โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

"หมอแทน" ถอดบทเรียนเคสสามี "ครูทราย" ชี้ 7 จุดคาใจระบบคัดกรอง ย้ำอายุน้อยไม่ใช่ข้อยกเว้นโรคหัวใจ

TOP NEWS ONLINE

อัพเดต 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • TOP NEWS

จากกรณีของ "ครูทราย" ที่ออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรม หลังสามีหนุ่มวัยเพียง 31 ปี เสียชีวิตอย่างกะทันหัน โดยก่อนหน้านี้มีอาการแน่นหน้าอก เจ็บลามไปถึงปลายนิ้ว และมีเหงื่อออกท่วมตัว จึงเข้าตรวจรักษา ณ โรงพยาบาลตามสิทธิ์ประกันสังคม แต่สุดท้ายถูกส่งตัวกลับบ้าน ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งผลชันสูตรระบุชัดเจนว่าเกิดจาก "หลอดเลือดหัวใจตีบ 2 เส้น" วันนี้ (19 ก.ค.) "หมอแทน" หรือ นพ.ธนีย์ ธนียวัน (Doctor Tany) อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด การปลูกถ่ายปอด และวิกฤตบำบัด จากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาโพสต์วิเคราะห์เคสนี้ผ่านมุมมองทางการแพทย์อย่างน่าสนใจ โดยเน้นย้ำว่าเป็นเพียงการวิเคราะห์ตามหลักการแพทย์เพื่อหาจุดบกพร่องของระบบ ไม่ใช่การตัดสินถูกผิด เนื่องจากยังต้องรอเวชระเบียนและคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากทางโรงพยาบาล 7 ประเด็นคาใจทางการแพทย์: อายุน้อย-แน่นหน้าอก ระบบพลาดตรงไหน? 1. อาการเริ่มต้นคือสัญญาณเตือนวิกฤต อาการเจ็บแปลบจากปลายนิ้วลามขึ้นแขน แน่นหน้าอก และเหงื่อออกผิดปกติ ตามหลักการแพทย์แล้วนี่คืออาการเด่นที่ต้องสงสัยภาวะ "กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด" ไว้ก่อนเสมอ เพื่อคัดกรองโรคที่อันตรายถึงชีวิตออกไปก่อนที่จะไปคิดถึงโรคอื่น เช่น กล้ามเนื้ออักเสบ หรือกรดไหลย้อน 2. อายุ 31 ปี ไม่ใช่เหตุผลที่จะตัดโรคหัวใจทิ้ง หลายคนฝังใจว่าโรคหัวใจเป็นโรคของผู้สูงอายุ แต่ความจริงคนอายุน้อยก็เป็นได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ไขมันสูง, สูบบุหรี่, เบาหวาน, ความดัน หรือกรรมพันธุ์ การใช้อายุมาตัดสินว่าคนไข้ไม่น่าเป็นโรคหัวใจจึงไม่ถูกต้อง 3. คำถามสำคัญ: มีการประเมินตามมาตรฐาน (Chest Pain Protocol) หรือไม่? โรงพยาบาลต้องตอบสังคมให้ชัดเจนว่า ในวันเกิดเหตุได้ทำตามโปรโตคอลผู้ป่วยเจ็บหน้าอกหรือไม่? มีการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) หรือตรวจเอนไซม์หัวใจหรือไม่? และใครเป็นผู้ประเมินให้คนไข้กลับบ้านได้ 4. ตรวจภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ไม่ต้องรอผลไขมัน จากกระแสข่าวที่ระบุว่า โรงพยาบาลให้คนไข้รอตรวจไขมัน แต่ตรวจไม่ได้เพราะกินขนมปังมานั้น ในทางแพทย์ระบุว่า การวินิจฉัยโรคหัวใจเฉียบพลันจะดูจาก ประวัติ อาการ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) และค่าเอนไซม์หัวใจ เป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องรอผลตรวจไขมันในวันนั้น 5. รอยต่อของการส่งตัวระหว่างแผนก เคสนี้มีการส่งตัวไปมาหลายจุด ตั้งแต่พยาบาล อายุรแพทย์ ศัลยกรรมกระดูก จนถึงหมอทั่วไป (GP) ประเด็นคือ ข้อมูลอาการสำคัญอย่าง "แน่นหน้าอก-เหงื่อออก" ถูกส่งต่ออย่างครบถ้วนหรือไม่ เพราะคำเพียงไม่กี่คำสามารถเปลี่ยนแนวทางการรักษาและรักษาชีวิตคนไข้ได้

6. อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าเป็น "โรควิตกกังวล" แม้โรควิตกกังวล (Anxiety) จะทำให้แน่นหน้าอกได้จริง แต่การจะวินิจฉัยโรคนี้ ควรทำหลังจากที่แพทย์ได้ตรวจประเมินและตัดความเสี่ยงโรคหัวใจหรือภาวะฉุกเฉินที่เป็นอันตรายถึงชีวิตออกไปหมดแล้วเท่านั้น 7. การสื่อสารของแพทย์ (Bedside Manner) ประเด็นคำพูดของแพทย์ที่ญาติกล่าวอ้าง เป็นอีกจุดที่ต้องตรวจสอบ หากเกิดขึ้นจริงถือเป็นเรื่องที่ต้องทบทวน เพราะการสื่อสารที่ดีนอกจากจะช่วยลดความขัดแย้งแล้ว ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ป่วยและญาติอีกด้วย โรงพยาบาลควรทำอะไรต่อหลังจากนี้ ? หากผมเป็นผู้บริหารโรงพยาบาล สิ่งแรกที่ควรทำคือ แสดงความเสียใจต่อครอบครัว เก็บเวชระเบียนและหลักฐานทั้งหมดโดยไม่แก้ไข ตรวจสอบทุกขั้นตอนของการคัดกรอง ตรวจสอบการบันทึกเวชระเบียน ทบทวนการใช้ Chest Pain Protocol ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเป็นอิสระ ไม่ใช่เพื่อหาคนผิดเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อหาว่า "ระบบพลาดตรงไหน" เพราะหากระบบยังเหมือนเดิม เหตุการณ์ลักษณะนี้ก็อาจเกิดขึ้นซ้ำอีก สิ่งที่ครอบครัวควรทำ อีกเรื่องที่ผมอยากฝากไว้ คือผู้เสียชีวิตอายุเพียง 31 ปี และพบหลอดเลือดหัวใจตีบหลายเส้น สิ่งนี้ทำให้ต้องคิดถึงความเป็นไปได้ของโรคไขมันทางพันธุกรรม ดังนั้น คนในครอบครัว โดยเฉพาะญาติสายตรง ควรได้รับการตรวจ ไขมันในเลือด เบาหวาน ความดัน ประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ รวมถึงบุตรของผู้เสียชีวิต เมื่อถึงวัยที่เหมาะสม ก็ควรได้รับการคัดกรองตามคำแนะนำของแพทย์เช่นกัน สุดท้ายนี้ ผมขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตอีกครั้ง ส่วนประเด็นความรับผิดชอบว่าเกิดความผิดพลาดหรือไม่ ใครต้องรับผิด หรือมีข้อบกพร่องในขั้นตอนใด คงต้องอาศัยเวชระเบียน ข้อมูลจากโรงพยาบาล และกระบวนการสอบสวนที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่สิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้ได้ตั้งแต่วันนี้ คือ อายุยังน้อย ไม่ได้แปลว่าไม่เป็นโรคหัวใจ และเมื่อผู้ป่วยมาด้วยอาการที่เข้าได้กับโรคอันตราย การประเมินเพื่อแยกโรคที่คุกคามชีวิตควรเกิดขึ้นอย่างครบถ้วน เพื่อไม่ให้โอกาสในการรักษาหลุดลอยไปอีกครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...