น้องครับ…’ธนาธร-พิธา’ ยังต้องรอ
เมื่อวานคุยเรื่องหวยกันไป
เป็นยังไงกันบ้างครับ
ส่วนผม…โดนกินตามระเบียบ
หลายคนก็คงพอกัน
แต่ไม่เป็นไร ความหวังเรื่องหวยเดี๋ยวก็มาใหม่
ซองที่เปิดคราวนี้ก็พูดถึง “ความหวัง” เหมือนกัน
เพียงแต่ไม่ได้หวังกับหวยแล้ว
คราวนี้น้องเขาหวังกับคน
เจ้าของซองชื่อ “ตะวัน” อายุ 24 ปี เพิ่งเรียนจบและเริ่มทำงานได้ไม่นาน
และคนที่น้องตะวันฝากความหวังไว้ ก็มีทั้งคุณธนาธร คุณพิธา และคุณเท้ง
เห็นอายุแล้ว ขอเรียก “น้องตะวัน” ตั้งแต่ตรงนี้เลยแล้วกัน จะได้คุยกันง่ายหน่อย
อ่านจดหมายแล้วผมชอบอยู่อย่างหนึ่ง
น้องอ่านไทยโพสต์แล้วมีหลายเรื่องที่ไม่ชอบ บางเรื่องถึงขั้นสงสัยว่า ทำไมคอลัมนิสต์ไทยโพสต์ดูจะชอบคุณอนุทินและพรรคภูมิใจไทย แต่พอเป็นพรรคประชาชนกลับวิจารณ์กันเสียมาก
แต่แทนที่จะปิดหน้าเว็บแล้วแยกย้ายกันไป
น้องกลับเขียนมาหา “เปิดซองออนไลน์”
อันนี้ผมชอบครับ
เพราะถ้าคนคิดเหมือนกันเท่านั้นถึงจะคุยกันได้ คอลัมน์นี้ก็คงไม่ต้องเปิดซองให้เหนื่อย
เขียนสิ่งที่ผมคิดเอง แล้วอ่านเองเสียก็จบ
จดหมายของน้องตะวันมีทั้งเรื่องพรรคประชาชน คนรุ่นใหม่ คุณธนาธร คุณพิธา คุณเท้ง ไปจนถึงกฎหมายที่น้องเข้าใจว่าน่าจะเปิดทางให้คุณธนาธรกับคุณพิธากลับเข้าสู่การเมืองได้
มีบางเรื่องที่ผมเห็นด้วย
บางเรื่องผมเห็นต่าง
แล้วก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ข้อมูลไม่เป็นอย่างที่น้องเข้าใจ
อันนี้เดี๋ยวค่อยว่ากัน
ในเมื่อน้องอุตส่าห์เขียนมาถึงเรา
ก็ให้น้องเล่าให้จบก่อนดีกว่า
ถึง คุณเสมอต้น
ผมอายุ 24 ครับ เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ และเริ่มทำงานได้ไม่นาน ปกติผมตามอ่านข่าวสารอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่รู้ว่าจะส่งเสียงหรือสื่อสารกับทางไทยโพสต์ผ่านช่องทางไหนดี พอดีเห็นคอลัมน์เปิดซองออนไลน์ เลยถือโอกาสนี้ส่งข้อความมาพูดคุยและตั้งคำถามตรงๆ ครับ
ผมอ่านบทความและข่าวในไทยโพสต์แล้วอึดอัดใจและสงสัยจริงๆ ว่าทำไมคอลัมนิสต์หลายๆ คนถึงตั้งหน้าตั้งตาออกตัวปกป้องคุณอนุทิน ชาญวีรกูล รวมถึงพรรคภูมิใจไทยเสียเหลือเกิน ทำอะไรก็ดูดี มีเหตุผลไปหมด
แต่ในทางกลับกัน พอเป็นเรื่องของพรรคประชาชน กลับมีแต่การด่า วิพากษ์วิจารณ์ และจ้องจับผิดอยู่ฝั่งเดียวตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ตอนนี้กฎหมายนิรโทษกรรมก็เพิ่งมีผลบังคับใช้ไปแล้ว ซึ่งตามข้อเท็จจริง มันคือการเปิดทางให้คนที่เคยโดนตัดสิทธิ์ทางการเมืองอย่างคุณธนาธรหรือคุณพิธา ได้กลับเข้ามาสู่ถนนการเมืองและกระบวนการสภาอย่างถูกต้องเสียที
แต่บทความในไทยโพสต์กลับเขียนเหมือนไม่รู้เรื่องนี้ หรือทำเป็นมองไม่เห็นข้อเท็จจริงตรงนี้กันแน่ครับ
ตั้งแต่ผมเกิดและโตจนเรียนจบมา ผมเห็นการเมืองไทยมันหมุนวนอยู่แต่กับคนหน้าเดิมๆ วงเวียนอยู่กับกลุ่มอำนาจและตระกูลเดิมๆ วนไปวนมาไม่เคยเปลี่ยนผ่านไปไหนเลย ผมอยากเห็นบ้านเมืองเราเป็นประชาธิปไตยจริงๆ เสียที ไม่ใช่อย่างทุกวันนี้ที่เอากฎเกณฑ์อะไรมาบังคับไปหมด
พอคนรุ่นใหม่จะขยับทำอะไรหรือเสนอความคิดอะไรนิดอะไรหน่อยก็ไม่ได้ ถูกคัดค้าน ถูกขัดขวางกันไปหมดทุกเรื่อง มันทำให้พวกผมรู้สึกอึดอัดและหมดหวังกับอนาคตของประเทศ
จนกระทั่งผมได้ติดตามพรรคคนรุ่นใหม่ มาตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่ ก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชนในปัจจุบัน ผมสนับสนุนแนวคิดนี้มาโดยตลอด เพราะผมเชื่อมั่นจริงๆ ว่าคนอย่างคุณธนาธร คุณพิธา หรือคุณเท้ง ณัฐพงษ์ คือตัวแทนของความหวังยุคใหม่
พวกเขามีวิสัยทัศน์ที่ทันโลก มีความรู้ความสามารถ และกล้าพูดกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ผมอยากเห็นคนรุ่นใหม่ที่มีพลังแบบนี้ได้โอกาสขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ ได้เป็นนายกรัฐมนตรีบริหารบ้านเมืองอย่างเต็มตัวบ้าง ประเทศเราน่าจะพัฒนา ขับเคลื่อนไปข้างหน้า และเปิดกว้างได้มากกว่าการปล่อยให้บ้านเมืองจมอยู่กับนักการเมืองและระบบเดิมๆ แบบนี้
ตะวัน
น้องตะวันครับ
อย่างแรกเลย ขอบคุณที่เขียนมา
โดยเฉพาะตรงที่น้องบอกว่าอ่านไทยโพสต์แล้วรู้สึกว่า คอลัมนิสต์หลายคนดูจะปกป้องคุณอนุทินหรือพรรคภูมิใจไทย แต่กับพรรคประชาชนกลับวิจารณ์กันมาก
ตรงนี้แยกกันก่อนน้อง
ข่าวก็คือข่าว
มีอะไรเกิดขึ้น หน้าที่ของข่าวก็คือรายงานไปตามข้อเท็จจริง
ส่วนคอลัมน์เป็นอีกเรื่อง
คอลัมนิสต์แต่ละคนมีความคิดเห็นของตัวเอง จะชอบใคร ไม่ชอบใคร เห็นด้วยกับคุณอนุทิน วิจารณ์คุณเท้ง หรือกลับกัน ก็เป็นความเห็นของคนเขียน
ผมเองก็มีความคิดของผม
น้องตะวันก็มีความคิดของน้อง
เอาเข้าจริง สังคมประชาธิปไตยที่น้องอยากเห็น ก็ควรมีคนที่คิดไม่เหมือนน้องอยู่ในนั้นด้วยไม่ใช่หรือครับ
ถ้าเรายอมให้น้องชอบพรรคประชาชนได้
เราก็คงต้องยอมให้คนอื่นไม่ชอบพรรคประชาชนได้เหมือนกัน
พรรคที่น้องเชียร์พูดเรื่องเสรีภาพ ประชาธิปไตย และ “คนเท่ากัน” มาตลอด
หลักการพวกนี้ฟังแล้วดีครับ ผมไม่เถียง
แต่ถ้าภาพที่เราวาดไว้คือ คนรุ่นใหม่เข้ามา ทุกคนเท่าเทียม ความคิดใหม่เบ่งบาน แล้วบ้านเมืองก็เดินหน้าอย่างงดงาม
ตรงนี้ผมขอเดินออกจากทุ่งลาเวนเดอร์ก่อน
เพราะพอออกมาเจอการเมืองจริง คนไม่ได้คิดเหมือนกันหมด
และคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรา ก็ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นศัตรูกับประชาธิปไตย
คนเท่ากันจึงไม่ได้แปลว่าต้องคิดเหมือนกัน
น้องพูดถึงคนรุ่นใหม่ ผมเห็นด้วยอยู่ครึ่งหนึ่ง
คนรุ่นใหม่ต้องมีโอกาสแน่นอน บ้านเมืองจะอยู่กับคนรุ่นเดิมไปตลอดก็คงไม่ได้ วันหนึ่งคนรุ่นใหม่ก็ต้องเข้ามาคิด เข้ามาทำ และเข้ามารับผิดชอบบ้านเมืองต่อ
แต่ใหม่ก็ส่วนใหม่ครับ
คิดถูกหรือผิดต้องว่ากันอีกเรื่อง
ส่วนที่น้องบอกว่า พรรคประชาชนถูกจ้องจับผิดอยู่ฝั่งเดียว
เรื่องนี้ถ้าจะคุยกันจริงๆ มีหลายเรื่องครับ
เอาสักเรื่องก็แล้วกัน
ตอนเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคประชาชนชูคำว่า
“มีเรา ไม่มีเทา”
แต่ระหว่างทางก็มีผู้สมัครของพรรคถูกตั้งคำถาม บางรายถึงขั้นถูกดำเนินคดี พรรคเองก็ต้องออกมาชี้แจงและจัดการ
ผมไม่ได้ยกเรื่องนี้มาบอกว่า พรรคประชาชนเป็นพรรคสีเทานะ
ทำแบบนั้นก็ไม่ยุติธรรม
แต่ในเมื่อเขียนป้ายไว้เองว่า “มีเรา ไม่มีเทา”
เวลาคนเห็นอะไรหม่นๆ แล้วขอเพ่งดูหน่อย จะหาว่าจ้องจับผิดทุกครั้งก็ไม่ได้นะน้อง
ยิ่งตั้งมาตรฐานของตัวเองไว้สูง คนก็ยิ่งมีสิทธิ์ถาม
น้องมองคุณธนาธร คุณพิธา คุณเท้ง ว่าเป็นความหวังยุคใหม่ และอยากเห็นคนเหล่านี้ได้บริหารประเทศ
หวังได้ครับ ผมไม่ห้าม
แต่คำว่า “ความหวัง” กับ “ทำได้จริง” ยังไม่ใช่คำเดียวกัน
พรรคประชาชนบอกเรามาเยอะแล้วว่า ประเทศควรเปลี่ยนอะไร
สิ่งที่ยังไม่มีใครตอบแทนได้คือ ถ้าวันหนึ่งได้บริหารประเทศจริง จะทำได้อย่างที่พูดไว้แค่ไหน
ก็ต้องถึงวันนั้นก่อนครับ
คนเชียร์มีสิทธิ์หวัง
คนไม่เชียร์ก็มีสิทธิ์สงสัย
ส่วนพรรคก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง
คุณธนาธร คุณพิธา คุณเท้ง หรือใครก็ตาม เมื่อเลือกเข้ามาอยู่ในการเมืองแล้ว ก็ต้องถูกถาม ถูกวิจารณ์ และถูกตรวจสอบ
คุณอนุทิน ก็เหมือนกัน
ไม่มีใครควรได้บัตรผ่านเพียงเพราะเป็นคนที่เราชอบ
ถ้าคนที่เราชอบถูกวิจารณ์ แล้วเราบอกว่าเขา “ถูกขัดขวาง”
แต่พอคนที่เราไม่ชอบถูกวิจารณ์ เรากลับบอกว่านั่นคือ “การตรวจสอบ”
อย่างนี้ผมว่า…
ประชาธิปไตยจะเหนื่อยนิดหนึ่งครับ
เรื่องนี้เอาเท่านี้ก่อน
เพราะยังมีอีกเรื่องในจดหมายที่ต้องคุยกับน้อง
คราวนี้ไม่ใช่เรื่องความเห็น
เป็นเรื่องข้อมูล
น้องพูดถึง “กฎหมายนิรโทษกรรม” ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ และเข้าใจว่าน่าจะเปิดทางให้คุณธนาธรหรือคุณพิธากลับเข้าสู่การเมืองได้
ตรงนี้ข้อมูลคลาดไปหน่อยครับ
กฎหมายที่น้องกำลังพูดถึงคือ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 จริง
แต่ไม่ได้ทำให้โทษเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งจากคดียุบพรรคของคุณธนาธรและคุณพิธาหายไปด้วย
คุณธนาธรถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี จากคำวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563
นับตามกรอบ 10 ปี ก็ไปถึงปี 2573
ส่วนคุณพิธาถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี จากคำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกลเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567
กรอบของคุณพิธาจึงไปถึงปี 2577
เพราะฉะนั้น ถ้าน้องกำลังดีใจว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเปิดประตูให้สองคนนี้กลับมาเร็วขึ้น…
ผมคงต้องขอเบรกความดีใจไว้นิดหนึ่งครับ
ประตูบานนั้นยังไม่ได้เปิด
คุณธนาธรยังต้องรอถึงปี 2573 ส่วนคุณพิธาก็ปี 2577
น้องพูดถึงคุณเท้งมาด้วย
รายนี้ก็มีเรื่องของตัวเองอยู่ครับ
คดี 44 อดีต สส.ก้าวไกล ซึ่งคุณณัฐพงษ์เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา ศาลฎีการับคำร้องของ ป.ป.ช.ไว้พิจารณาแล้ว ส่วนจะลงเอยอย่างไร ยังต้องรอ
เอาเป็นว่า ความหวังของน้องตะวันวันนี้มีสามคน
สองคนต้องรอ
อีกคนก็ยังมีเรื่องให้ลุ้น
อายุ 24 เองน้อง ยังมีเวลาตามการเมืองอีกนาน
ส่วนจะตามแล้วรักกว่าเดิม หรือวันหนึ่งจะเปลี่ยนใจ อันนั้นเรื่องของน้อง
ขอบคุณที่เขียนมาคุยกันครับ
คิดไม่เหมือนกันก็คุยกันได้
ซองหน้าถ้ายังอยากคุย เขียนมาอีก
แต่คราวหน้าถ้ามีข่าวดีของคุณธนาธรกับคุณพิธา
เช็กก่อนดีใจนะน้อง
พี่แก่แล้ว เบรกความดีใจเด็กบ่อยๆ มันเหนื่อย!
— เสมอต้น
17 กันยายน 2569
📌 เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ 📩 samerton.thaipost@gmail.com หรือ 💬 Inbox เพจ Facebook “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว เรื่องที่พบเจอ หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.