โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คุยกับ DIN Studio อินทีเรียร์ดีไซเนอร์ของ KROMO ถึงภารกิจซ่อนอัญมณีทั้ง 9 สีไว้ในโรงแรม และการใช้ Storytelling นำการออกแบบ

ONCE

เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา

หลายคนอาจจะคิดว่า “อินทีเรียร์ดีไซน์” ก็แค่การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้สวย เลือกสีให้เข้ากัน หรือทำให้พื้นที่หนึ่งดูน่าอยู่ขึ้น แต่สำหรับ DIN Studio ผู้ออกแบบพื้นที่ภายในส่วนกลาง KROMO โรงแรมที่ต้องการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับผู้เข้าพักและกระตุ้น Curiosity หรือการค้นหา งานออกแบบเริ่มต้นจากสิ่งที่ไม่มีใครมองเห็นอย่าง “เรื่องราว”

KROMO จัดเป็นโรงแรมในกลุ่ม Curio Collection ของ Hilton ที่รวบรวมโรงแรมที่มีเอกลักษณ์และดีไซน์เฉพาะตัว แถมยังสามารถบอกเล่าบริบททางวัฒนธรรมของชุมชนโดยรอบได้ดี มาสนับสนุนผ่านระบบ เเละเครือข่ายของ Hilton เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ได้มาตรฐานระดับโลกในบรรยากาศที่ต่างจากโรงแรมเชนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง โดย KROMO ได้รับเลือกเป็น Flagship Hotel ของ Curio Collection แปลว่าโรงแรมอื่นๆ ในกลุ่มจะต้องมีที่นี่เป็นต้นแบบ

DIN Studio เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในทีมเบื้องหลังสำคัญที่ทำให้คาแรกเตอร์สนุกแและน่าค้นหาของ KROMO เด่นชัด ผ่านการแปลเป้าหมายทางการตลาด โจทย์อัตลักษณ์ของแบรนด์ และความเป็นกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นเรื่องราวชวนฝันราวกับนิทานเด็กที่ไม่ว่าใครได้ฟังก็ต้องคล้อยตาม

ไปอ่านเรื่องราวเต็มๆ ของพิณและติ๊กจาก DIN Studio ว่า ความเนิร์ด ความช่างสังเกต และความชอบค้นคว้าของพวกเขา กลายมาเป็นแมวไทยวิเชียรมาศที่ซ่อนอยู่ในล็อบบี พื้นผิวดวงจันทร์ในลิฟต์ หรือสีผนังร้านอาหารที่มาจากบึงน้ำจืดในย่านสุขุมวิทเมื่อร้อยปีก่อนได้ยังไง!

STORYTELLING AS THE APPROACH

สำหรับ DIN Studio “สตอรี” คือสิ่งที่ช่วยสร้างความสอดคล้องให้งานดีไซน์ตั้งแต่ต้นจนจบ

“จากที่เราเคยทำงานที่ผ่านๆ มา คอนเซปต์ที่ไม่ได้ลงลึก หรือมีแค่ Mood and Tone ทำให้ยากที่จะดึงทุกคนมาอยู่บน Road Map เดียวกับเรา สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราจะใช้ความคุ้นชินในการออกแบบ เลือกสิ่งที่จะใส่เข้าไปในงาน ส่วนลูกค้าก็ฟีดแบ็กด้วยความชอบส่วนตัว หรือสิ่งที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่องาน แต่เราทุกคนอาจจะไม่ได้มีเหตุผลมารองรับหรือเห็นภาพตรงกัน ทำให้โปรเจกต์ควบคุมยาก” ติ๊กเล่าถึง pain point ในฐานะดีไซเนอร์

เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งสองตัดสินใจที่จะดึงการสร้างสตอรีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการทำงานเพื่อทำให้ทุกคนไม่ว่อกแว่ก เหมือนนิทานที่ทุกคนรู้จักตัวละคร เหตุการณ์ และความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในเรื่อง และค่อยๆ เปิดอ่านไปพร้อมๆ กันทีละบท ซึ่งเป็นสาเหตุว่า ทำไมเหล่านางฟ้าถึงได้เข้ามามีบทบาทในโรงแรมใจกลางสุขุมวิทอย่าง KROMO

Curio มาจากคำว่า Curiosity ที่แปลว่าความอยากรู้อยากเห็น “The Cabinet of Wonders” หรือตู้แห่งสิ่งมหัศจรรย์ เลยเป็นโจทย์แรกที่ DIN Studio ได้รับจากทางโรงแรมและ Branding Agency โดยอยากให้ทางสตูดิโอออกแบบด้วยคอนเซปต์ของความพิเศษที่แฝงอยู่ในกรุงเทพฯ เรื่องราวเซอร์ไพรส์ๆ และอะไรที่ไม่สามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวัน

“เราก็ไปนั่งรีเสิร์ชเรื่องกรุงเทพฯ นี่แหละ จนมาเจอสิ่งที่ใกล้ตัวมากๆ อย่างชื่อเต็มของกรุงเทพมหานครที่เราเคยท่องกันตอนเด็กๆ แล้วก็ลองถอดความหมายของมันดู เพราะเราก็ไม่เคยรู้เหมือนกันว่าหมายถึงอะไร จนไปเจอคีย์เวิร์ดอยู่ 2 ประโยคที่เห็นแล้วปิ๊งมากคือ “City of Angels” (กรุงเทพมหานคร) กับ “City of 9 Gems” (นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์)

คิดได้ว่า เฮ้ย! ถ้าอย่างนั้นเรามาแต่งเรื่องให้เหล่าบรรดานางฟ้านางสวรรค์ที่รู้ว่าโรงแรมนี้กำลังจะเปิด นำอัญมณีทั้ง 9 มาซ่อนไว้ตามมุมต่างๆ ของโรงแรมเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองดีกว่า!” พิณผู้เป็นเจ้าของเรื่องเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เธอนำเรื่องราวของกรุงเทพฯ ที่คนมักมองข้าม มาผสมผสานกับจินตนาการจนเกิดมาเป็นสตอรีแบบไทยๆ ที่ Surreal (เหนือจริง) ตอบโจทย์ที่โรงแรมตั้งไว้ แถมยังทิ้งพื้นที่ปลายเปิดไว้เล็กน้อยเพื่อความยืดหยุ่นในการออกแบบ

“พอเรื่องราวตรงนี้ของเรามันสตรองมากและมีศักยภาพที่จะกลายเป็นงานดีไซน์ที่เกิดขึ้นได้จริง เรื่องราวเลยไม่ได้จบแค่งานออกแบบภายใน แต่จะเริ่มครอบคลุมไปในฝั่งสถาปัตย์ แลนด์สเคป ไปจนถึงมาร์เก็ตติงของโรงแรม คอนเซปต์ของข้าวของ จาน ชาม ช้อน ส้อมต่างๆ มันเข้ามาอยู่ในเรื่องเดียวกันหมดเลย ใครจะจับสตอรีนี้ไปขยายต่อก็ง่ายมาก” พิณอธิบายถึงคอนเซปต์ที่เริ่มจากการคิดเพื่อออกแบบภายใน แต่ตอนนี้ดันกลายเป็น Brand Story!

HIDING GEMS IN PLAIN SIGHT

พูดถึง “ดีไซน์ที่เกิดขึ้นได้จริง” หน้าที่ของ DIN Studio ไม่ได้จบอยู่แค่ที่การสร้างเรื่องราว แต่พวกเขาต้องออกแบบเฟอร์นิเจอร์เองแทบจะทุกชิ้น ตามหาของตกแต่ง และจัดการพื้นที่ใช้สอยภายในให้เข้ากับเรื่องราวนั้นด้วย เลยเป็นที่มาของเลเยอร์ที่ 2 และ 3 ของการออกแบบ ซึ่งก็คือการจับคู่อัญมณีกับพื้นที่โซนต่างๆ ของโรงแรม รวมไปถึงดีไซน์ว่า อัญมณีเหล่านั้นจะ “แปลงกาย” เป็นอะไร ผ่านการคิวเรตศิลปินที่ทำงานคราฟต์มาช่วยเนรมิตให้การปรากฏตัวของอัญมณีเหล่านั้นพิเศษขึ้น

จุดที่พิณยกตัวอย่างให้เห็นถึงวิธีการคิดได้แบบชัดๆ เลยคือการจับคู่มรกตกับพื้นที่ที่ผู้คนขวักไขว่ ดูมีชีวิตชีวา และอุดมสมบูรณ์อย่างล็อบบีโรงแรม ด้วยความที่ล็อบบีของ KROMO อยู่ที่ชั้น 10 ต่างจากโรงแรมทั่วๆ ไป เป็นเสมือนพื้นที่กลางอากาศหรือสวนลอยฟ้า ทาง DIN Studio เลยชวน PATAPiAN ดีไซเนอร์ที่โดดเด่นเรื่องงานสานมาเนรมิตให้มรกตปรากฏตัวในรูปแบบของผลงาน “Flying Seeds” อาร์ตเวิร์กหน้าตาคล้ายเมล็ดพันธุ์พืชบินได้ ห้อยอยู่กลาง Reception โดยตัวเมล็ดสร้างขึ้นให้มีรูปทรงคล้ายอัญมณีด้วยเทคนิค 3D Printing ก่อนจะห่อหุ้มด้วยไม้ไผ่ย้อมสีเขียวซึ่งนำมาสานกับเส้นทองเหลืองให้ระยิบระยับจับไฟ ส่วนปีกทำมาจากการนำใบยางอบแห้งไปแช่น้ำยา กัดใบให้เห็นแต่โครงสร้างลวดลายใบไม้ ก่อนจะเอามาซ้อนทับกันประมาณ 5 ชั้น เคลือบและโรยกลิตเตอร์สีเหลือบทอง และดัดใบให้ชิ้นงานเหมือนกำลังกระพือปีก

พอมีสวนแล้ว เรื่องราวและตัวละครอื่นๆ บนสวนลอยฟ้าก็เริ่มตามมา ที่เป็นไฮไลต์ของโรงแรมเลยคืออัญมณีอย่าง Cat Eye หรือไพฑูรย์ ที่แปลงกายมาเป็นแมวเฝ้าสวนลอยฟ้าใน Vilah Creative Social Space สถานที่พบปะ นั่งทำงาน กินขนมจุบจิบซึ่งแชร์พื้นที่กับล็อบบีอีกทีนึง โดย ทาง DIN Studio ได้ออกแบบและทาบทาม LIKAYBINDERY และ Studio JEW+ มาร่วมกันซ่อนน้องแมววิเชียรมาศไว้บนชั้นหนังสือหลังเคาน์เตอร์บาร์แบบเนียนๆ ใครมีโอกาสได้ไปก็อย่าลืมมองหาน้องด้วย!

นอกจากนี้ยังมีโซนอื่นๆ ที่อัญมณีเข้าไปแฝงตัวอยู่ เช่น Colette Bar บาร์เครื่องดื่มเเละอาหารกินเล่นที่เปิดในช่วงเวลากลางคืน และ Colette Dining ร้านอาหารฝรั่งเศส All-day Dining ที่จับคู่กับอัญมณีสีกลางวัน-กลางคืน อย่างบุษราคัมและไพลิน

ฟาซาดหน้าโรงแรมก็มีเพชรซ่อนตัวอยู่ ส่วนลิฟต์ก็มีมุกดาหารหรือ Moonstone แปลงกายมาเป็นพื้นผิวดวงจันทร์ภายในตัวลิฟต์ที่มีการขึ้นลงและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเหมือนพระจันทร์ อีกทั้งยังมีกระเบื้องจาก loqa ในโถงลิฟต์ชั้นหนึ่งที่ถ่ายทอดวัฏจักรของดวงจันทร์เมื่อเล่นกับแสงไฟอีกด้วย

ที่เราชอบที่สุดคือการจับคู่เพทาย อัญมณีที่เก่าแก่ที่สุดในโลกกับสระว่ายน้ำ Rooftop ที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตกพอดี “เพราะเขาเป็นอัญมณีที่มีโอกาสเห็นพระอาทิตย์ตกมากกว่าใคร” พิณบอก จนทุกคนอดแซวในความโรแมนติกของไอเดียนี้ไม่ได้ และยิ่งชอบกว่าเดิมเมื่อได้รู้ว่าในช่วงเวลากลางคืนตอนเปิดไฟ สีแดงของเพทายที่ฉาบเพดานด้านบนจะลงมาเคลือบผิวน้ำ ทำให้ใครก็ตามที่มาว่ายน้ำตอนนั้น ดูเหมือนกำลัง “แหวกว่ายอยู่ในเพทาย” พิณเล่าชวนให้นึกตาม

ดีเทลที่เล่ามาทั้งหมดนี้ยังเป็นกิจกรรมสนุกๆ ที่ชวน ให้แขกของ KROMO มาตามหาอัญมณีกันให้ครบ โดยทางโรงแรมจะมี KROMO Passport ให้ ด้านในมีคำใบ้ของที่อยู่อัญมณีแต่ละสี ซึ่งแขกสามารถสะสมแสตมป์น่ารักๆ ได้จากสตาฟโรงแรมเมื่อหาเจอ

THE FUNCTIONAL SIDE OF THINGS

ฟังเรื่องการตกแต่งและสตอรีไปแล้ว มาดูเรื่องฟังก์ชันกันบ้าง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าอินทีเรียร์ดีไซเนอร์มีอีกหนึ่งบทบาทสำคัญคือต้องดูว่าลูกค้าจะเข้ามาใช้สเปซยังไง ซึ่งในพาร์ตนี้พิณขอส่งต่อให้ติ๊กเป็นคนเล่า

เขาเริ่มจากการตีโจทย์ที่ทางโรงแรมให้มาก่อน ซึ่งคือการทำให้พื้นที่ส่วนกลางสามารถทำรายได้ได้ตลอดทั้งวัน และแอ็กทีฟอยู่ตลอด ไม่มีช่วงที่เงียบเหมือนร้านตามโรงแรมที่เสิร์ฟแค่อาหารเช้าแล้วก็จบ

“พอเราได้โจทย์ตรงนี้ปุ๊บ ก็เริ่มคิดเรื่องการวางพื้นที่ว่าแบบไหนถึงจะตอบโจทย์และตอบไลฟ์สไตล์คนที่จะมาใช้งาน ได้คำตอบว่าต้องเป็นสเปซที่ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง และต้องรองรับสไตล์การบริการของโรงแรม“

ติ๊กเล่าต่อว่า จริงๆ การเป็นโรงแแรมมิดสเกลของ KROMO ก็เอื้อต่อทิศทางความเป็นกันเองนี้ เพราะส่วนใหญ่โรงแรมสเกลนี้จะไม่ได้มีการแบ่งห้องหรือพื้นที่ชัดเจน ที่นี่ร้านอาหาร ล็อบบี และฟังก์ชันอื่นๆ สามารถอยู่รวมกันในสเปซเดียวได้

“คิดว่าจุดแข็งของโรงแรมนี้คือความเป็น Communal Space ที่ไม่ใหญ่จนเกินไป โดยเฉพาะในพื้นที่ส่วนกลางที่มีความเป็นห้องรับแขก เพราะแขกรู้สึกว่าเดินไปที่ไหนก็ได้ในพื้นที่นั้น ไม่มีการแบ่งหน้าบ้านหลังบ้านที่ชัดเจน ทำให้ลูกค้าเข้ามาแล้วรู้สึกสบายๆ

ยกตัวอย่างเช่น บาร์ เราจะไม่มีบาร์แบบสองระดับที่แยกคนเสิร์ฟกับแขกออกจากกันเลย แต่เป็น Open Bar ที่ให้แขกสามารถมองเห็นได้ทุกอย่าง“

ไม่แปลกใจที่ล็อบบีซึ่งตอนแรกตั้งใจจะเปิดให้แขกที่มาพักใช้เท่านั้นกลายเป็นพื้นที่ที่คนภายนอกเองก็หลั่งไหลเข้ามานั่งเล่นหรือนั่งทำงานเรื่อยๆ เราเองในฐานะคนที่เพิ่งเคยมาที่ KROMO ครั้งแรก ก็ต้องยอมรับว่าบรรยากาศโรงแรมให้ความผ่อนคลายและเป็นกันเองจริง ไม่ได้รู้สึกเกร็งหรือถูกจับจ้องแต่อย่างใด

EVERY DESIGN HAS A SOLUTION

พวกเรานั่งคุยถึงดีเทลในโรงแรมกันต่ออีกยืดยาว เพราะไม่ว่าจะไปจับเอเลเมนต์ไหนก็มีเรื่องราวเบื้องหลังให้เล่าทั้งนั้น

“มีอีกเรื่องนึงที่อยากให้พิณเล่า เป็น Case Study ให้เห็นว่า เวลาหมดมุกมันจะมีวิธีไปต่อยังไง (หัวเราะ)” ติ๊กจุดประเด็นขึ้นมาอีกครั้งในจังหวะที่เราคิดว่าเรื่องเล่าทุกอย่างน่าจะครบถ้วนดีแล้ว พร้อมชวนให้เราเดินไปชมสเปซพร้อมๆ กัน

และ Case Study ที่ว่าคือเรื่องราวที่มาของสีชมพูกะปิบนผนังของ Colette ร้านอาหารและบาร์ที่ชั้น 1 ที่เราเกริ่นถึงไปก่อนหน้านี้ “ชั้นนี้คือชั้นที่เราอยากใส่ความเป็นไทยเข้าไปให้ชัดเจนนิดนึง เราเลยพยายามนึกถึงสัญลักษณ์ต่างๆ ที่จะมาสื่อสารความเป็นไทยได้ จนมาจบที่ปลากัด หรือ Siamese Fighting Fish ที่คิดว่าน่าจะเป็นสัญลักษณ์ที่ดีเลย เพราะมันก็เป็นที่รู้จักประมาณนึงนะ วอลเปเปอร์ Default ของไอโฟนก็มี แล้วชื่อมันก็พูดถึงความเป็นไทยแบบตรงไปตรงมา แต่ทีนี้ปลากัดจะไปอยู่ในไหนล่ะ?

เราเลยไปรีเสิร์ชเพิ่มจนเจอว่า สมัยก่อนบริเวณสุขุมวิทตรงนี้เคยเป็นทุ่งบางกะปิ! เป็นบึงน้ำจืดซึ่งก็น่าจะมีปลาแหวกว่ายอยู่ตามธรรมชาติ เลยคิดว่านี่แหละ เราเอาสีชมพูกะปิที่ไม่ค่อยถูกใช้ในงานดีไซน์เท่าไหร่มาเป็นสีหลักของ Colette แล้วให้ปลากัดมาแหวกว่ายอยู่ในนี้ดีกว่า” พิณเล่า DIN Studio เลยร่วมมือกับศิลปินอย่าง PiN Metal Art ให้สร้างประติมากรรมปลากัดจากเศษเหล็กเหลือใช้ ซึ่งตอนนี้ถูกแขวนไว้เหนือ Colette Dining และ Colette Bar รวมถึงทำผนังเกล็ดปลาจากโลหะสีเหลือบกะปิเป็นฉากหลังให้บาร์

แต่เท่านั้นยังไม่จบ! พวกเขาอยากแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของเวลาและบริบท จากทุ่งบางกะปิสู่สุขุมวิทยุคปัจจุบัน เลยชวน JARUPATCHA มาสรรค์สร้างผ้าทอวิบวับจับแสงไฟที่สื่อถึงตึกรามบ้านช่องและแสงสีของย่านใจกลางเมืองใหญ่อย่างสุขมวิท ที่อยู่ปัจจุบันของปลากัด มาครอบงานประติมากรรมไว้อีกที

“อันนี้เป็นวิธีของพิณ คือถ้าเราคิดถึงกรุงเทพฯ ก็อาจจะติดอยู่แค่กับเรื่องราวในกรุงเทพฯ แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนชอบอ่าน ชอบเชื่อมโยง ก็เลยสามารถผูกเรื่องไปได้ต่อ” ติ๊กพูดถึงเพื่อนร่วมเส้นทางด้วยความชื่นชม

“เพื่อนจะชอบบอกว่า แกอ่ะเป็นเนิร์ด! แต่ไม่ได้เนิร์ดเรื่องเกมนะ เนิร์ดกับอะไรแบบเนี้ย (หัวเราะ) สำหรับเราคือมันต้องพยายามฝึกตัวเองไม่ให้อยู่ในกรอบก่อน เราคิดว่าทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีทางตันมั้ง แบบว่าต้องมีทางออกเสมอ“

พิณทิ้งท้ายก่อนทั้งคู่จะลากันไป เป็นคำพูดที่เรารู้สึกว่าสรุปความเป็น DIN Studio ได้อย่างดี ในแง่การไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัด แต่ใช้การเล่าเรื่องเเละจินตนาการเป็นทางออก ให้สามารถสร้างดีไซน์ที่แตกต่างจากสิ่งที่มีอยู่ทั่วไปในตลาดได้ ซึ่ง KROMO ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ความพยายามในการก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดเหล่านั้น

ติดตาม DIN Studio ได้ที่
Instagram: din.studio
Facebook: DIN Studio
และไปตามหาอัญมณีทั้ง 9 ด้วยตัวเองได้ที่ KROMO Bangkok, Curio Collection by Hilton

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...