ในวันที่ชีวิตหลงทาง จะก้าวออกจากความเวิ้งว้าง และความสับสนอย่างไร?
เหตุผลที่คนเราหลงทางคือการไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะตื่นขึ้นมา “เพื่ออะไร”
.
เราอาจเคยมีช่วงเวลาหนึ่งที่ตื่นขึ้นมาตอนเช้าอย่างอิดออดและไม่ยอมลุกจากเตียง แต่ตกดึกกลับไม่ยอมนอนเพราะไม่อยากให้ถึงเช้าถัดไป เราอาจเคยมีเป้าหมายที่พร้อมทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับมัน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งกลับหยุดทำไปเสียดื้อๆ เพราะแรงจูงใจที่มีกลับถูกแทนที่ด้วย “คำถาม” ที่เรายังตอบไม่ได้ และอาการเหล่านี้คืออาการปกติของคนที่ “หลงทาง”
.
ทุกคนต่างสงสัยว่า ทำไมคนเราถึงต้องมีจุดหนึ่งในชีวิตที่รู้สึก “หลงทาง” ? ไม่ว่าเราจะมีชีวิตที่ดีพร้อมในทุกด้านหรือไม่มีก็ตาม แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง เราต่างต้องมาหยุดอยู่ที่ทางแยกและไม่รู้ว่าตนเองจะเลือกทางไปต่ออย่างไรอยู่ดี
.
คาร์ล ยุง (Carl Jung) นักจิตวิทยาผู้โด่งดัง มองว่า การที่เราสับสนกับชีวิตเพราะชีวิตของเรามีความแน่นอนเพียงหนึ่งเดียวคือ ความตาย และนั่นทำให้เราสงสัยตลอดเวลาว่า เรากำลังใช้ชีวิตไปเพื่ออะไรกันแน่? ทำไมเราถึงต้องเสียสละทั้งเวลาและแรงกายเพื่ออดทนใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก?
.
ในระหว่างที่คาร์ล ยุง (Carle Jung) เขียนหนังสือ The Red Book ที่เปรียบเสมือนคัมภีร์รวมทฤษฎีของตนเอง เขาจึงได้ค้นพบเจตจำนงของการมีชีวิต นั่นคือ “บางทีมนุษย์เกิดมาเพื่อเสียสละอะไรบางอย่าง ให้กับสิ่งที่มีความหมายมากกว่าชีวิตของเราเอง” เพราะหากเราค้นพบสิ่งที่ “คู่ควร” กับเวลาและแรงกายของเราแล้ว เราจึงจะรู้สึกว่าชีวิตของเรามีหนทางและมีความหมาย
.
.
หาเหตุผลนั้นให้เจอ โดยเริ่มต้นจากการถามตนเองว่า “ทำไม?”
.
แม้เราอาจไม่รู้ตัว แต่แท้จริงแล้วเราอาจกำลังใช้ชีวิตโดยมี “เหตุผล” นั้นขับเคลื่อนตลอดเวลา และบางทีการที่เราหลงทาง อาจไม่ใช่เพราะเราไม่มีเหตุผลในการใช้ชีวิต แต่เราอาจยัง “ไม่รู้” ว่าต้องตั้งคำถามอย่างไร จึงจะเจอคำตอบที่มีอยู่แล้วเท่านั้น
.
โดยใน TedTalk อันโด่งดังของ ไซมอน ไซเนก (Simon Sinek) ผู้เขียนหนังสือ Start With Why เขาได้กล่าวถึงโมเดลวงกลมทองคำ (Golden Cricle) ซึ่งเป็นโมเดลที่อธิบายการกระทำของมนุษย์ว่า ทำไมบางคนถึงใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยพลังและแรงบันดาลใจ แต่บางคนกลับไม่ใช่ โดยโมเดลวงกลมนี้ประกอบไปด้วย 3 ชั้นซ้อนกันเหมือนหัวหอม นั่นคือ
.
1. “What” ชั้นนอก
2. “How” ชั้นกลาง
3. “Why” ชั้นใน (แกนกลาง)
.
“What” หรือ “อะไร” หมายถึงการกระทำและความคิดระดับนอกที่เราเข้าถึงได้ง่ายที่สุด คือ เรารู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่หรือเราต้องการอะไร ตัวอย่างเช่น อยากมีเงิน อยากทำธุรกิจ อยากทานอาหาร และอยากผอม ซึ่งเป็นการกระทำและความคิดที่ควบคุมด้วยสมองส่วนนีโอคอร์เท็กซ์ (Neocortex) ที่มีความเป็นเหตุผลและสามารถอธิบายออกมาด้วยคำพูดได้
.
“How” หรือ “อย่างไร” คือการขยายความการกระทำชั้นนอกหรือ “What” อีกที เช่น ฉันอยากมีเงินเยอะๆ และอยากทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งการกระทำและความคิดส่วนนี้จะควบคุมด้วยสมองส่วนลิมบริก (Limbric) จึงมีอารมณ์และความรู้สึกมาปะปนด้วย แต่ชั้นนี้ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเติมเต็มความต้องการในชีวิตของเรา
.
“Why” หรือ “ทำไม” คือชั้นที่สำคัญที่สุด และเป็นตัวกำหนดการกระทำของชั้นนอกทั้งหมด ซึ่ง “Why” อาจเป็นได้ทั้งความเชื่อ คุณค่า แรงบันดาลใจและจุดหมายชีวิตของเราเอง โดยความคิดในชั้นนี้ควบคุมด้วยสมองส่วนลิมบริก (Limbric) หรืออารมณ์ความรู้สึกเช่นเดียวกับชั้น “How” แต่ต่างกันตรงที่เราไม่สามารถอธิบายความคิดในชั้นนี้ออกมาเป็นคำพูดได้อย่างชัดเจน ซึ่งคนที่มีแรงบันดาลใจมหาศาลก็คือคนที่รู้ “Why” ของตนเองเป็นอย่างดี
.
หากเชื่อมโยงกับสิ่งที่คาร์ล ยุง (Carl Jung) กล่าวถึง ชั้น “Why” ก็คือชั้นที่จะช่วยตอบเราได้ว่า สิ่งที่มีความหมายและคู่ควรกับเวลาของเรามากที่สุดคืออะไร ถ้าเราเป็นแม่ซึ่งทำงานหนักเพื่อหาเงินอยู่ทุกวัน “Why” ที่ทำให้เรายังคงทำงานหนักต่อไป อาจจะเป็นเพราะต้องการให้ลูกสุขสบาย หรือถ้าเราเป็นเจ้าของธุรกิจที่ต้องการขายคอมพิวเตอร์ “Why” ของเราอาจไม่ใช่เพียงเพื่อให้มีผลกำไร แต่เพื่อให้บริษัทได้สร้างนวัตกรรมที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้
.
ดังนั้นในขณะที่เราสับสน อาจต้องลองเริ่มตั้งคำถาม “Why” กับเป้าหมายหรือการกระทำที่แล้วมาของเรา ย้อนคำถามและขุดลึกไปทีละคำตอบเรื่อยๆ จนกว่าจะเริ่มเข้าใจและค้นพบตนเองมากขึ้นว่า แท้จริงแล้ว สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดและคู่ควรกับเวลาของเรามากที่สุดคืออะไรกันแน่?
.
เมื่อเราได้ยืนอยู่บนทางแยกอีกครั้ง คำตอบของ “Why” จึงจะเป็นเข็มทิศที่ทำให้เรารู้ว่าหลังจากนี้เราต้องเลือกไปทางไหนต่อ
.
.
แล้ว “Why” ที่แท้จริงของเราเป็นอะไรได้บ้าง?
.
“Why” ของเราไม่เหมือนกัน แม้กระทั่งในบางจังหวะเวลาของชีวิต เราก็อาจพบว่า “Why” ของเราได้เปลี่ยนไปแล้ว อย่างไรก็ตามในบทความ Finding Direction When You’re Feeling Lost บนเว็บไซต์ Harvard Business Review ก็ได้กล่าวถึง 5 เหตุผลหลักที่ทำให้เรารู้สึกชีวิตมี “ความหมาย” ไม่แน่ว่า แม้กาลเวลาหรือจังหวะชีวิตจะทำให้เราเปลี่ยนไปมากขนาดไหน “Why” ของเราก็น่าจะยังวนเวียนอยู่ใน 5 เรื่องนี้ นั่นคือ
.
1. เรารู้สึกว่า ตนเองเป็นที่ต้องการ (Belonging)
.
“Why” ของบางคนอาจเป็นการได้มีชีวิตอยู่เพื่อรักและดูแลคนที่สำคัญ อาจเป็นทั้งพ่อแม่ พี่น้อง ลูกหรือคนรัก และอาจเพราะมนุษย์เราคือสัตว์สังคมโดยธรรมชาติ สิ่งที่จะทำให้เราสุขและทุกข์มากที่สุดจึงเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ดังนั้นหากเราได้เจอความสัมพันธ์หรือสังคมที่รู้สึกว่า ตนเองได้เป็นส่วนหนึ่งและเป็นที่ต้องการของคนอื่น พยายามรักษาความสัมพันธ์นั้นเอาไว้ให้ดี
.
2. เรารู้สึกว่า ชีวิตมีจุดมุ่งหมาย (Purpose)
.
“Why” ของบางคนอาจเริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่า “เราเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่” หรือ “เราต้องไปทางไหนต่อ” มนุษย์น่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่รู้จักความตายและรู้จักการตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของตนเอง ดังนั้นเมื่อเรารู้สึกไร้ทิศทางและมองภาพในอนาคตของตนเองไม่ชัดเจน แม้จะมีพร้อมทั้งปัจจัย 4 แต่เราก็ยังไม่รู้สึกเติมเต็มอยู่ดีจนกว่าจะค้นพบเป้าหมายของตนเอง
.
3. เรารู้สึกว่า ตนเองมีความสามารถ (Competence)
.
“Why” ของบางคนอาจมาจากความภาคภูมิใจที่ได้เห็นความสามารถของตนเองผ่านสิ่งที่ตนเองทำ เราอาจผูกติดพรสวรรค์ ความเก่งกาจและความภาคภูมิใจเข้ากับตัวตนของเราเอง เพื่อให้มีความมั่นใจในการดำรงชีวิตต่อ และไม่เพียงเท่านั้นการที่เรายิ่งเก่งในสิ่งที่ตัวเองทำ ก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกพอใจกับชีวิตและเห็นคุณค่าของตนเองมากขึ้นเท่านั้นด้วย
.
4. เรารู้สึกว่า เราเป็นเจ้าของชีวิตของตนเอง (Control)
.
“Why” ของบางคนอาจยึดโยงกับความเป็นอิสระ และการได้กำหนดชีวิตด้วยตนเอง เหตุผลนี้ยังใช้อธิบายได้ว่า ทำไมเราถึงรู้สึกหมดไฟและไม่มีความสุขเพราะงานที่เราไร้อำนาจตัดสินใจ หรือต้องอยู่ในองค์กรที่กฎระเบียบเคร่งครัดจนน่าอึดอัด ซึ่งทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นหุ่นยนต์ทำตามคำสั่ง และยังเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราไม่มีความสุขเมื่อทำตามความฝันของคนอื่น ซื้อของตามคนอื่น เปลี่ยนแปลงตนเองตามคนอื่น ซึ่งนั่นเพราะความตั้งใจเดิมไม่ได้มาจากตนเองตั้งแต่แรก
.
5. เรารู้สึกว่า เราได้ก้าวข้ามความเห็นแก่ตัวและมอบคุณค่าให้แก่ส่วนรวม (Transcendence)
.
“Why” ของบางคนอาจเป็นความสุขที่มาจากการได้อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือคนอื่น หรือการแบ่งปันคุณค่าบางอย่างให้กับโลกใบนี้โดยไม่นึกถึงผลประโยชน์ของตนเอง ดั่งสุภาษิตกรีกโบราณที่กล่าวว่า "สังคมจะยิ่งใหญ่ขึ้นเมื่อคนชราปลูกต้นไม้ แม้รู้ว่าตนเองจะไม่มีวันได้นั่งพักอยู่ใต้ร่มเงาของมัน"
.
.
ในวันที่เราตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกว่างเปล่า และใจเต็มไปด้วยความกังวล เราอาจรู้สึกเกรงกลัวเมื่อตนเองกำลังจะหลงทาง ทว่า “การหลงทาง” ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเช่นกัน เพราะเราจะไม่มีทางรู้เลยว่า ทางที่เดินอยู่ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” จนกว่าเราจะเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าทางแยก ดังนั้นโปรดใช้เวลานั้นตั้งคำถามให้เต็มที่ ยืนหาคำตอบจนกว่าจะเจอ “Why” ที่เราพอใจ ณ ตอนนั้นจริงๆ
.
.
อ้างอิง
.
- Start with why -- how great leaders inspire action: Simon Sinek - https://bit.ly/3T55gEd
- Finding Direction When You’re Feeling Lost: Manfred F.R. Kets de Vries - https://bit.ly/4bHYTy2
- Carl Jung - How to Find Your Purpose: Freedom in Thought - https://bit.ly/4bHiMoX
- Golden Circle model: Simon Sinek’s theory of value proposition ‘start with why’: Dave Chaffey - https://bit.ly/4bMoztc
.
.
#inspiration
#worklife
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast