไปตามแต่ละแหล่ง กระทรวงต่างประเทศจีนยืนยันในเวลาต่อมาว่ามีผู้เสียชีวิต 4 รายและบาดเจ็บกว่า 100 รายจากเหตุรุนแรงในสัปดาห์นั้น ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างแพทย์ในพื้นที่ว่ามีผู้เสียชีวิตราว 5-21 รายทั้งชาวเวียดนามและชาวจีน ความคลาดเคลื่อนของตัวเลขสะท้อนความโกลาหลของสถานการณ์ในคืนนั้น ซึ่งตำรวจในพื้นที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าชาวจีนบางโรงงานที่บิ่ญเยืองรวมตัวกันตั้งแนวป้องกันโรงงานของตนเอง พร้อมตะโกนคำขวัญทำนองว่า "ปกป้องที่ทำงาน คือการปกป้องหมู่เกาะเจื่องซาและหว่างซา" สะท้อนว่าความรู้สึกชาตินิยมยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แม้เหตุการณ์จะเลยเถิดไปไกลจากเจตนาเดิม

ประเด็นที่น่าสนใจและสะท้อนความสับสนของเหตุการณ์นี้คือ ผู้ก่อจลาจลจำนวนมากไม่สามารถแยกแยะโรงงานของจีนแผ่นดินใหญ่ออกจากโรงงานของไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น หรือสิงคโปร์ได้ เนื่องจากใช้เพียงป้ายชื่อที่มีตัวอักษรจีนหรือมีผู้บริหารเชื้อสายจีนเป็นเกณฑ์ตัดสิน จากข้อมูลของวิกิพีเดียที่อ้างอิงแหล่งข่าวหลายแห่งระบุว่า ในจังหวัดบิ่ญเยืองซึ่งได้รับผลกระทบหนักที่สุด มีโรงงานที่ถูกทำลาย ปล้นสะดม หรือเผาทำลายรวม 351 แห่ง แต่มีเพียง 14 แห่งเท่านั้นที่เป็นของบริษัทจีนจริง ส่วนที่เหลือเป็นของนักลงทุนไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และชาติตะวันตกอื่น ๆ

ในช่วงแรก รัฐบาลฮานอยแสดงท่าทีชื่นชมการแสดงออกเชิง "รักชาติ" ของประชาชน แต่เมื่อสถานการณ์ลุกลามเป็นความรุนแรงและเริ่มกระทบภาพลักษณ์ประเทศในสายตานักลงทุนต่างชาติ ท่าทีของรัฐบาลก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว นายกรัฐมนตรีเหวียน เติ๊น หยุง ในขณะนั้นออกแถลงการณ์ว่ารัฐบาลได้ควบคุมสถานการณ์และจะลงโทษผู้กระทำผิดตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมส่งกำลังตำรวจปราบจลาจลและทหารเข้าไปฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ผลจากการกวาดล้าง มีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 1,000 คนทั่วประเทศ โดยหลายคนอ้างว่าถูกชักจูงจากกลุ่มบุคคลที่แจกธงชาติและเสื้อยืดก่อนเข้าร่วมสมทบกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งภายหลังมีการตั้งข้อสังเกตว่าผู้จัดการชุมนุมในช่วงแรกบางส่วนอาจมีเป้าหมายซ้อนเร้นในการเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงออกและต่อต้านความร่วมมือของรัฐบาลกับจีน มากกว่าประเด็นแท่นขุดเจาะเพียงอย่างเดียว ต่อมาศาลเวียดนามได้ตัดสินจำคุกผู้ก่อเหตุอย่างน้อย 2 ราย ซึ่งฝ่ายจีนเรียกร้องให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม ลงโทษอย่างเข้มงวด และจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ได้รับผลกระทบ

ความสัมพันธ์จีน-เวียดนามร้าวลึก

ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุจลาจลมีมูลค่าหลายแสนดอลลาร์สหรัฐ โรงงานจำนวนมากต้องปิดตัวลงชั่วคราว ส่งผลให้แรงงานหลายพันคนตกงานทันที ไต้หวันออกประกาศเตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าจังหวัดบิ่ญเยืองและด่งนาย ขณะที่สถานทูตจีนในเวียดนามก็ออกคำเตือนความปลอดภัยในลักษณะเดียวกัน กระทรวงต่างประเทศจีนเรียกร้องให้เวียดนาม "ใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของพลเมืองและสถาบันของจีน"

เหตุการณ์นี้ยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์เวียดนาม-จีนอย่างรุนแรง นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงในภูมิภาคมองว่า นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้เวียดนามหันไปกระชับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินเดียมากขึ้น เพื่อถ่วงดุลอิทธิพลของจีนในภูมิภาค ซึ่งเป็นแนวทางที่เวียดนามยังคงยึดถือต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติซึ่งเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจ รัฐบาลเวียดนามประกาศชุดมาตรการเยียวยาโรงงานที่ได้รับผลกระทบในทันที ประกอบด้วยการลดหย่อนภาษี การพักชำระค่าเช่าที่ดิน และการปล่อยสินเชื่อพิเศษเพื่อฟื้นฟูกิจการ ควบคู่ไปกับการเร่งฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยในพื้นที่อุตสาหกรรม รัฐบาลยังเน้นย้ำผ่านสื่อทางการว่าเวียดนามยังคงเป็นจุดหมายปลายทางการลงทุนที่ปลอดภัย เพื่อสกัดกั้นความเสียหายด้านภาพลักษณ์ที่อาจฉุดรั้งกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งขณะนั้นคิดเป็นสัดส่วนการส่งออกถึงราวร้อยละ 67 ของประเทศ

เปลี่ยนวิกฤติสู่การรื้อกฎหมายลงทุนจากต่างชาติใหม่กำจัด "นอมินี"

แม้เหตุจลาจลปี 2014 จะสร้างรอยแผลระยะสั้นต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน แต่ในระยะยาวกลับไม่ได้ฉุดรั้งการเติบโตของเวียดนามในฐานะจุดหมายปลายทาง FDI ของโลก ตรงกันข้าม รัฐบาลเวียดนามได้ใช้บทเรียนดังกล่าวเป็นแรงผลักดันให้ปฏิรูปกรอบกฎหมายการลงทุนอย่างต่อเนื่องในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ดังนี้

กฎหมายการลงทุนฉบับใหม่ (LOI 2020) เข้ามาแทนที่กฎหมายปี 2014 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2021 ปรับเกณฑ์การนิยาม "นักลงทุนต่างชาติ" ให้ชัดเจนขึ้น เพิ่มบทบัญญัติด้าน "ความมั่นคงแห่งชาติ" ที่อนุญาตให้ระงับหรือยกเลิกการลงทุนที่เป็นภัยต่อการป้องกันประเทศ พร้อมทั้งเข้มงวดกับธุรกรรมแบบ "นอมินี" ที่ใช้บุคคลเวียดนามบังหน้าเพื่อเข้าถึงธุรกิจสงวน

ระบบความมั่นคงและการควบคุมบุคคลที่เข้มงวด โดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์เวียดนามมีกลไกความมั่นคงระดับท้องถิ่นที่แน่นหนา ชาวต่างชาติทุกคนรวมถึงคนเวียดนามเองต้องลงทะเบียนที่พักพิง (Tam Tru) กับตำรวจท้องถิ่นอย่างเข้มงวด การที่คนต่างชาติจำนวนมากจะมารวมตัวกันทำธุรกิจผิดกฎหมายในพื้นที่ใหญ่ๆ โดยที่รัฐไม่รู้เรื่องนั้นเป็นไปได้ยากมาก

นอกจากนี้เวียดนามไม่ได้ให้ฟรีวีซ่าแก่ชาวจีนเป็นการทั่วไป (เพิ่งมีการปรับปรุงระบบ E-visa) ทำให้การคัดกรองบุคคลเข้าประเทศเพื่อมาปักหลักทำธุรกิจสีเทาทำได้ยากกว่าตั้งแต่ด่านแรก

และเมื่อพบการกระทำผิด รัฐบาลเวียดนามจะใช้มาตรการจับกุม กวาดล้าง และเนรเทศกลุ่มทุนเทากลับประเทศจีนอย่างรวดเร็วโดยมีความร่วมมือกับทางการจีนโดยตรง

จากบทเรียนปี 2014 สู่กรอบกฎหมายการลงทุนในปัจจุบัน

ในแง่ของการลงทุนที่ถูกกฎหมาย (FDI) เวียดนามเคยมีบทเรียนจากอดีตที่รับทุนจีนราคาถูก ซึ่งนำมาสู่ปัญหาเทคโนโลยีล้าสมัย มลพิษ และโครงการที่ล่าช้า ปัจจุบันรัฐบาลเวียดนามจึงใช้มาตรการคัดกรองที่เข้มข้นขึ้น

กฎหมายที่ดินฉบับใหม่ (2024) ปรับรูปแบบการชำระค่าเช่าที่ดินจากรัฐจากการจ่ายครั้งเดียวเป็นรายปี ลดอุปสรรคด้านการบริหารจัดการที่ดินซึ่งเคยเป็นปัญหาเรื้อรังสำหรับนักลงทุนต่างชาติ

การกระจายอำนาจอนุมัติโครงการ โดยคณะกรรมการประชาชนระดับจังหวัดได้รับมอบอำนาจอนุมัติโครงการนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือขนาดกลางมากขึ้น ลดขั้นตอนที่เคยต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐบาลกลาง

สิทธิประโยชน์เฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง รัฐบาลออกกฤษฎีกาว่าด้วยเขตเทคโนโลยีขั้นสูง (Decree 10/2024) และยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ถึงปี 2030 พร้อมกองทุนสนับสนุนการลงทุนที่จัดตั้งขึ้นจากรายได้ภาษีนิติบุคคลส่วนเพิ่มตามกติกาภาษีขั้นต่ำโลก เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันดึงดูดนักลงทุนเชิงยุทธศาสตร์

กลไกคุ้มครองทรัพย์สินนักลงทุน ซึ่งกฎหมายการลงทุนกำหนดชัดเจนว่า หากทรัพย์สินของนักลงทุนถูกรัฐเวนคืนด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงหรือภาวะฉุกเฉิน นักลงทุนมีสิทธิได้รับการชดเชยตามกฎหมาย และข้อพิพาทระหว่างนักลงทุนต่างชาติกับหน่วยงานรัฐจะได้รับการพิจารณาผ่านอนุญาโตตุลาการหรือศาลตามข้อตกลงระหว่างประเทศที่เวียดนามเป็นภาคี

ยุทธศาสตร์ "Next-Generation FDI" เวียดนามกำลังปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อหลุดพ้นจากอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการปฏิเสธ FDI ที่สร้างมลพิษ ใช้พลังงานสิ้นเปลือง หรือใช้เทคโนโลยีล้าสมัย (ซึ่งมักเป็นทุนจีนที่พยายามย้ายฐานการผลิตหนีมาตรฐานในประเทศตนเอง) โดยจะให้สิทธิประโยชน์เฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และพลังงานสะอาด (Green Energy) เท่านั้น

และการให้อำนาจและกำหนดกรอบให้รัฐบาลท้องถิ่น (Decentralized Screening) ที่แม้ว่าจะกระจายอำนาจให้แต่ละจังหวัดสามารถดึงดูด FDI ได้เอง แต่กระทรวงการคลังและกระทรวงการลงทุนของเวียดนามได้วางกรอบเกณฑ์การประเมินโครงการอย่างเข้มงวด หากเป็นโครงการจากต่างชาติที่มีทุนจดทะเบียนต่ำ หรือไม่เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) รัฐบาลท้องถิ่นมีสิทธิปฏิเสธการออกใบอนุญาตได้ทันที

ผลลัพธ์เชิงประจักษ์สะท้อนผ่านตัวเลขการลงทุน ณ สิ้นเดือนกันยายน 2024 เงินทุนจดทะเบียนจากนักลงทุนต่างชาติ ทั้งจากโครงการใหม่ การปรับโครงการ และการซื้อหุ้น มีมูลค่ารวมกว่า 24,780 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่ ณ สิ้นปี 2023 เวียดนามมีนิคมอุตสาหกรรมที่จัดตั้งแล้วถึง 418 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 219,100 เฮกตาร์ ดึงดูดโครงการลงทุนกว่า 21,600 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 318,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในจำนวนนี้เป็นโครงการ FDI ถึง 11,200 โครงการ มูลค่ากว่า 212,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และภาคนิคมอุตสาหกรรมยังจ้างแรงงานโดยตรงกว่า 4.15 ล้านคน

สุดท้าย เวียดนามสามารถฟื้นฟูและดึงดูดการลงทุนในระดับอุตสาหกรรมขั้นสูงได้จากการปรับเปลี่ยนกฎหมายจาเหตุจราจลในวันนั้น ซึ่งจะพูดว่าเป็นข้อดีก็คงไม่พูดได้ไม่เต็มปาก แต่มันคือการแอคชั่นอย่างรวดเร็วของรัฐบาลที่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายผ่านพ้นไป ควบคู่กับการแก้ปัญหาเรื้อรังของประเทศไปพร้อมกัน

อ้างอิง

  • Taipei Times

  • The Diplomat

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...